- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 358 ข้อพิรุธ
บทที่ 358 ข้อพิรุธ
บทที่ 358 ข้อพิรุธ
ในเอกสารแนบรูปถ่ายของเถ้าแก่ร้านสักมาด้วย เพียงแต่ใบหน้าผู้หญิงในรูปไม่มีจิวจมูกและจิวปาก ผมก็ไม่ได้ย้อมเป็นสีแดงฉูดฉาด
“โห พอดูแบบนี้ เธอก็สวยใช้ได้เลยนี่หว่า ไม่เหมือนตอนนี้ที่แต่งตัวหลุดโลกชะมัด” หลิวเฉิงชะโงกหน้ามาดูแวบหนึ่ง พูดอย่างแปลกใจ
จางเทียนหลิงตาวาว “ไม่เลวเลยจริง ๆ ลุคนี้สเปกฉันเลย”
ผมไม่สนใจสองคนนั้น อ่านข้อมูลในเอกสารต่อ
ผู้หญิงคนนี้ชื่อหลี่ว์หมิ่น เป็นเด็กกำพร้า โตมาในสถานสงเคราะห์
ตอนอายุแปดขวบ ถูกชายวัยกลางคนรับไปเลี้ยง แล้วย้ายออกจากอำเภอไปพร้อมกับผู้ชายคนนั้น
ห้าปีก่อนกลับมาที่อำเภอ มาเป็นครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนมัธยม ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไร จู่ ๆ เมื่อสามปีก่อนก็ลาออก จากนั้นก็หายสาบสูญไป เพิ่งจะกลับมาปรากฏตัวเมื่อครึ่งปีก่อน แล้วมาเปิดร้านสักในอำเภอ
ในเวลาสั้น ๆ แค่นี้ พวกเฉียนหย่งสืบได้ละเอียดขนาดนี้ ดูท่าคงทุ่มเทไปไม่น้อย
“จากครูสอนภาษาจีนมัธยม กลายมาเป็นเถ้าแก่ร้านสักในตอนนี้ มันไม่สุดโต่งไปหน่อยเหรอ เธอไปเจออะไรมากันแน่?” หลิวเฉิงรู้สึกงุนงง
ส่วนจางเทียนหลิงเอาแต่จ้องรูปหลี่ว์หมิ่นในเอกสาร ถอนหายใจด้วยความเสียดาย “น้องสาวงานดีขนาดนี้ เสียดายที่ตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นแบบนั้น เสียดาย เสียดายจริง ๆ ถ้ามีโอกาสล่ะก็อยากจะหาจังหวะไปถกปรัชญาชีวิตกับเธอสักหน่อย...”
เขายิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะ เฉียนหย่งมองเขาด้วยสีหน้าแปลก ๆ ผมเลยรีบกระแอมไอขัดจังหวะเขา
“ผู้กำกับเฉียน ข้อพิรุธที่คุณพูดถึงเมื่อกี้ หมายถึงช่วงเวลาสองปีครึ่งที่เธอหายตัวไปหลังจากลาออกจากโรงเรียนมัธยมใช่ไหมครับ?” ผมเอ่ยถามเฉียนหย่ง
ในเอกสารไม่ได้ระบุถึงสถานการณ์ในช่วงสองปีครึ่งของหลี่ว์หมิ่นเลยแม้แต่คำเดียว แสดงว่าจนถึงตอนนี้พวกเฉียนหย่งยังสืบเรื่องราวในช่วงสองปีครึ่งของหลี่ว์หมิ่นไม่ได้เลย
เฉียนหย่งพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม “ถูกต้องครับ ตามหลักแล้วไม่ว่าสองปีครึ่งนี้เธอจะออกจากอำเภอไป หรือยังอยู่ในอำเภอ พวกเราควรจะสืบเจออะไรบ้างไม่มากก็น้อย แต่นี่กลับไม่เจออะไรเลย ในช่วงสองปีครึ่งนั้น หลี่ว์หมิ่นเหมือนระเหยกลายเป็นไอหายไปจากโลกดื้อ ๆ แล้วจู่ ๆ ครึ่งปีก่อนก็โผล่มาเงียบ ๆ พร้อมกับบุคลิกที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ”
“ดูท่า ในช่วงสองปีครึ่งที่หายไป ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ ๆ เธอถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้” ผมวิเคราะห์
คนคนหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายขนาดนี้ ถ้าไม่เกิดเรื่องหรือไปเจออะไรมา ก็เป็นไปไม่ได้หรอก
เฉียนหย่งบอกว่าเขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เลยส่งคนไปเร่งสืบหาเบาะแสทุกอย่างของหลี่ว์หมิ่นในช่วงสองปีครึ่งนั้นต่อแล้ว
“หลงหยวน หุ่นกระดาษที่นายส่งไปเฝ้าหลี่ว์หมิ่นที่ร้านสักไม่เจออะไรบ้างเหรอ?” จางเทียนหลิงวางเอกสารข้อมูลหลี่ว์หมิ่นในมือลง แล้วถามขึ้น
ผมส่ายหน้า บอกว่าไม่เจอ ไม่รู้ทำไมหลี่ว์หมิ่นถึงทำตัวปกติทุกอย่าง เช้าไปเย็นกลับ สักให้ลูกค้าในร้าน ไม่มีอะไรผิดปกติเลย
สถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่เพราะเธอบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ก็ต้องมั่นใจในตัวเองสุด ๆ คิดว่าพวกเราทำอะไรเธอไม่ได้
“พวกคุณส่งคนไปเฝ้าหลี่ว์หมิ่นด้วยเหรอครับ?” เฉียนหย่งถามอย่างแปลกใจ
ผมยิ้ม บอกว่าไม่ใช่คน เขาเลยยิ่งงง ถ้าไม่ใช่คนแล้วคืออะไร
“ไว้ค่อยอธิบายทีหลังครับ ตอนนี้พวกเรา...” ผมยังพูดไม่ทันจบ เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งก็เดินหน้าตื่นเข้ามาในห้องทำงานของเฉียนหย่ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจถือเอกสารมาปึกหนึ่ง ยื่นให้เฉียนหย่ง “ผู้กำกับเฉียนครับ พวกเราไปสอบถามพยานบุคคลที่โรงเรียนมัธยมที่หลี่ว์หมิ่นเคยสอนเมื่อสามปีก่อนตามคำสั่งคุณ พบจุดน่าสงสัยจุดหนึ่งจากปากคำพวกเขาครับ”
“โอ้?” เฉียนหย่งรีบพลิกดูเอกสารที่เจ้าหน้าที่ยื่นให้อย่างลวก ๆ
“ตกลงมีพิรุธตรงไหน?” หลิวเฉิงอดถามไม่ได้
เฉียนหย่งมองเอกสารในมือแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยปากว่า “ตอนที่หลี่ว์หมิ่นสอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยม เคยคบหากับครูผู้ชายคนหนึ่งในโรงเรียน และไม่นานก่อนที่เธอจะลาออก ครูผู้ชายคนนั้นก็ฆ่าตัวตาย”
“ฆ่าตัวตายอีกแล้ว!” ผมเผลอขมวดคิ้ว รู้สึกว่าการตายของครูผู้ชายคนนี้ต้องเกี่ยวกับหลี่ว์หมิ่นแน่นอน
“แน่ใจเหรอคะว่าฆ่าตัวตาย?” จู่ ๆ จ้าวอี้เฟยก็ถามขึ้น
เธอกับเว่ยฟางและตู้คังสามคนนั่งฟังพวกเราคุยเรื่องหลี่ว์หมิ่นอยู่ข้าง ๆ ตลอด คำถามนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากถามตอนนี้เหมือนกัน
เฉียนหย่งยื่นเอกสารในมือให้ผม บอกว่าจากการสืบสวนในปีนั้น ครูผู้ชายคนนั้นฆ่าตัวตายจริง ๆ ไม่พบข้อพิรุธใด ๆ
“แล้วบนตัวเขามีรอยสักไหมครับ?” ผมถามพลางดูเอกสารในมือ
“ไม่มีครับ”
ตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจนายนั้นก็พูดขึ้นอีก “พวกเราสอบถามพยานเหล่านั้นอย่างละเอียดแล้วครับ พวกเขาบอกว่าตอนนั้นความสัมพันธ์ของหลี่ว์หมิ่นกับครูผู้ชายคนนั้นดีมาก เพื่อนครูในโรงเรียนต่างก็คิดว่าทั้งคู่คงได้ลงเอยกัน นึกไม่ถึงว่าจู่ ๆ ครูผู้ชายจะมาฆ่าตัวตาย พวกเขาต่างก็บอกว่าอาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ทำให้หลี่ว์หมิ่นเสียใจมาก เลยตัดสินใจลาออกไป”
“แล้วพวกเขารู้ไหมว่าหลังจากหลี่ว์หมิ่นลาออกแล้วไปไหน?” ผู้กำกับเฉียนถามต่อทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจส่ายหน้า บอกว่าถามหมดแล้ว แต่ไม่มีใครรู้เลย
“ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เป็นไปได้ว่าครูผู้ชายคนนั้นอาจจะไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่ถูกหลี่ว์หมิ่นใช้วิชาอาคมสังหาร เหมือนกับคู่รักที่ไปสักที่ร้านเธอแล้วตายนั่นแหละ” จางเทียนหลิงแสดงความคิดเห็น
หลิวเฉิงก็เห็นด้วย แถมยังหัวเราะบอกว่านี่เป็นครั้งที่หายากที่เขากับจางเทียนหลิงมีความคิดตรงกัน
ตู้คังที่เงียบมาตลอด ก็พอฟังจับใจความได้ ถามพวกเราว่าจะเอายังไงต่อ
ผมหันไปมองเฉียนหย่ง เฉียนหย่งคิดครู่หนึ่ง บอกว่าถึงผลการสืบสวนตอนนี้จะยังพิสูจน์ไม่ได้โดยตรงว่าคู่รักที่ฆ่าตัวตายเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับหลี่ว์หมิ่น แต่คู่รักที่ฆ่าตัวตายตั้งมากมายต่างก็เคยไปสักลายคู่รักที่ร้านเธอ จะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ฟังดูแถไปหน่อย เขาตัดสินใจจะนำกำลังไปหาหลี่ว์หมิ่น พาตัวเธอกลับมาสอบสวนที่สถานีตำรวจ
“พวกเราไปด้วยครับ ยังไงเธอก็เป็นผู้ใช้อาคม ผมกลัวว่าถ้าเธอใช้วิชาทำร้ายคนขึ้นมา พวกคุณจะรับมือไม่ไหว” ผมบอกเฉียนหย่ง
เฉียนหย่งไม่มีปัญหา ให้เจ้าหน้าที่ที่เพิ่งเข้ามาไปตามกำลังเสริม แล้วไปที่ร้านสักพร้อมกับพวกเราเพื่อคุมตัวหลี่ว์หมิ่นกลับมา
ไม่นาน พวกเรากลุ่มใหญ่สิบกว่าคนก็มาถึงร้านสัก เหมือนเช่นปกติ ธุรกิจในร้านดีมาก มีลูกค้านั่งรอสักและรอจองคิวเต็มไปหมด ในจำนวนนั้นมีคู่รักอยู่ไม่น้อย
พอมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือลูกค้าในร้าน ต่างก็มองพวกเราด้วยความสงสัย
“ขอโทษนะครับ หลี่ว์หมิ่นอยู่ไหน?” เฉียนหย่งถามด้วยมาดน่าเกรงขาม
พนักงานหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาตอบอย่างตื่นเต้น “เถ้าแก่ของพวกเรากำลังสักให้ลูกค้าอยู่ข้างในค่ะ ไม่ทราบว่าพวกคุณ...”
เฉียนหย่งไม่อธิบายมากความ หยิบเอกสารราชการออกมาแผ่นหนึ่ง “มีเรื่องอยากเชิญเธอไปให้ปากคำที่สถานีหน่อยครับ”
พนักงานหญิงเห็นเอกสารราชการ สีหน้าก็เปลี่ยนไป ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร หลี่ว์หมิ่นก็เดินออกมาจากห้องด้านใน
เธอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนจะไม่แปลกใจและไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิดที่พวกเรามา
ผมแปลกใจในใจ ตั้งแต่ต้นจนจบปฏิกิริยาของเธอมันแปลกเกินไปแล้ว ทำไมกันนะ?
“หลี่ว์หมิ่น เชิญคุณไปกับพวกเราด้วยครับ” เฉียนหย่งจ้องเธอ พูดซ้ำอีกครั้ง
ผมกับจางเทียนหลิงเตรียมพร้อมรับมือ ถึงหลี่ว์หมิ่นจะดูนิ่งเฉย แต่ไม่แน่ว่าอาจจะงัดลูกไม้สกปรกอะไรออกมาก็ได้
ทว่าที่ทำให้พวกเราแปลกใจคือหลี่ว์หมิ่นกลับพยักหน้า ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี “ได้สิ”
พวกเราอึ้งไปตาม ๆ กัน เฉียนหย่งเองก็มีสีหน้าสงสัย
สั่งงานในร้านไม่กี่คำ หลี่ว์หมิ่นก็เดินตามพวกเราออกจากร้านสัก ขึ้นรถตำรวจไป
ก่อนจะขึ้นรถ เธอหันมาส่งยิ้มประหลาดให้ผมทีหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอยอมไปกับเราง่าย ๆ แบบนี้ ไม่ขัดขืนหน่อยเหรอ” หลิวเฉิงงงเป็นไก่ตาแตก
พวกเราคนอื่นก็ไม่ต่างกัน รู้สึกสงสัยเหมือนกัน
“ไปกันเถอะ ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าเธอมีแผนอะไรซ่อนอยู่” ผมพูดเสียงขรึม รอยยิ้มประหลาดเมื่อกี้ของหลี่ว์หมิ่นทำให้ผมรู้สึกแคลงใจ
หลังจากเรียกเก็บหุ่นกระดาษที่ทำหน้าที่เฝ้าจับตาดูอยู่กลับมา พวกเราก็ขับรถตามรถตำรวจข้างหน้าไป