- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 340 สาเหตุที่ถูกขับออก
บทที่ 340 สาเหตุที่ถูกขับออก
บทที่ 340 สาเหตุที่ถูกขับออก
ขากลับ อู๋หลีบอกผมว่าเขาให้คนกว่าร้อยคนเฝ้าอยู่ที่คฤหาสน์แล้ว ขอแค่เลี่ยวเจี้ยนปรากฏตัว ทางนั้นก็จะแจ้งพวกเราทันที
“ดีครับ” ผมพยักหน้า ตระกูลอู๋สมกับเป็นตระกูลดังในแวดวงธุรกิจจิ่วอันจริง ๆ เวลาสั้น ๆ แค่นี้ก็หาคนมาได้เยอะขนาดนี้
จากนั้นผมก็ได้รับโทรศัพท์จากจ้าวอี้เฟย “หลี่หลงหยวน เกิดอะไรขึ้น ทำไมที่บ้านถึงมีคนมาเยอะแยะขนาดนี้?”
เธอกับหลิวอวี้ซินอยู่ที่บ้านไม่รู้อีโหน่อีเหน่ คาดว่าคงตกใจกับสถานการณ์กะทันหันไม่น้อย
“ไม่เป็นไร คนพวกนั้นอู๋หลีหามาเพื่อคุ้มกันพวกเธอ พวกเรากำลังรีบกลับไป เธอกับหลิวอวี้ซินรอพวกเราอยู่ที่บ้านนะ” ผมตอบกลับ บอกให้เธอไม่ต้องกังวล
วางสายแล้ว หม่าเจินยังคงหวาดผวา ทั้งตกใจทั้งโกรธพูดกับผมว่า “อาจารย์หลี่ คุณต้องจับตัวเลี่ยวเจี้ยนให้ได้นะ จัดการมันให้หนัก ไอ้สารเลวนั่นมันน่ารังเกียจจริงๆ”
หลิวเฉิงค้อนเธอวงเบ้อเริ่มอย่างหมั่นไส้ “ตอนนี้มาทำเป็นร้อนใจ ไม่คิดบ้างล่ะว่าใครเป็นคนชักศึกเข้าบ้าน”
“แกพูดจาภาษาอะไร ฉันก็เป็นผู้เสียหายนะ ใครจะไปรู้ว่ามันจะอำมหิตขนาดนี้” หม่าเจินตอบกลับอย่างไม่พอใจทันที เธอโกรธมากเรื่องที่เลี่ยวเจี้ยนจะทำให้ตระกูลอู๋สิ้นทายาท
หลิวเฉิงเหม็นขี้หน้าหม่าเจิน กำลังจะสวนกลับ ผมส่งสายตาห้ามเขาไว้ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากกับคนอย่างหม่าเจิน
อีกอย่างตอนนี้คนที่กลุ้มใจที่สุดต้องเป็นอู๋หลีแน่ ขืนหลิวเฉิงพูดไปก็เหมือนเอาเกลือไปโปะแผลเขาเปล่า ๆ
พอเห็นสายตาผม หลิวเฉิงก็หุบปาก ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับหม่าเจินอีก
ตั้งแต่พวกเราขึ้นรถมาจนถึงตอนนี้ จางเทียนหลิงก็นั่งเงียบไม่พูดไม่จามาตลอด คงกำลังคิดเรื่องเลี่ยวเจี้ยนอยู่
พูดตามตรง ผมแปลกใจมากจริง ๆ นึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้
“นักพรตลามก มีเรื่องหนึ่งไม่รู้ว่าควรถามไหม?” ผมมองจางเทียนหลิงแล้วถาม
จางเทียนหลิงได้สติ หันมาบอกให้ผมถามได้
“ตอนนั้นเลี่ยวเจี้ยนถูกขับออกจากเหมาซานเพราะเรื่องอะไรเหรอ?” ในใจผมสงสัยนิดหน่อย
หลิวเฉิงเองก็สนใจ ถามต่อทันที “นั่นดิ นายยังเรียกมันว่าคนทรยศด้วย”
คำพูดของพวกเราทำเอาสีหน้าของจางเทียนหลิงแปรเปลี่ยนไปมา
“ถ้าไม่สะดวกเล่า ก็ถือว่าพวกเราไม่เคยถามละกัน แค่ถามดูเฉย ๆ น่ะ” กลัวว่าจะมีเรื่องลำบากใจอะไร ผมเลยรีบพูดดักไว้
ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง จางเทียนหลิงบอกว่าไม่มีอะไรไม่สะดวกหรอก แล้วก็เล่าเรื่องเลี่ยวเจี้ยนให้พวกเราฟัง
เมื่อก่อนเลี่ยวเจี้ยนเป็นศิษย์รักและเป็นศิษย์ที่อาจารย์ปู่ของจางเทียนหลิงหมายมั่นปั้นมือที่สุด แต่เลี่ยวเจี้ยนค่อย ๆ ลุ่มหลงในวิชามารนอกรีต ไม่พอใจในสิ่งที่เรียนรู้จากอาจารย์ของตัวเอง
หลังจากเรียนรู้วิชามารพวกนั้น เลี่ยวเจี้ยนก็เปลี่ยนเป็นคนทะมึนตึงตัง ลงมือโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่ไว้หน้าใคร
ถึงขั้นยอมใช้วิชามารทำร้ายคนเพื่อเงินทอง ต่อมาการกระทำของเขาถูกอาจารย์จับได้ เลยโกรธจัดจับเลี่ยวเจี้ยนขังไว้ที่เขาด้านหลัง ให้สำนึกผิด
ครึ่งปีผ่านไป เลี่ยวเจี้ยนไม่เพียงไม่มีจิตสำนึกผิดแม้แต่น้อย ยังพูดจาล่วงเกินอาจารย์ปู่ของจางเทียนหลิงอีก
ต่อมาอาจารย์ปู่ของจางเทียนหลิงถ่ายทอดตำแหน่งเจ้าสำนักเหมาซานให้อาจารย์ของจางเทียนหลิง พอเลี่ยวเจี้ยนรู้เรื่องนี้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงกับลงมือทำร้ายคนในเหมาซานบาดเจ็บไปหลายคน แล้วหนีออกจากเขาด้านหลัง ลงจากเหมาซานไป
ภายหลังทางเหมาซานสืบทราบว่าเลี่ยวเจี้ยนไม่เพียงทำชั่วอยู่ข้างนอก ใช้วิชามารทำร้ายผู้คน ซ้ำยังเข้าร่วมกับองค์กรที่วงการผู้มีวิชาเกลียดชังที่สุดอย่างแมงป่องดำ!
ดังนั้นก่อนอาจารย์ปู่ของจางเทียนหลิงจะสิ้นใจ จึงสั่งให้ลบชื่อเลี่ยวเจี้ยนออกจากทำเนียบศิษย์เหมาซาน และกำชับศิษย์เหมาซานว่าหากเจอเลี่ยวเจี้ยนข้างนอก ให้ทุกคนช่วยกันกำจัดทิ้งเสีย
“ฉันไม่เจอเขามาหลายปีแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอที่จิ่วอันคราวนี้ โชคชะตาเล่นตลกจริง ๆ” จางเทียนหลิงพูดเสียงเย็น
ทว่าผมกับหลิวเฉิงตกตะลึงพรึงเพริด ไม่ได้ตอบกลับไปเป็นเวลานาน
เห็นปฏิกิริยาของพวกเราสองคน จางเทียนหลิงก็งงนิดหน่อย “เป็นอะไรไป?”
“เลี่ยวเจี้ยนเป็นคนของแมงป่องดำงั้นเหรอ!?” ผมนึกไม่ถึงจริง ๆ จึงตกใจเป็นพิเศษ
จางเทียนหลิงเข้าใจแล้ว “ดูท่าพวกนายจะเคยได้ยินชื่อแมงป่องดำมาบ้างสินะ”
“ไม่ใช่แค่เคยได้ยิน พวกเราเคยเจอ แถมยังเคยปะมือกันมาแล้ว” หลิวเฉิงยังหวาดผวา แววตาเผยความกลัวออกมา
“อะไรนะ!?” คราวนี้เป็นฝ่ายจางเทียนหลิงที่ตกใจ “พวกนายเคยปะมือกับคนของแมงป่องดำ เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?”
ผมทำหน้าขรึม บอกว่าเรื่องมันยาว ไว้ค่อยเล่าให้ฟังทีหลัง
ถ้าเลี่ยวเจี้ยนเป็นคนของแมงป่องดำจริง ๆ พวกเราก็ยิ่งต้องระวังตัวให้มากขึ้น ก่อนหน้านี้หยางจิ้งกับซ่งอวิ๋นหงที่ชวนผมเข้าหน่วยงานเคยบอกไว้ว่า องค์กรแมงป่องดำไม่เพียงก่อตั้งมานาน แต่ยังลึกลับมาก เหมือนกำลังวางแผนการใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวอยู่
คราวก่อนที่เจอเจียงเทียนหยวนกับย่าผี พวกนั้นหาเงินทุนให้องค์กรแมงป่องดำ ไม่แน่ว่าครั้งนี้ที่เลี่ยวเจี้ยนเล็งทารกวิญญาณ อาจจะเป็นคำสั่งขององค์กรแมงป่องดำก็ได้
สีหน้าผมเคร่งเครียด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เรื่องคงยุ่งยากแล้ว
นอกจากเลี่ยวเจี้ยน ผมกลัวว่าจะมีคนอื่นของแมงป่องดำซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ด้วย
ขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ จู่ ๆ จ้าวอี้เฟยก็โทรมาอีก
กลัวว่าจะเกิดเรื่อง ผมรีบกดรับสาย
“อี้เฟย เป็นยังไงบ้าง?” พอรับสายผมก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“แย่แล้ว ท้องหลิวอวี้ซินเริ่มป่องขึ้นมาอีกแล้ว แถมช่วงล่างก็มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เธอดูทรมานมาก ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี” ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าเธอร้อนใจแค่ไหน
ดูท่าจะเป็นฝีมือเลี่ยวเจี้ยน ก่อนหน้านี้เขาคงวางยาซ้อนแผนไว้ที่ทารกวิญญาณแน่
“อย่าเพิ่งตกใจ พวกเรามาครึ่งทางแล้ว ให้หลิวอวี้ซินแข็งใจไว้” ผมพูด วางสายแล้วเร่งให้อู๋หลีที่ขับรถอยู่เหยียบให้มิด
ทุกคนถามผมว่าเลี่ยวเจี้ยนโผล่มาเหรอ ผมส่ายหน้า บอกพวกเขาว่าหลิวอวี้ซินเกิดอาการผิดปกติ
พอรู้อาการของหลิวอวี้ซิน อู๋หลีก็เหยียบคันเร่งจมมิดอีกครั้ง บึ่งรถกลับคฤหาสน์ด้วยความเร็วสูง
พอพวกเรากลับมาถึงคฤหาสน์ ในคฤหาสน์ก็เต็มไปด้วยคนใส่หูฟังบลูทูธเดินลาดตระเวน ผมลอบถอนหายใจโล่งอก ดูท่าเลี่ยวเจี้ยนจะไม่ได้บุกมาที่คฤหาสน์ตรง ๆ อย่างที่พวกเราเดาไว้
ลงจากรถ พวกเราก็รีบวิ่งหน้าตื่นเข้าในบ้าน ยังไม่ทันถึงห้องก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาของหลิวอวี้ซิน
“อวี้ซิน!” อู๋หลีหน้าซีดเผือด พุ่งไปที่ประตูห้องด้วยความร้อนรน
จังหวะนั้นเอง สาวใช้สองคนที่มือเปื้อนเลือดเต็มไปหมดก็วิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้อง
พอพวกเราวิ่งเข้าไปในห้อง ก็พบหลิวอวี้ซินนอนอยู่บนเตียงในห้องนอน ช่วงล่างเจิ่งนองไปด้วยเลือด กางเกงนอนและผ้าปูที่นอนผ้าห่มเปียกชุ่มไปด้วยเลือด ในห้องคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น
ภาพนี้ทำเอาพวกเราหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกสยดสยองพิลึก
หลิวอวี้ซินมองพวกเราด้วยลมหายใจรวยริน ใบหน้าไร้สีเลือด ดูท่าใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว
ผมรีบพุ่งเข้าไป ประสานมุทรา กดลงที่หว่างคิ้วของเธอ ถ่ายทอดปราณในตัวผมเข้าไปไม่หยุด
“พวกนายกลับมากันสักที ฉันเป็นห่วงแทบแย่ กลัวเธอจะทนไม่ไหว” บนตัวจ้าวอี้เฟยก็เปื้อนเลือดไม่น้อย แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ไม่เป็นไร ฉันจะช่วยเอง” ผมพูด แล้วสั่งหลิวเฉิงให้รีบไปเอาน้ำอุ่นมาถ้วยหนึ่ง
หม่าเจินเอามือปิดปากเหมือนจะอ้วก ไม่กล้าก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอนเลย
ส่วนอู๋หลีกับเจียงเยี่ยนเหวินก็ร้อนรน บอกให้ผมต้องช่วยหลิวอวี้ซินให้ได้
ผมพยักหน้าให้พวกเขาถอยออกไปก่อน แล้วเลิกชุดนอนหลิวอวี้ซินขึ้น เผยให้เห็นท้องที่ป่องนูน
จากนั้นใช้ชาดเขียนยันต์คุ้มกายเทียนกังบนหน้าท้องเธอ ไม่อย่างนั้นร่างกายของหลิวอวี้ซินไม่มีทางรับแรงอาละวาดของทารกวิญญาณไหวแน่