- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 314 ตามรอย
บทที่ 314 ตามรอย
บทที่ 314 ตามรอย
รู้ว่าเรื่องด่วน หลิวเฉิงก็ไม่กล้าชักช้า เหยียบคันเร่งมิด รีบบึ่งรถไปโรงพยาบาลด้วยความรวดเร็ว
พอพวกเรามาถึงโรงพยาบาล ก็รีบร้อนตรงดิ่งไปที่หน้าห้องเย็นเก็บยาของโรงพยาบาล พอดีกับที่เจียงเยี่ยนเหวินเดินออกมาจากห้องเย็นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
พวกเจียงเยี่ยนเหวินดูตื่นตระหนกและร้อนรนกันมาก
“พี่เจียง หลินเอ๋อร์กับโจวถิงล่ะ?” ท่าทางของพวกเจียงเยี่ยนเหวินทำให้เสิ่นเหวยเฟิงรู้สึกไม่ดี จึงรีบถาม
พวกเจียงเยี่ยนเหวินสีหน้าไม่สู้ดี พูดอย่างจนปัญญา “พี่เสิ่น อาจารย์หลี่ ตอนพวกเรามาถึง เสี่ยวเสิ่นกับโจวถิงก็ไม่อยู่ในห้องเย็นแล้วครับ”
“อะไรนะ!?” พวกเราต่างตกใจ
เสิ่นเหวยเฟิงแทบจะเป็นลมล้มพับ ดีที่หลิวเฉิงประคองไว้ทัน
“แม่มเอ๊ย นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!” หลิวเฉิงอดบ่นไม่ได้
คนอื่นเห็นท่าไม่ดีก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก กลัวเสิ่นเหวยเฟิงจะเป็นอะไรไป
เขาใจร้อนจนหน้ามืด ทำให้พลังใจปั่นป่วน ผมรีบซัดยันต์สงบจิตใจใส่เขา เสิ่นเหวยเฟิงถึงค่อยได้สติกลับมา
“หลินเอ๋อร์ หลินเอ๋อร์ลูกพ่อ” พอตั้งสติได้ ใบหน้าเสิ่นเหวยเฟิงก็เต็มไปด้วยความกังวล ร้องเรียกหาแต่เสิ่นหลิน
เจียงเยี่ยนเหวินรู้สึกผิดเต็มอก เพราะยังไงเสิ่นหลินก็หายไปจากห้องเย็นในโรงพยาบาล แถมก่อนไปเสิ่นเหวยเฟิงยังฝากฝังให้เขาช่วยดูแลเสิ่นหลินให้ดีด้วย
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น โจวถิงเป็นแฟนของเสี่ยวเสิ่นไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอต้องพาตัวเสี่ยวเสิ่นไป แถมยังทำร้ายคนเฝ้าหน้าห้องเย็นที่ผมจัดไว้จนสลบด้วย?” เจียงเยี่ยนเหวินยังไม่รู้เรื่องราว เลยเต็มไปด้วยความสงสัย
เสิ่นเหวยเฟิงกัดฟันกรอด เต็มไปด้วยความแค้นที่มีต่อโจวถิง “นังโจวถิง คือคนที่ใช้วิญญาณไฟชั่วร้ายทำร้ายหลินเอ๋อร์”
“หา!?” เจียงเยี่ยนเหวินตกใจหน้าถอดสี ไม่อยากจะเชื่อ “ทำไมเป็นงั้นไปได้?”
ผมบอกเขาว่ารายละเอียดเดี๋ยวค่อยอธิบายให้ฟัง ให้เขาเล่าสถานการณ์ตอนที่โจวถิงมาเยี่ยมเสิ่นหลินที่โรงพยาบาลก่อน
เขาพยักหน้า บอกพวกเราว่าหลังจากพวกเราออกไปไม่นาน จู่ ๆ โจวถิงก็โผล่มา
เพราะเคยเจอโจวถิงมาก่อน พวกเจียงเยี่ยนเหวินเลยไม่ได้ขัดขวาง
การปรากฏตัวของโจวถิงทำให้เสิ่นหลินที่อยู่ในห้องเย็นดีใจมาก หลังจากคุยกันไม่กี่คำ โจวถิงก็บอกว่าอยากคุยกับเสิ่นหลินตามลำพัง
พวกเจียงเยี่ยนเหวินเกรงใจไม่อยากขัดจังหวะคู่รัก เลยออกมาอยู่นอกห้องเย็น
เนื่องจากยังมีธุระอื่นต้องทำ เจียงเยี่ยนเหวินเลยทิ้งแพทย์ฝึกหัดไว้เฝ้าหน้าห้องเย็นคนหนึ่ง กำชับว่าหลังจากโจวถิงกลับไปแล้วให้ช่วยดูอาการเสิ่นหลินด้วย เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน
จากนั้น แพทย์ฝึกหัดที่ยืนอยู่ข้างเจียงเยี่ยนเหวินก็พูดขึ้น “ผมรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง โจวถิงก็ยังไม่ออกมา ผมเลยกะจะเข้าไปดูสถานการณ์ นึกไม่ถึงว่ายังเดินไปไม่ถึงหน้าห้องเย็น จู่ ๆ ตาผมก็มืดดับวูบไป แล้วก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย”
พอพวกเจียงเยี่ยนเหวินได้รับโทรศัพท์จากเสิ่นเหวยเฟิงแล้วรีบมาที่ห้องเย็น ก็พบแพทย์ฝึกหัดนอนสลบอยู่กับพื้น รู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่ปกติ เลยรีบไปที่ห้องที่เสิ่นหลินอยู่ ปรากฏว่าข้างในว่างเปล่า เสิ่นหลินกับโจวถิงหายตัวไปแล้ว
“เฮ้อ โทษผมเองที่ประมาท” เจียงเยี่ยนเหวินยังคงโทษตัวเอง
ผมบอกให้เขาไม่ต้องโทษตัวเอง โจวถิงเห็นชัดว่าเป็นผู้ใช้วิชาอาคม คนธรรมดาอย่างพวกเขาต่อให้ระวังยังไงก็กันเธอไม่ได้หรอก
“แล้วจะเอายังไงต่อ?” จางเทียนหลิงขมวดคิ้วถาม
ผมเดาว่า ตอนที่โจวถิงรู้ตัวครั้งแรกว่าวิญญาณไฟชั่วร้ายถูกกดดัน เธอร่ายอาคมให้วิญญาณไฟชั่วร้ายคลุ้มคลั่ง แล้วก็แอบมาสังเกตการณ์แถวโรงพยาบาลเพื่อรอจังหวะ
พอพวกเราวางค่ายกลวิญญาณน้ำเสวียนอู่เสร็จแล้วออกไป เธอก็ฉวยโอกาสแสร้งทำเป็นมาเยี่ยมเสิ่นหลินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาศัยจังหวะที่เสิ่นหลินกับคนอื่นไม่ทันระวังตัวพาตัวเสิ่นหลินหนีไป
ถึงพวกเราจะรู้ตัวทัน แต่ก็ยังช้ากว่าเธอไปก้าวหนึ่ง
“เราเข้าไปดูในห้องเย็นกันเถอะ” คิดอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็เอ่ยปาก
มาถึงหน้าห้องเย็น พบว่าข้างในเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง อุณหภูมิต่ำมาก ส่วนค่ายกลวิญญาณน้ำเสวียนอู่ยังคงสภาพสมบูรณ์
“ซี๊ด หนาวชะมัด” หลิวเฉิงกอดอกตัวสั่น
พอขาดเสิ่นหลินที่เป็นเตาปฏิกรณ์มนุษย์ซึ่งมีวิญญาณไฟชั่วร้ายในตัว สภาพในห้องเย็นก็กลับสู่สภาวะปกติทันที
“ผอ.เจียง ปรับอุณหภูมิห้องเย็นให้เป็นปกติเถอะครับ” ผมหันไปบอกเจียงเยี่ยนเหวิน
“ได้ครับ” เจียงเยี่ยนเหวินสั่งให้แพทย์ฝึกหัดชายคนนั้นไปจัดการทันที
พอปรับอุณหภูมิห้องเย็นให้เป็นปกติแล้ว ก็เริ่มหายหนาว ผมเดินเข้าไปในห้องเย็นเพื่อปลดค่ายกลวิญญาณน้ำเสวียนอู่
ไอน้ำจากค่ายกลวิญญาณน้ำเสวียนอู่มันเยอะเกินไป จะไปรบกวนระบบปรับอุณหภูมิของห้องเย็น
“อาจารย์หลี่ โจวถิงพาตัวหลินเอ๋อร์ไป พวกเราควรรีบไปตามหาเธอไหมครับ ผมกลัวว่าหลินเอ๋อร์จะมีอันตราย?” พอผมออกมา เสิ่นเหวยเฟิงก็รีบพูดอย่างร้อนใจ
ผมบอกเขาว่าที่โจวถิงทำเสิ่นหลินให้เป็นภาชนะมนุษย์ของวิญญาณไฟชั่วร้าย จุดประสงค์ก็เพื่อให้ควบคุมวิญญาณไฟชั่วร้ายได้อย่างราบรื่น ตราบใดที่เธอยังคุมวิญญาณไฟชั่วร้ายไม่ได้สมบูรณ์ เธอไม่มีทางเอาชีวิตเสิ่นหลินแน่นอน
ที่เธอรีบเสี่ยงมาพาตัวเสิ่นหลินไป ก็เพราะกลัวว่าผมจะไล่วิญญาณไฟชั่วร้ายออกจากตัวเสิ่นหลินก่อนที่เธอจะคุมมันได้สมบูรณ์
“เพราะงั้น ตอนนี้เสิ่นหลินยังปลอดภัยอยู่ครับ” ผมบอกเขา
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เสิ่นเหวยเฟิงก็ยังกังวลอยู่ดี พวกจ้าวกั๋วเหลียงทำได้แค่ปลอบใจเขาต่อไป
ตอนนั้น จางเทียนหลิงแอบถามผมว่าคิดว่าโจวถิงจะพาเสิ่นหลินไปที่ไหน ผมส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้ แต่ต้องเป็นที่ที่คนของเสิ่นเหวยเฟิงหาไม่เจอแน่นอน
เป็นอย่างที่คิด เสิ่นเหวยเฟิงรับโทรศัพท์ คนที่เขาส่งไปหาตัวโจวถิงรายงานว่าโจวถิงไม่ได้กลับบ้าน และไม่ได้โผล่ไปที่คอมมูนิตี้มอลล์ด้วย
“โธ่เว้ย นังผู้หญิงคนนั้นพาหลินเอ๋อร์ไปไหนกันแน่?” เสิ่นเหวยเฟิงกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
จ้าวอี้เฟยอดถามผมไม่ได้ ว่าไม่มีวิธีหาตัวโจวถิงเลยเหรอ
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ผมถึงตอบว่า “งั้นคงต้องดูแล้วว่าดวงเราเป็นยังไง”
ทุกคนไม่เข้าใจ ถามผมว่าหมายความว่าไง
ผมบอกพวกเขาว่าเสิ่นหลินรู้อาการของตัวเองดี ดังนั้นเขาไม่มีทางสมัครใจไปกับโจวถิงแน่ คาดว่าโจวถิงคงใช้วิชาอาคมบางอย่างควบคุมเสิ่นหลินให้ตามเธอออกไป
ขอแค่มีการใช้วิชาอาคม ย่อมต้องทิ้งร่องรอยกลิ่นอายไว้ ถ้ามีกลิ่นอาย ผมก็สามารถใช้ยันต์ติดตามแกะรอยโจวถิงได้
“งั้นก็ดีเลยครับ” เสิ่นเหวยเฟิงดีใจมาก เริ่มมีความหวังอีกครั้ง
ผมลังเลเล็กน้อย “แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไรครับ?”
โจวถิงกับเสิ่นหลินออกไปสักพักแล้ว ผมกลัวว่ากลิ่นอายที่โจวถิงทิ้งไว้อาจจะสลายไปหมดแล้ว
เห็นพวกเขาทำหน้าจ๋อย ผมเลยยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ ผมลองดูได้ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ค่อยหาวิธีอื่น”
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ผมหยิบยันต์ดูดซับชี่ออกมา มือประสานมุทรา ปากท่องคาถา แล้วซัดยันต์ดูดซับชี่เข้าไปในห้องเย็น
ยันต์ดูดซับชี่ลอยอยู่กลางอากาศ ผ่านไปนานก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดูดซับกลิ่นอายได้ คนอื่น ๆ ต่างจ้องยันต์ดูดซับชี่ด้วยความลุ้นระทึก
ในตอนที่ผมถอดใจเตรียมจะเรียกยันต์ดูดซับชี่กลับมา จู่ ๆ ยันต์ดูดซับชี่ก็เปล่งแสงออกมา นี่เป็นสัญญาณว่าดูดซับกลิ่นอายได้แล้ว
ทุกคนสังเกตเห็นเช่นกัน เสิ่นเหวยเฟิงรีบถาม “อาจารย์หลี่ เป็นยังไงบ้างครับ?”
ผมยิ้มนิด ๆ พยักหน้า “ดูท่าดวงเราจะยังดีอยู่ ยันต์ดูดซับชี่จับกลิ่นอายเฮือกสุดท้ายที่กำลังจะสลายไปของโจวถิงไว้ได้ครับ”
ได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเสิ่นเหวยเฟิงที่ตื่นเต้นสุดขีด
ผมเก็บยันต์ดูดซับชี่ สั่งให้พวกหลิวเฉิงเก็บรูปปั้นทองแดงเสวียนอู่ทั้งหกองค์ เตรียมออกเดินทาง
“ยังต้องเอารูปปั้นทองแดงเสวียนอู่ไปด้วยเหรอ?” หลิวเฉิงงงว่าทำไมผมถึงให้เอาไปด้วย
ผมบอกพวกเขาว่ารูปปั้นทองแดงเสวียนอู่เป็นของที่ใช้กดดันวิญญาณไฟชั่วร้ายได้ดีที่สุดเท่าที่พวกเรามีในตอนนี้ ต่อไปไม่รู้ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน กันไว้ดีกว่าแก้ต้องเอาไปด้วย
พอเข้าใจแล้ว พวกเสิ่นเหวยเฟิงก็ช่วยกันเก็บรูปปั้นทองแดงเสวียนอู่ทั้งหกองค์
จากนั้นพวกเราก็ออกจากห้องเย็นของโรงพยาบาล มาที่หน้าประตูใหญ่
“กลิ่นอายที่โจวถิงทิ้งไว้มีจำกัด ผลของยันต์ดูดซับชี่กับยันต์ติดตามอาจจะลดลงเยอะ ถ้าก่อนหน้านั้นเรายังหาโจวถิงกับเสิ่นหลินไม่เจอ ก็คงต้องหาวิธีอื่นครับ” ผมบอกสถานการณ์ให้เสิ่นเหวยเฟิงรู้ล่วงหน้า ให้เขาทำใจเผื่อไว้
เสิ่นเหวยเฟิงกลืนน้ำลายอย่างตึงเครียด พยักหน้ารับทราบ