- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 332 สิ่งที่อยู่ในท้อง
บทที่ 332 สิ่งที่อยู่ในท้อง
บทที่ 332 สิ่งที่อยู่ในท้อง
ระหว่างทางอู๋หลีดูร้อนรนใจอย่างมาก เป็นห่วงอาการของหลิวอวี้ซินสุด ๆ ความเป็นห่วงเป็นใยแบบนี้แสร้งทำกันไม่ได้ จากตรงนี้ก็พอมองออกว่าทั้งสองรักกันหวานชื่นจริง ๆ ความสัมพันธ์ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ต้องรู้ก่อนนะว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่เพียงต้องเผชิญแรงกดดันจากคนตระกูลอู๋ แถมแต่งงานกันมาห้าปียังไม่มีลูกด้วยกันสักคน ในสถานการณ์แบบนี้ยังรักกันได้ขนาดนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง
“ช่วงนี้ร่างกายและสภาพจิตใจของอวี้ซินแย่ลงเรื่อย ๆ แค่ไม่กี่วันก็ผอมลงไปเยอะ แต่ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลย” อู๋หลีพูดพลางทำหน้าเป็นห่วงและโทษตัวเอง
เจียงเยี่ยนเหวินปลอบเขา บอกว่าอย่ากังวลจนเกินไป
จากนั้นก็ถอนหายใจ “เฮ้อ แต่วันนี้เจออวี้ซิน ก็รู้สึกว่าเธอผอมลงไปเยอะจริง ๆ”
“เธอผอมลงไปจากเมื่อก่อนเยอะไหมครับ?” ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถาม
“ประมาณหกเจ็ดชั่งได้มั้งครับ แถมยังลดฮวบภายในไม่กี่วันด้วย ผมเลยเป็นห่วงมาก” อู๋หลีตอบ
ตอนขากลับ หลิวเฉิงเร่งความเร็วรถ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเราก็กลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลอู๋ที่อยู่กลางเขา
เดินเข้ามาในตัวบ้าน พอไปถึงห้องของสองสามีภรรยาตระกูลอู๋ ก็เห็นจ้าวอี้เฟยกับสาวใช้คนหนึ่งกำลังดูแลหลิวอวี้ซินอยู่
“ที่รัก!” หลิวอวี้ซินฟื้นแล้ว นอนอย่างอ่อนแรงอยู่บนเตียง
อู๋หลีรีบเดินเข้าไป นั่งลงข้างเตียงกุมมือหลิวอวี้ซิน “เป็นไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นไหม?”
“เสี่ยวหลี เดี๋ยวฉันดูอาการให้เธอหน่อย” เจียงเยี่ยนเหวินในฐานะที่เป็นหมอ คิดจะตรวจอาการหลิวอวี้ซินเบื้องต้นให้
ตรวจดูคร่าว ๆ แล้ว เจียงเยี่ยนเหวินก็โล่งอก บอกว่าชั่วคราวนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คาดว่าคงเป็นเพราะเครียดเกินไป บวกกับร่างกายอ่อนแอเลยทำให้เป็นลมกะทันหัน
ได้ยินดังนั้น อู๋หลีกับหลิวอวี้ซินก็เบาใจลงได้บ้าง
เจียงเยี่ยนเหวินถอยออกมา ให้อู๋หลีนั่งดูแลหลิวอวี้ซินที่ข้างเตียงต่อไป
ตอนนั้นเอง จ้าวอี้เฟยก็เดินเข้ามา ถามพวกเราว่าไปที่สุสานตระกูลอู๋แล้วพบอะไรบ้าง
ผมเล่าสภาพสุสานตระกูลอู๋ให้พวกเขาฟังคร่าว ๆ แล้วบอกเรื่องที่โหงวเฮ้งเรือนบุตรของสองสามีภรรยาตระกูลอู๋กำลังเปลี่ยนแปลงให้พวกเขารู้ด้วย พอทุกคนได้ฟังก็อดแปลกใจไม่ได้
“โหงวเฮ้งคนเราเปลี่ยนเองได้ด้วยเหรอ?” หลิวเฉิงประหลาดใจมาก นึกไม่ถึงเหมือนกัน
ผมพยักหน้า บอกว่าโดยทั่วไปแล้วโหงวเฮ้งคนเรามักจะไม่เปลี่ยน แต่ถ้าบนใบหน้าได้รับบาดเจ็บ หรือมีปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้โหงวเฮ้งเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
“เพียงแต่...” ผมมองไปที่อู๋หลีที่ยังคงดูแลหลิวอวี้ซินอยู่ข้างเตียง
เจียงเยี่ยนเหวินร้อนใจ รีบถามผมว่าเพียงแต่อะไร
“สถานการณ์ของสองสามีภรรยาตอนนี้ ไม่เพียงสวนทางกับฮวงจุ้ยสุสาน แต่โหงวเฮ้งก็กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ นี่มันผิดปกติอย่างแน่นอน การแท้งลูกหลายครั้งก่อนหน้านี้ของหลิวอวี้ซินต้องมีปัญหาแน่” ผมทำหน้าขรึมพูด
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ อาจารย์หลี่ คุณต้องหาวิธีช่วยพวกเขาให้ได้นะครับ กว่าพวกเขาจะเดินมาถึงวันนี้ได้ไม่ง่ายเลย” เจียงเยี่ยนเหวินเป็นห่วงสถานการณ์ของสองสามีภรรยาอู๋หลีมาก
ผมบอกให้เขาใจเย็น ๆ ก่อน แล้วหันไปถามจ้าวอี้เฟยเรื่องที่หลิวอวี้ซินเป็นลม
จ้าวอี้เฟยบอกว่าหลังจากพวกเราออกไป เธอกับอู๋หลีก็คุยกันในห้อง จากนั้นหลิวอวี้ซินก็ให้คนยกผลไม้กับขนมเข้ามา
ไม่นาน หลิวอวี้ซินก็หน้าซีดเผือด เอามือกุมท้องบอกว่าทรมาน แล้วก็เป็นลมไป
“ตอนที่เธอเป็นลม ฉันเหมือนจะเห็นเรื่องน่ากลัวบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าตาฝาดไปหรือเปล่านะ” จู่ ๆ จ้าวอี้เฟยก็หน้าเปลี่ยนสี พูดขึ้นมา
หลิวเฉิงร้อนใจ เร่งให้จ้าวอี้เฟยรีบเล่าว่าเรื่องน่ากลัวอะไร
“วินาทีที่เธอหมดสติไป ฉันเหมือนจะเห็นท้องของเธอนูนขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วก็รีบยุบกลับไปเป็นปกติอย่างรวดเร็ว” จ้าวอี้เฟยพูดอย่างตื่นเต้น ดูเหมือนจะตกใจกับสถานการณ์ตอนนั้นไม่น้อย
หลิวเฉิงอดกลืนน้ำลายไม่ได้ พูดด้วยความหวาดกลัว “หรือว่าในท้องเธอจะมีมารหัวขนอยู่จริง ๆ!?”
ได้ยินแบบนี้ เจียงเยี่ยนเหวินก็หน้าตื่นตระหนกไปเหมือนกัน
“พี่หลี่ นายว่าไง?” จางเทียนหลิงขมวดคิ้วแน่น ลูบคางถามผม
ผมไม่ตอบ มองไปที่หลิวอวี้ซินที่นอนหน้าซีดเซียวอยู่บนเตียง แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปหา
เห็นผมเดินมาที่ข้างเตียง อู๋หลีก็รีบลุกขึ้นยืน “อาจารย์หลี่”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมดูให้เธอหน่อย” ผมเอ่ยปาก แล้วเพ่งมองประกายแสงในดวงตาของหลิวอวี้ซินอย่างตั้งใจ
ประกายแสงในดวงตาเรียกได้ว่าเป็นหลักฐานที่บ่งบอกสภาพร่างกายและจิตใจในปัจจุบันของคนคนหนึ่งได้ดีที่สุด ถูกผมจ้องตาเขม็งแบบนี้ หลิวอวี้ซินก็เริ่มเขินอายหน่อย ๆ
“ประกายแสงวูบวาบ ไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ แต่ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต” ผมพึมพำในลำคอ
จากนั้นผมให้อู๋หลีเลิกผ้าห่มออก แล้วย่อตัวลงวางมือบนท้องหลิวอวี้ซินผ่านเสื้อผ้า
ผมหลับตาเริ่มสัมผัสอย่างตั้งใจ แต่ดูเหมือนจะไม่พบความผิดปกติอะไร ผมไม่ละความพยายาม ลองถ่ายทอดปราณในตัวผมสายหนึ่งเข้าไปในท้องหลิวอวี้ซิน
คราวนี้ ในที่สุดก็เกิดเรื่อง ปราณที่ผมถ่ายทอดเข้าไปในตัวหลิวอวี้ซินดันหายไปเฉย ๆ ราวกับถูกอะไรบางอย่างดูดซับไป
ผมลืมตาโพลง ชักมือกลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วลุกขึ้นยืน
“อาจารย์หลี่ ตกลงอวี้ซินเป็นอะไรครับ?” อู๋หลีถามด้วยความตื่นเต้นทันที
ผมยังไม่ตอบเขา หยิบยันต์ตอบสนองวิญญาณออกมาแผ่นหนึ่ง มือประสานมุทราซัดไปที่ท้องของหลิวอวี้ซิน
ยันต์ตอบสนองวิญญาณพุ่งออกไป พอสัมผัสโดนท้องหลิวอวี้ซิน ก็ส่องแสงสว่างจ้า
“เฮ้ย! ยันต์ตอบสนองวิญญาณมีปฏิกิริยา มีเรื่องจริงด้วย!” หลิวเฉิงร้องอุทาน ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่ใช่เพิ่งเคยเห็นผมใช้ยันต์ตอบสนองวิญญาณครั้งแรก แป๊บเดียวก็เข้าใจสถานการณ์
“อาจารย์หลี่ ยันต์เรืองแสงนี่หมายความว่าไงคะ ตกลงฉันเป็นอะไรกันแน่?” ปฏิกิริยาของพวกเราทำเอาหลิวอวี้ซินเริ่มตื่นตระหนก
ผมทำหน้าขรึม พูดเสียงเครียด “ดูท่าในท้องคุณจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่จริง ๆ”
“อะไรนะ!?” สองสามีภรรยาตกใจแทบช็อก
หลิวอวี้ซินกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ลูบท้องตัวเอง “ลูก คือลูกของฉันใช่ไหมคะ?”
สถานการณ์ชัดเจนว่าผิดปกติ แต่ในฐานะผู้หญิง แถมยังเป็นผู้หญิงที่เคยแท้งลูกมาหลายครั้ง หลิวอวี้ซินปักใจเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในท้องคือลูกของเธอ
ผมถอนหายใจ ทำลายความหวังของเธอ “ถึงมันจะอยู่ในท้องคุณ แต่มันไม่ใช่ลูกของคุณแน่ ๆ หรือจะพูดให้ถูกคือไม่ใช่เด็กปกติ”
“หรือจะเป็นมารหัวขนจริง ๆ?” เจียงเยี่ยนเหวินรับไม่ได้ ถามอย่างเจ็บปวด
“ก็ไม่ใช่อีกครับ” ผมส่ายหน้า
ถ้าเป็นมารหัวขน ผมกับจางเทียนหลิงไม่มีทางที่จะตรวจไม่พบอะไรเลยตั้งแต่แรก แถมไม่ว่าจะเป็นอู๋หลีหรือหลิวอวี้ซิน บนตัวทั้งคู่ก็ยังไม่มีไอหยินหรือไอชั่วร้ายปรากฏออกมาเลย
“แล้วตกลงมันคือตัวอะไรกันแน่?” ทุกคนเริ่มร้อนใจ
ถึงดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ในใจผมพอจะเดาได้เลา ๆ แต่ก็ยังไม่กล้าฟันธง
เลยได้แต่บอกพวกเขาว่า อยากจะรู้ให้แน่ชัดว่าในท้องหลิวอวี้ซินคืออะไร คืนนี้พวกเราต้องเฝ้าอยู่ที่นี่ พอตกดึก ผมคิดว่าทุกอย่างน่าจะกระจ่างเอง
“ได้ครับ งั้นต้องรบกวนอาจารย์หลี่ด้วยนะครับ” อู๋หลีกุมมือหลิวอวี้ซินแน่น พูดกับผม
ในเมื่อตัดสินใจแล้วพวกเราก็เลยอยู่ต่อ เดิมทีเจียงเยี่ยนเหวินก็จะอยู่ด้วย แต่ตอนทานข้าวได้รับสายจากโรงพยาบาล มีธุระด่วนให้เขาต้องกลับไปจัดการ
ช่วยไม่ได้ เขาเลยต้องขอตัวกลับไปก่อนหลังจากทานข้าวเสร็จ
อู๋หลีให้คนไปส่งเขาที่โรงพยาบาล ตอนจะไปเจียงเยี่ยนเหวินฝากฝังผมอีกรอบ ผมบอกให้เขาวางใจกลับไปทำงานเถอะ ผมจะไม่ยอมให้สองสามีภรรยาตระกูลอู๋เป็นอะไรไปแน่
จนกระทั่งดึกดื่น พวกเราเฝ้าอยู่ในห้องของสองสามีภรรยาตระกูลอู๋ตลอด แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เห็นทุกคนเริ่มเหนื่อยล้า ผมเลยให้จ้าวอี้เฟยกับหลิวเฉิงแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่ห้องรับรอง และให้อู๋หลีกับหลิวอวี้ซินกลับไปพักผ่อนที่ห้องนอน ส่วนผมกับจางเทียนหลิงเฝ้าอยู่ที่โซฟาห้องด้านนอกห้องนอนของพวกเขา
พอพวกเขาไปกันหมด ผมก็นั่งหลับตาพักสายตาบนโซฟา ส่วนจางเทียนหลิงหยิบมือถือขึ้นมาแชตกับเศรษฐีนีคนนั้น
พอถึงยามจื่อ (23.00–01.00 น.) ข้างนอกห้องก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น เป็นเสียงของจ้าวอี้เฟย
ขณะเดียวกัน ผมก็สัมผัสได้ว่าในบ้านมีกลิ่นอายแปลกประหลาดปรากฏขึ้น เป็นกลิ่นอายเดียวกับที่ผมเจอสองสามีภรรยาตระกูลอู๋ครั้งแรกที่หน้าโรงพยาบาลเป๊ะ
“อี้เฟย!” ผมเป็นห่วงจ้าวอี้เฟย รีบลุกพรวดวิ่งออกจากห้องไป