- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 368 ปล่อยวาง
บทที่ 368 ปล่อยวาง
บทที่ 368 ปล่อยวาง
ตู้คังอารมณ์พลุ่งพล่าน ร้องไห้ฟูมฟาย ผมบอกให้เขาใจเย็นหน่อย เขาเพิ่งจะฟื้น ต้องพยายามเลี่ยงไม่ให้อารมณ์แปรปรวนมากเกินไป
เว่ยฟางก็ช่วยพูดกล่อมอยู่ข้าง ๆ บอกไม่ให้เขาร้อนใจ
“ผมจะไม่ร้อนใจได้ยังไง ตอนนี้ฮุ่ยลี่เป็นยังไงบ้างผมก็ไม่รู้ อาจารย์หลี่ ผมขอร้องล่ะ ให้ผมเจอฮุ่ยลี่หน่อยได้ไหม ขอร้องล่ะครับ” ตู้คังพูดด้วยความรู้สึกจากใจจริง ถ้าผมไม่รับปากเกรงว่าเขาคงคุกเข่าให้ผมแน่
ช่วยไม่ได้ ผมทำได้แค่ปลอบให้อารมณ์เขาสงบลงก่อน “ตกลงครับ ผมรับปาก แต่คุณต้องใจเย็นลงก่อน รอพวกเรากลับไปแล้วค่อยว่ากัน”
สถานีตำรวจเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความยุติธรรม ไอหยางเปี่ยมล้น วิญญาณภูตผีเข้าใกล้ได้ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหอฮุ่ยลี่ที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว การจะให้เธอปรากฏตัวที่นี่ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
อารมณ์ของตู้คังสงบลงบ้างแล้ว ผมให้พวกเขาสองสามคนเตรียมตัว พวกเราเองก็ควรกลับได้แล้ว
ก่อนกลับ ผมกับเฉียนหย่งไปที่ห้องข้างห้องสอบสวน มองดูหลี่ว์หมิ่นที่กำลังถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนผ่านกระจก
หลี่ว์หมิ่นแทบจะตอบทุกคำถาม ไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย บางทีเธออาจจะรู้สึกหลุดพ้นแล้วเหมือนกัน เลยอยากจะชดเชยความผิดของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เรื่องต่อจากนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเฉียนหย่งก็พอ หลังจากร่ำลาเฉียนหย่งแล้ว พวกเราก็ออกจากสถานีตำรวจ มุ่งหน้าไปบ้านตู้คัง
พวกเรามาถึงบ้านตู้คัง ก็พบว่าในบ้านเปิดไฟอยู่ นอกรั้วยังมีรถจอดอยู่คันหนึ่ง
“คุณน้ากลับมาแล้ว” เว่ยฟางพูดขึ้น
พอพวกเราเข้าบ้าน แม่ของตู้คังก็ถามด้วยสีหน้าร้อนรนว่าตู้คังหายไปไหน แล้วยังถามอย่างสงสัยว่าพวกเราเป็นใคร
“คุณน้าคะ เรื่องเป็นแบบนี้ค่ะ” เว่ยฟางเป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาให้แม่ของตู้คังฟัง พอได้รู้ต้นสายปลายเหตุเธอก็ตะลึงงันไปเลย
ถึงเรื่องราวจะเหลือเชื่อ แต่แม่ของตู้คังรู้ดีว่าเว่ยฟางกับตู้คังไม่มีทางโกหกตัวเอง จึงปาดน้ำตาแสดงความขอบคุณพวกเราจากใจจริง
“ไปเถอะครับ ไปที่ห้องพี่ ลองดูว่าจะยังเรียกวิญญาณเหอฮุ่ยลี่มาได้ไหม” ผมเอ่ยปาก
วิญญาณเหอฮุ่ยลี่อ่อนแออยู่แล้ว ครั้งก่อนถูกอินเจิ้งหยวนใช้อาคมขับไล่ไป ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำให้เธอปรากฏตัวได้หรือเปล่า
มาถึงห้องตู้คังที่ชั้นสอง ธูปเทียนที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ยังเหลืออยู่
เหมือนครั้งก่อน ผมให้หลิวเฉิงไปจุดธูปเทียนที่ตำแหน่งทิศคุนของห้อง และกำชับให้คนอื่นอยู่ห่างจากทิศคุน
พวกเราอยู่กันเต็มห้องขนาดนี้ไอหยางค่อนข้างแรง ขืนอยู่ใกล้ทิศคุนเกินไปคงไม่ดี
พอหลิวเฉิงจัดการเสร็จ ผมก็เดินไปที่ตำแหน่งทิศคุน หยิบยันต์เรียกวิญญาณออกมา กำชับตู้คังให้ทำเหมือนคราวก่อน ปากพร่ำเรียกชื่อเหอฮุ่ยลี่
หลังจากจุดยันต์เรียกวิญญาณ ตู้คังก็เริ่มตะโกนเรียกชื่อเหอฮุ่ยลี่ เวลาผ่านไปวินาทีแล้ววินาทีเล่า ผ่านไปสิบกว่านาที ตำแหน่งทิศคุนในห้องก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
ในขณะที่ผมคิดว่าวิญญาณเหอฮุ่ยลี่อาจจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นจริง ๆ และคิดจะยุติพิธีเรียกวิญญาณครั้งนี้ นึกไม่ถึงว่าจู่ ๆ ตำแหน่งทิศคุนจะมีความเคลื่อนไหวเล็กน้อยเกิดขึ้น
ผมดีใจขึ้นมาทันที พบว่าวิญญาณเหอฮุ่ยลี่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่ตำแหน่งทิศคุน เพียงแต่ร่างเงาเลือนรางมาก กลิ่นอายก็อ่อนแรงผิดปกติ
“ตู้คัง” หลังจากเรียกชื่อตู้คังเบา ๆ เธอกลับมีทีท่าเหมือนวิญญาณจะแตกสลายจางหายไป
“นั่น... นั่นฮุ่ยลี่จริง ๆ ด้วย...” เห็นผีครั้งแรก แม่ของตู้คังตกใจจนหน้าซีดเผือด
ส่วนตู้คังดีใจจนแทบคลั่ง ตื่นเต้นจนอยากจะพุ่งเข้าไปหาเหอฮุ่ยลี่
ผมรีบขวางเขาไว้ บอกเขาว่าถ้าเข้าไปตอนนี้ จะทำวิญญาณเหอฮุ่ยลี่แตกกระเจิง จนวิญญาณสลายไปทันที
“เธออ่อนแอเกินไปแล้ว ที่ยังมาหาคุณได้นี่ถือว่าใช้แรงใจมหาศาลเลยนะ” จางเทียนหลิงอดถอนหายใจไม่ได้ รู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง
พอได้ยินว่าวิญญาณเหอฮุ่ยลี่อาจจะแตกสลาย ตู้คังก็ร้อนรนทันที ตาแดงก่ำมองดูเหอฮุ่ยลี่ที่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ด้วยความเสียใจ
จากนั้นจู่ ๆ เขาก็คุกเข่าลง ขอร้องให้พวกเราช่วยเหอฮุ่ยลี่ จะปล่อยให้วิญญาณเธอสลายไปไม่ได้
“พี่รีบลุกขึ้นเถอะ!” ผมดึงเขาให้ลุกขึ้นจากพื้น แล้วหันไปมองจางเทียนหลิง
ตอนนี้ผมนึกวิธีดี ๆ ไม่ออก ได้แต่ดูว่าจางเทียนหลิงจะมีวิธีช่วยเหอฮุ่ยลี่ไหม
“เฮ้อ ช่างเถอะ ข้าพเจ้าจะช่วยคู่รักระทมทุกข์อย่างพวกคุณสักครั้งแล้วกัน” จางเทียนหลิงทนดูไม่ได้ เอ่ยปากขึ้น
ตู้คังซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก ขอบคุณเขาเป็นการใหญ่
“พอแล้ว ทุกคนออกไปก่อน รอข้าพเจ้าเรียกแล้วค่อยเข้ามา” เขาสั่ง
พวกเราจึงออกจากห้อง ไปรออยู่ข้างนอก ทิ้งจางเทียนหลิงกับวิญญาณเหอฮุ่ยลี่ไว้ข้างใน
เห็นตู้คังมีสีหน้ากังวลร้อนใจ หลิวเฉิงก็ปลอบเขา บอกให้วางใจ “ถึงนักพรตลามกบางทีจะดูพึ่งพาไม่ได้ แต่ฝีมือไม่ธรรมดานะ ช่วยเหอฮุ่ยลี่ได้แน่นอน”
หลิวเฉิงหมอนี่ถึงปกติปากแข็งไม่ยอมรับ แต่จริง ๆ ในใจยอมรับในตัวจางเทียนหลิงมากทีเดียว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในห้องก็มีความเคลื่อนไหวในที่สุด จางเทียนหลิงเปิดประตูออกมา
“นักพรตจาง เป็นยังไงบ้างครับ?” ตู้คังถามอย่างอดใจรอไม่ไหวทันที
จางเทียนหลิงดูอ่อนเพลียเล็กน้อย เพราะยังไม่หายดี “เรียบร้อยแล้ว คุณเข้าไปคนเดียวเถอะ แต่เวลาของพวกคุณมีจำกัด เหอฮุ่ยลี่ต้องไปตอนยามอิ๋น ไม่ว่าพวกคุณจะอาลัยอาวรณ์แค่ไหน การรีบไปสู่สุคติเพื่อเวียนว่ายตายเกิดถึงจะเป็นทางที่ถูกที่ควรของเธอ”
พอเข้าใจแล้ว ตู้คังถึงพยักหน้าเดินเข้าไป
“ไปกันเถอะ ลงไปข้างล่างกัน ปล่อยให้ทั้งสองคนได้คุยกันตามลำพังเป็นครั้งสุดท้ายดีกว่า” ผมพูดขึ้น จากนั้นก็พาธุกคนลงไปข้างล่าง
นั่งเล่นข้างล่างสักพัก พวกเราก็แยกย้ายกันกลับห้องไปพักผ่อน ยามอิ๋นพวกเรายังต้องมาส่งเหอฮุ่ยลี่อีก
พอถึงยามอิ๋น พวกเราก็มาที่ห้องตู้คัง ทั้งสองคนยังนั่งคุยกันอยู่บนเตียง สภาพของเหอฮุ่ยลี่ดูดีกว่าก่อนหน้านี้มาก พอมองออกว่าฝีมือจางเทียนหลิงไม่ธรรมดาจริง ๆ
“ตู้คัง เหอฮุ่ยลี่ หมดเวลาแล้วครับ” ถึงจะไม่อยากขัด แต่ผมก็ต้องเอ่ยปากบอกทั้งสองคน “เหอฮุ่ยลี่ คุณต้องไปแล้วครับ”
หนึ่งคนหนึ่งผียังคงอาลัยอาวรณ์ ผมถอนหายใจ พูดว่า “พวกคุณทำบุญร่วมกันมาแค่นี้ ปลงซะเถอะครับ”
ขอบตาตู้คังเริ่มแดงก่ำอีกครั้ง พวกผู้หญิงที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็น้ำตาคลอเบ้า ช่วยไม่ได้ เรื่องราวในโลกนี้ไม่มีทางสมดั่งใจไปซะทุกเรื่องหรอก
จากนั้น เหอฮุ่ยลี่ก็เดินไปที่ตำแหน่งทิศคุนในห้อง แม้จะมีน้ำตาไหลริน แต่สีหน้าดูปล่อยวางแล้ว ยอมรับชะตากรรมของตัวเอง
การส่งวิญญาณยังไงพวกนักพรตก็เชี่ยวชาญกว่า ดังนั้นหน้าที่ส่งเหอฮุ่ยลี่เลยตกเป็นของจางเทียนหลิง
จางเทียนหลิงท่องคาถาจบ เสียงของเหอฮุ่ยลี่ก็เริ่มค่อย ๆ จางหายไป
“ตู้คัง คุณต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีนะ...” พูดจบ เหอฮุ่ยลี่ก็จากโลกมนุษย์ไปอย่างถาวร
ตู้คังร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม่ของเขาและเว่ยฟางคอยปลอบใจ เรื่องราวทั้งหมดถือว่าจบลงเพียงเท่านี้
ออกจากบ้านตู้คัง เว่ยฟางก็กลับบ้าน ส่วนพวกเราสี่คนที่เหลือก็ขับรถกลับคฤหาสน์ตระกูลจ้าว
ช่วงที่ผ่านมาวุ่นวายมาตลอด ในที่สุดก็ได้พักผ่อนนอนหลับให้เต็มอิ่มสักที
นอนยาวจนถึงช่วงเย็น ผมถึงลุกจากเตียง พอดีกับที่จ้าวอี้เฟยมาเรียกผมที่ห้อง
“ตื่นแล้วเหรอ ฉันกะว่าจะมาปลุกพอดี” จ้าวอี้เฟยเดินเข้ามาในห้อง ช่วยเปิดผ้าม่านให้ผม
ผมบิดขี้เกียจ ลุกจากเตียงเดินไปข้างหลังเธอ แล้วสวมกอดเธอจากด้านหลัง
“ทำอะไรน่ะ” เธอหันมามองผมอย่างเขินอาย
ผมก้มหน้าลง ยิ้มให้เธอ “ไม่มีอะไร แค่อยากกอดเธอเฉย ๆ”
ผมกอดเธออยู่อย่างนั้นสักพัก เธอก็บอกผมว่าเว่ยฟางบอกว่าตู้คังจะเลี้ยงข้าวพวกเรา ให้พวกเราไปหาหน่อย
“ได้ งั้นเดี๋ยวฉันไปเรียกพวกหลิวเฉิงก่อน” ผมคลายอ้อมกอด เดินออกจากห้องไปเรียกหลิวเฉิงกับจางเทียนหลิง