- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 356 เริ่มการสืบสวน
บทที่ 356 เริ่มการสืบสวน
บทที่ 356 เริ่มการสืบสวน
ระหว่างทางอวี๋เฟิงเล่าให้พวกเราฟังคร่าว ๆ แล้ว คนคนนี้ก็น่าจะเป็นเฉียนหย่ง ผู้กำกับสถานีตำรวจประจำอำเภอ
เฉียนหย่งแววตามุ่งมั่น ใบหน้าฉายแววผดุงความยุติธรรม บุคลิกสง่าผ่าเผยให้ความรู้สึกถึงพลังแห่งความเที่ยงธรรม พอดูโหงวเฮ้งคร่าว ๆ ก็บ่งบอกว่าเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักการและข้อเท็จจริง
“เลขาอวี๋ มากันแล้วเหรอครับ ไม่ทราบว่าท่านไหนคืออาจารย์หลี่ที่คุณพูดถึง” เฉียนหย่งชงชาเตรียมไว้แล้ว ลุกขึ้นต้อนรับพวกเรา จากนั้นก็กวาดสายตามองมาที่พวกเรา
อวี๋เฟิงพยักหน้า ชี้มาที่ผมแล้วแนะนำ “ผู้กำกับเฉียน ท่านนี้คือหลี่หลงหยวน อาจารย์หลี่ครับ”
“สวัสดีครับ ผมหลี่หลงหยวน” ผมพยักหน้าให้เฉียนหย่งเล็กน้อย แล้วตอบกลับ
เฉียนหย่งมองผม แววตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “นึกไม่ถึงว่าอาจารย์หลี่ที่ท่านผู้นำกับเลขาอวี๋พูดถึง จะหนุ่มแน่นขนาดนี้ เซอร์ไพรส์จริง ๆ ครับ”
ทักทายกันพอเป็นพิธี พวกเราก็นั่งลง
จากนั้นเฉียนหย่งก็บอกว่าเคยได้ยินวีรกรรมของผมเรื่องสุสานนายพลมาก่อน อยากเจอตัวจริงมานานแล้ว วันนี้สมหวังเสียที
“ครั้งนี้ได้ยินว่าอาจารย์หลี่อยากให้พวกเราตรวจสอบเถ้าแก่หญิงร้านสักที่ย่านการค้า ไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุอะไรเหรอครับ?” เฉียนหย่งจิบชาคำหนึ่ง แล้วเอ่ยถาม
ผมจึงเล่าเรื่องราวที่ตู้คังกับเหอฮุ่ยลี่เจอให้เฉียนหย่งฟังคร่าว ๆ พร้อมทั้งบอกข้อสันนิษฐานของตัวเองไปตามตรง หวังว่าจะอาศัยการสืบสวนของทางราชการมายืนยันข้อสันนิษฐานของผม
ฟังคำบอกเล่าของผม เฉียนหย่งขมวดคิ้วเล็กน้อย หมุนถ้วยชาในมือไปมา ผ่านไปครู่หนึ่งถึงพูดขึ้น “ถึงผมจะเคยได้ยินความเก่งกาจของอาจารย์หลี่มาจากท่านหัวหน้า แต่เรื่องที่คุณพูดมาตอนนี้มันเหลือเชื่อเกินไป ถ้าเป็นเรื่องจริงสถานการณ์คงร้ายแรงน่าดู แต่ถ้าไม่มีหลักฐานพวกเราก็ไม่กล้าทุ่มกำลังคนไปมากนัก ไม่งั้นจะกระทบกับการจัดสรรกำลังพลในสถานี”
พูดง่าย ๆ ก็คือ เขาแค่กลัวว่าพวกเราจะพาเขาเสียเวลาเปล่า จนกระทบเวลาสืบสวนคดีอื่นนั่นแหละ
อวี๋เฟิงช่วยพูดเสริมอยู่ข้าง ๆ บอกว่าด้วยฝีมือของผม ข้อสันนิษฐานไม่น่าจะมีปัญหา
เพียงแต่เฉียนหย่งเป็นคนมีหลักการ สิ่งที่เขาต้องการคือหลักฐาน
ผมเองก็รู้ว่าพูดปากเปล่าไม่มีหลักฐาน มันยากที่จะโน้มน้าวใจคน สายตาเลยเบนไปหาตู้คังที่นั่งตัวเกร็งอยู่ข้าง ๆ
เห็นผมจ้องตัวเอง ตู้คังก็ขยับแว่นตา ถามผมว่ามีอะไรหรือเปล่า
“ตู้คัง เพื่อให้ผู้กำกับเฉียนเข้าใจความร้ายแรงของเรื่องนี้ ผมคงต้องขอให้พี่เจ็บตัวสักหน่อยนะครับ” ผมแสดงสีหน้าขอโทษ แล้วพูดกับเขา
“หา?” เขาทำหน้างง
ผมไม่อธิบายอะไรมาก ถลกแขนเสื้อเขาขึ้น แล้วดึงยันต์สะกดอัปมงคลที่แปะอยู่บนรอยสักออก “อดทนไว้นะครับ”
วินาทีที่ยันต์สะกดอัปมงคลถูกดึงออก ตู้คังก็แสดงสีหน้าเจ็บปวด แล้วกรีดร้องออกมาทันที
ส่วนรอยสักบนแขนเขาก็เริ่มมีเลือดไหลออกมา ดูแล้วน่าหวาดเสียว
“นี่มัน...” อวี๋เฟิงกับเฉียนหย่งต่างตกตะลึง จ้องมองรอยสักที่มีเลือดไหลบนแขนตู้คังอย่างไม่อยากจะเชื่อ
พร้อมกันนั้น ผมสังเกตเห็นว่ารอยสักกุหลาบป่าสีแดงบนแขนตู้คังเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่อีกแล้ว ดอกกุหลาบที่เพิ่งงอกออกมาใหม่ก็มีใบไม้สีเขียวกับกิ่งก้านเล็ก ๆ งอกออกมาด้วยเช่นกัน
ตู้คังที่เดิมทีกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจู่ ๆ ก็หยุดร้อง แววตากลายเป็นว่างเปล่าเหม่อลอย ลุกขึ้นยืนอย่างแข็งทื่อ แล้วค่อย ๆ เดินตรงไปที่โต๊ะทำงานในห้องผู้กำกับเฉียน
หลายคนไม่เข้าใจสถานการณ์ มองตู้คังที่เดินทื่อ ๆ อยู่อย่างสงสัย
“พี่ตู้ พี่จะทำอะไรคะ?” เว่ยฟางถามด้วยความกลัว
ตู้คังย่อมตอบเธอไม่ได้ และไม่ได้ยินที่เธอพูดด้วยซ้ำ เขาเดินไปหยุดหน้าโต๊ะทำงาน แล้วหยิบปากกาบนโต๊ะขึ้นมาด้ามหนึ่ง หันปลายปากกาเข้าหาตัวเอง แล้วจู่ ๆ ก็ทำท่าจะทิ่มเข้าไปในลูกตาตัวเองอย่างแรง
จ้าวอี้เฟยกับเว่ยฟางตกใจกรีดร้องลั่น อวี๋เฟิงกับเฉียนหย่งก็เกือบจะร้องออกมา แต่เฉียนหย่งสมกับที่เป็นผู้กำกับสถานีตำรวจ เคลื่อนไหวรวดเร็ว ลุกพรวดพุ่งเข้าไปขวางตู้คังที่กำลังจะเอาปากกาทิ่มตาตัวเองไว้ได้ทัน
“คุณทำอะไรเนี่ย หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เฉียนหย่งใช้สองมือยึดมือข้างที่ถือปากกาของตู้คังไว้ ออกแรงจนสุดตัว “เจ้าหนุ่มนี่ ดูผอมแห้ง ทำไมแรงเยอะขนาดนี้?”
เขารู้สึกตกใจ เพราะเมื่อเทียบกับคนทั่วไปแล้วพวกเขาถือว่าเป็นคนที่ฝึกฝนมา แต่ตอนนี้เขากลับใช้สองมือต้านแรงมือเดียวของตู้คังที่ดูผอมแห้งแทบไม่ไหว
เชื่อว่าตอนนี้เฉียนหย่งคงได้สัมผัสความพิศวงของเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้ว ผมเลยหยิบผ้าขี้ริ้วบนโต๊ะ เดินเข้าไปเช็ดเลือดที่รอยสัก แล้วแปะยันต์สะกดอัปมงคลกลับเข้าไปใหม่
พอเลือดที่รอยสักหยุดไหล ตู้คังก็ได้สติกลับมา ทำหน้างงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ผมเป็นอะไรไป?” เขาถามอย่างสงสัย
“ไม่เป็นไรแล้วครับ วางปากกาแล้วกลับไปนั่งเถอะ” ผมดึงปากกาออกจากมือเขา ตบไหล่เขาเบา ๆ ให้กลับไปนั่งที่
เฉียนหย่งเองก็ปล่อยมือที่จับเขาไว้ สีหน้าตื่นตะลึงและซับซ้อนมาก
มองดูสีหน้าขวัญเสียของหลายคนที่นั่งอยู่ ตู้คังรู้ทันทีว่าเมื่อกี้ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเองแน่
“น้องหลี่ ฉัน...” เขาทำท่าจะพูดอะไร
ผมส่ายหน้า บอกให้เขาไม่ต้องพูดมาก นั่งลงก็พอ
จากนั้น ผมก็พูดกับเฉียนหย่งที่กลับไปนั่งที่ “ผู้กำกับเฉียน เชื่อว่าคุณคงเห็นแล้ว รอยสักนี้ประหลาดมาก แถมยังควบคุมจิตใจคนได้ ทำให้คนฆ่าตัวตายโดยไม่รู้ตัว หรือทำเรื่องอะไรก็ได้ ความร้ายแรงของสถานการณ์เชื่อว่าคุณคงประเมินได้แล้วนะครับ”
เขาทำหน้าเครียด ยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วถึงเอ่ยปาก “ผมเข้าใจแล้ว เรื่องนี้ผมจะรีบนำทีมออกสืบสวนด้วยตัวเองทันที”
ผมถอนหายใจโล่งอก เอ่ยเตือนว่า “เถ้าแก่หญิงร้านสักรู้ตัวแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองทำอาจจะถูกเปิดโปง ไม่รู้ว่าเธอจะเคลื่อนไหวอะไรบ้าง หวังว่าการสืบสวนของพวกคุณจะได้เรื่องภายในสองวันนี้นะครับ”
การจะสืบให้กระจ่างในเวลาสั้นขนาดนี้มันยากจริง ๆ แต่ยิ่งยืดเยื้อ สถานการณ์ก็จะยิ่งไม่เป็นผลดีกับพวกเรา
“ได้ครับ พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่” เฉียนหย่งคิดดูแล้ว สุดท้ายก็พยักหน้ารับปาก
“งั้นรบกวนด้วยนะครับ”
ออกจากสถานีตำรวจ อวี๋เฟิงต้องรีบกลับไปทำงานที่อาคารสำนักงาน พวกเราเลยบอกลาเขา แล้วกลับมาที่หน้าร้านสัก ที่ที่จางเทียนหลิงกับหลิวเฉิงเฝ้าดูอยู่
เห็นพวกเรากลับมา หลิวเฉิงก็รีบถาม “เป็นไงบ้าง ทางการยอมช่วยไหม?”
“อืม ทางสถานีตำรวจเริ่มลงมือสืบสวนแล้ว ภายในสองวันนี้น่าจะได้เรื่อง” ผมพยักหน้าตอบ
ผมถามทั้งสองคนว่าสถานการณ์ทางนี้เป็นไงบ้าง มีอะไรผิดปกติไหม
ทั้งคู่ส่ายหน้า บอกว่าไม่มี ร้านสักมีลูกค้าเข้าออกตลอด แต่เถ้าแก่ร้านสักไม่ออกมาจากร้านเลย
“เพื่อกันพลาด เมื่อกี้ฉันเลยไปเดินดูรอบ ๆ มาแล้ว มั่นใจว่าในร้านไม่มีทางออกอื่นให้หนีได้” จางเทียนหลิงรอบคอบมาก ถึงกับไปเช็กเรื่องนี้มาแล้ว
สถานีตำรวจสืบสวน อย่างเร็วก็ต้องสองวันถึงจะรู้ผล พวกเราคงมาเฝ้าสลับเวรกันอยู่ที่นี่ตลอดไม่ได้
คิดไปคิดมา ผมก็นึกวิธีหนึ่งที่ยากจะถูกจับได้ แถมไม่ต้องให้พวกเรามาเฝ้าเองออก
“ไปที่รถกันเถอะ” ผมบอกทุกคน
พวกเขาไม่เข้าใจ ถามผมว่าไม่ต้องเฝ้าต่อแล้วเหรอ?
“อีกเดี๋ยวก็รู้” ผมยิ้มน้อย ๆ ตอบกลับไป
พอกลับมาบนรถ ผมก็หยิบหุ่นกระดาษตัวเล็ก ๆ ออกมา หลิวเฉิงรู้ทันทีว่าผมจะทำอะไร
“หลงหยวน นายกะจะใช้หุ่นกระดาษเฝ้าจับตาดูเธอเหรอ?” เขาถามเพื่อความแน่ใจ
“ถูกต้อง”
พูดจบ ผมก็ประสานมุทรา ปากท่องคาถา ใช้นิ้วชี้ไปที่หุ่นกระดาษ
หุ่นกระดาษตัวจิ๋วที่นอนอยู่บนฝ่ามือผมลุกขึ้นยืนทันที จากนั้นก็กระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่วว่องไว วิ่งตรงไปที่ร้านสัก
“นั่นมันตัวอะไรน่ะ?” เว่ยฟางเพิ่งเคยเห็นผมใช้หุ่นกระดาษเป็นครั้งแรก ตกใจมาก
ผมบอกเธอว่านั่นเป็นวิชาอาคมของผมเอง ไม่ต้องตกใจไป
ตู้คังฝืนยิ้มออกมา “น้องหลี่ นายทำให้ฉันเปิดหูเปิดตาจริง ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนให้ตายฉันก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้”
ที่นี่มีหุ่นกระดาษเฝ้าอยู่ ผมรับรู้สถานการณ์ได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องให้พวกเราอยู่เฝ้าต่อ
พวกเราเตรียมจะขับรถกลับไปบ้านตู้คัง จ้าวอี้เฟยก็ได้รับโทรศัพท์จากที่บ้าน โทรมาถามว่าตกลงพวกเราจะกลับไปเมื่อไหร่
เห็นท่าทางลำบากใจของเธอ ผมเลยถามตู้คังว่าจะรังเกียจไหมถ้าจะไปพักที่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวกับพวกเรา
สถานการณ์ตอนนี้ ผมไม่กล้าปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวแน่
หลังจากตู้คังกับเว่ยฟางบอกว่าไม่มีปัญหา พวกเราทั้งหมดก็ขับรถมุ่งหน้าไปที่คฤหาสน์ตระกูลจ้าว