- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 348 ออกจากจิ่วอัน
บทที่ 348 ออกจากจิ่วอัน
บทที่ 348 ออกจากจิ่วอัน
ออกมาจากห้องน้ำ บรรยากาศในห้องดูน่าอึดอัดเล็กน้อย จ้าวอี้เฟยนั่งอยู่บนเตียง ไม่กล้าเงยหน้ามองผมด้วยความเขินอาย
“เมื่อกี้ขอโทษทีนะ ฉันได้ยินเสียงเธอร้องก็นึกว่าเกิดเรื่อง เป็นห่วงจนลืมไปชั่วขณะว่ากำลังอาบน้ำอยู่” ผมอธิบายแก้เก้อ กลัวว่าจ้าวอี้เฟยจะมองว่าผมเป็นพวกโรคจิต
จ้าวอี้เฟยส่ายหน้า เปลี่ยนเรื่องคุย “ของบนเตียงนายตกลงมันคืออะไร ทำไมถึงดำปี๋แบบนั้น?”
“อ๋อ นั่นเป็นสิ่งสกปรกที่ตกค้างในร่างกายฉันมาหลายปีน่ะ”
“สิ่งสกปรก?” จ้าวอี้เฟยสงสัย ไม่เข้าใจความหมายของผม “หมายความว่าไง?”
ผมเลยเล่าเรื่องกู่หนอนไหมทองให้จ้าวอี้เฟยฟังคร่าว ๆ เธอแปลกใจมาก ถามผมว่ากู่หนอนไหมทองหน้าตาเป็นยังไง
เห็นเธออยากรู้อยากเห็นขนาดนี้ ผมเลยเรียกกู่หนอนไหมทองออกมา
ผมรู้สึกว่าในท้องมีอะไรเย็น ๆ วิ่งขึ้นมา จากนั้นพออ้าปาก แสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งออกมาตกลงบนมือผม
กู่หนอนไหมทองที่นอนอยู่บนฝ่ามือดูเหมือนจะไม่พอใจที่ถูกผมเรียกออกมาตอนกำลังพักผ่อน ส่งเสียงร้องใส่ผมสองสามทีเพื่อแสดงความไม่พอใจ
“ว้าว หนอนอ้วนน่ารักจัง!” พอเห็นกู่หนอนไหมทองตัวอ้วนกลมบนมือผม จ้าวอี้เฟยก็อดพูดออกมาไม่ได้
จริงด้วย เมื่อเทียบกับเมื่อวาน กู่หนอนไหมทองดูจะอ้วนขึ้นมาอีกนิด ดูท่าปราณในตัวผมจะเป็นอาหารชั้นเลิศสำหรับมัน
ได้ยินเสียงจ้าวอี้เฟย กู่หนอนไหมทองก็หันไปมองเธอ แล้วจู่ ๆ ก็บินไปหาเธอเองเลย
กู่หนอนไหมทองพุ่งเข้าหาจ้าวอี้เฟยดื้อ ๆ ทีแรกเธอกลัวนิดหน่อย แต่พอเห็นว่ามันไม่ได้มาร้าย เธอก็ลองแบมือรับมัน
กู่หนอนไหมทองร่อนลงบนมือจ้าวอี้เฟยอย่างช้า ๆ เธอใช้นิ้วจิ้มเจ้าหนอนอ้วนด้วยความอยากรู้ กู่หนอนไหมทองก็กลิ้งตัวไปมาบนมือเธอราวกับกำลังอ้อน
ท่าทางแบบนั้นไม่เหลือเค้าความไม่พอใจเมื่อกี้เลยสักนิด นึกไม่ถึงว่ากู่หนอนไหมทองตัวนี้จะเป็นพวกบ้ากามเหมือนกัน
“มันน่ารักจัง แถมตัวเย็นเฉียบเลย” จ้าวอี้เฟยพูดกลั้วหัวเราะ ชอบใจมันใหญ่
“เสี่ยวจิน กลับมา!” ผมเรียกมัน
แต่กู่หนอนไหมทองไม่สนผมเลยสักนิด ยังคงปล่อยให้จ้าวอี้เฟยหยอกล้อเล่นต่อไป
จู่ ๆ มันก็บินขึ้น ทำท่าจะพุ่งเข้าไปที่หน้าอกจ้าวอี้เฟย ยังดีที่ผมตาไวรีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวมันไว้ได้ทัน
หึ เจ้าตัวแสบ คิดจะแต๊ะอั๋งแฟนฉันเหรอ ฝันไปเถอะ
มันยังพยายามจะดิ้นให้หลุดจากมือผม แต่ผมไม่เปิดโอกาส จับมันยัดใส่ปากแล้วกลืนลงท้องทันที
“ทำไมรีบให้มันกลับไปเร็วจัง?” จ้าวอี้เฟยยังเล่นไม่หนำใจ ไม่รู้ตัวว่ากู่หนอนไหมทองคิดจะแต๊ะอั๋งเธอ
ผมรีบบอกว่ากู่หนอนไหมทองเริ่มซุกซน ให้มันกลับไปดีกว่า
จ้าวอี้เฟยไม่พูดอะไรอีก แต่ถามผมว่าจะทำยังไงกับผ้าปูที่นอนและผ้าห่ม สภาพแบบนี้คงนอนไม่ได้แล้ว
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวให้พนักงานโรงแรมมาเปลี่ยนชุดใหม่ก็พอ แต่อาจจะต้องเสียค่าปรับหน่อย” ผมมองดูผ้าปูที่นอนและผ้าห่มที่สกปรกดูไม่ได้แล้วตอบไป
ตอนนั้นผมนึกถึงม้วนไม้ไผ่ที่เสิ่นหนิงซวงให้เมื่อคืนได้ เลยหยิบจากหัวเตียงส่งให้จ้าวอี้เฟย
“อี้เฟย อันนี้ให้เธอ”
จ้าวอี้เฟยรับม้วนไม้ไผ่ไปอย่างงง ๆ “นี่คืออะไรเหรอ?”
ผมบอกเธอว่าในม้วนไม้ไผ่มีวิชาสอนวิธีควบคุมวิญญาณไฟ ให้เธอศึกษาดูดี ๆ หาเวลาฝึกฝน ต่อไปจะได้มีวิชาป้องกันตัว
“ฉันจะทำได้เหรอ?” จ้าวอี้เฟยไม่ค่อยมั่นใจ ยังไงเมื่อก่อนเธอก็ไม่ได้เป็นผู้มีวิชา
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันหาเวลามาช่วยเธอฝึก มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามฉันได้” ผมปลอบเธอ บอกไม่ต้องกังวล
เธอยิ้มหวาน วิ่งเข้ามาควงแขนผม พูดอย่างขี้เล่น “งั้นก็ฝากตัวด้วยนะคะ คุณครูหลี่”
“ไม่มีปัญหา” ผมยกมือเขี่ยจมูกเธอเบา ๆ แล้วแกล้งยิ้มเจ้าเล่ห์ “แล้วเธอจะตอบแทนฉันยังไงล่ะ?”
จ้าวอี้เฟยเขย่งเท้า หอมแก้มผมฟอดหนึ่ง
“แค่นี้เองเหรอ?” ผมยังไม่พอใจ
“แล้วนายจะเอาอะไรล่ะ?”
“อย่างน้อยก็ต้องยอมเป็นทาสรับใช้ฉันตลอดชีวิตอะไรทำนองนั้น” ผมพูดล้อเล่น
จ้าวอี้เฟยหยิกเอวผมอย่างแรง “ชิ ฝันไปเถอะย่ะ”
ผมก้มหน้าลงขโมยหอมแก้มเธออย่างรวดเร็ว เธอยกมือจะตีผม ผมรีบหลบ แล้วหัวเราะโทรหาฟรอนต์ของโรงแรม ให้ส่งคนมาเปลี่ยนชุดเครื่องนอนให้ใหม่
ไม่นาน พนักงานที่มาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนก็มาถึง พอเห็นสภาพเตียงของผม เธอก็อึ้งไปเลย
“พวกคุณทำอะไรกันคะเนี่ย ถึงได้เละเทะขนาดนี้?” พนักงานถาม มองผมกับจ้าวอี้เฟยด้วยสายตาแปลก ๆ
ดูท่าเราสองคนจะโดนเข้าใจผิดซะแล้ว เธอคงสงสัยว่าผมกับจ้าวอี้เฟยเล่นอะไรพิเรนทร์ ๆ บนเตียงแน่เลย
จ้าวอี้เฟยก้มหน้าด้วยความเขินอาย แกล้งทำเป็นเล่นเกมแก้เก้อ
“อย่าเข้าใจผิดนะครับ เราไม่ได้ทำอะไรแปลก ๆ คือผมเป็นคนเหงื่อออกง่ายเวลานอน ก็เลย...” ยิ่งอธิบาย ผมก็รู้สึกว่ายิ่งฟังไม่ขึ้น เลยได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ
พนักงานดูเหมือนจะชินกับเรื่องแปลก ๆ ถึงสายตายังดูแครงใจ แต่ก็ไม่ซักไซ้อะไรต่อ
“งั้นก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเปลี่ยนชุดใหม่ให้ แต่ชุดเก่าสภาพแบบนี้คงใช้ต่อไม่ได้แล้ว ต้องจ่ายค่าปรับนะคะ” พนักงานพูดตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม
ผมย่อมไม่มีปัญหา “ไม่มีปัญหาครับ ควรจ่ายอยู่แล้ว ๆ”
เปลี่ยนชุดเครื่องนอนเสร็จ พนักงานเพิ่งจะเดินออกไป หลิวเฉิงก็ตามเข้ามาติด ๆ
พอเข้าห้องมา เขาก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ “หลงหยวน เมื่อคืนนายกับน้องอี้เฟยทำอะไรกัน ทำไมถึงต้องให้คนมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนวะ?”
“เปลี่ยนผ้าปูที่นอนแล้วทำไม เปลี่ยนไม่ได้หรือไง?” ผมขี้เกียจสนใจเขา เลยตอบกลับไป
เขาคิดลึกไปไกลแล้วแน่ ๆ ยักคิ้วให้ผม “ฮี่ ๆ ได้สิ ใครบอกว่าไม่ได้ล่ะ”
ผมถามเขาว่าจางเทียนหลิงเป็นยังไงบ้าง เพราะเมื่อวานตอนกลับมาอารมณ์เขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ที่ไหนได้หลิวเฉิงบอกว่าผมกังวลไปเอง แต่เช้าตรู่ จางเทียนหลิงก็โทรหาเศรษฐีนีแล้วออกไปอย่างลั้นลาแล้ว
“ตอนไปหมอนั่นยังฮัมเพลงอยู่เลย ต่างกับตอนกลับมาเมื่อวานราวกับคนละคน” หลิวเฉิงเล่า ไม่รู้ว่าใส่สีตีไข่หรือเปล่า
แต่ในเมื่อจางเทียนหลิงหายดีแล้วก็ดี พวกเราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง
พวกเราสามคนเก็บของกันสักพัก ก็ออกจากโรงแรมไปเยี่ยมอู๋หลีที่โรงพยาบาล
พอไปถึงโรงพยาบาล พวกเราก็เจอหลิวอวี้ซินที่เพิ่งมาจากบ้านพอดี
“อาจารย์หลี่ มากันแล้วเหรอคะ” หลิวอวี้ซินดูสีหน้าดีขึ้นเยอะ เอ่ยทักทายพวกเรา
ผมถามเธอว่าอู๋หลีเป็นยังไงบ้าง เธอบอกว่าเมื่อคืนตอนเธอกลับไปอู๋หลีก็ฟื้นแล้ว แต่เพราะร่างกายเธอไม่เอื้ออำนวยเลยต้องกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ส่วนหม่าเจินอยู่เฝ้าไข้อู๋หลีด้วยตัวเอง
พวกเราเดินไปคุยไป จนมาถึงห้องพักฟื้นของอู๋หลี
ในห้อง หม่าเจินกำลังป้อนโจ๊กให้อู๋หลี สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสาร
“ที่รัก คุณแม่คะ อาจารย์หลี่มาเยี่ยมค่ะ” หลิวอวี้ซินพาพวกเราเดินเข้าไปในห้อง
ครั้งนี้ หม่าเจินเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ สุภาพกับพวกเราเป็นพิเศษ เล่นเอาพวกเราแปลกใจนิดหน่อย
เธอขอบคุณที่พวกเราช่วยครอบครัวเธอไว้ และบอกว่าจะไม่ขัดขวางอู๋หลีกับหลิวอวี้ซินอีกแล้ว
ผมพยักหน้า บอกว่าคิดได้ก็ดีแล้วครับ
“อาจารย์หลี่ พวกคุณจะกลับเมื่อไหร่ครับ” อู๋หลีที่หน้ายังซีดเซียวอยู่บ้างเอ่ยถาม
ผมบอกเขาว่าพวกเราจะออกจากจิ่วอันพรุ่งนี้เช้า
เขาเลยให้หลิวอวี้ซินกับเจียงเยี่ยนเหวินเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวพวกเราคืนนี้ ถือเป็นการขอบคุณและเลี้ยงส่ง
เขาขอโทษที่ตัวเองไปร่วมงานขอบคุณพวกเราไม่ได้
ผมบอกว่าไม่เป็นไร สุขภาพสำคัญกว่า บอกให้เขากับหลิวอวี้ซินดูแลตัวเองให้ดีสักพัก รอให้ร่างกายฟื้นตัว เดี๋ยวก็มีลูกได้อีกครับ
อยู่ที่โรงพยาบาลสักพัก พวกเราก็ขอตัวกลับมาพักผ่อนที่โรงแรม
ตกเย็น จางเทียนหลิงก็กลับมา พวกเรายกโขยงไปที่ห้องส่วนตัวในร้านอาหารที่หลิวอวี้ซินจองไว้
นอกจากหลิวอวี้ซินกับเจียงเยี่ยนเหวิน เสิ่นเหวยเฟิงกับเสิ่นหลินก็มาด้วย พวกเราทักทายกันพอเป็นพิธี แล้วก็นั่งลงกินดื่มกัน
พองานเลี้ยงเลิก หลิวอวี้ซินก็ยื่นบัตรธนาคารที่มีเงินฝากหกล้านให้ผม กำชับว่าให้รับไว้ให้ได้
ผมก็ไม่เกรงใจอยู่แล้ว รับบัตรธนาคารมา
วันรุ่งขึ้น หลังร่ำลาพวกเสิ่นเหวยเฟิงที่มาส่ง พวกเราก็เดินทางออกจากจิ่วอัน