- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 312 แผนการอันแยบยล
บทที่ 312 แผนการอันแยบยล
บทที่ 312 แผนการอันแยบยล
“ที่นี่มีค่ายกลเหรอ?” หลิวเฉิงตกใจรีบมองไปรอบ ๆ
พวกเสิ่นเหวยเฟิงเองก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมา ผมบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ ค่ายกลรวมไฟไม่ใช่ค่ายกลโจมตี ทำร้ายพวกเราไม่ได้ มันมีไว้เพื่อรวบรวมสนามพลังธาตุไฟของตึกทั้งหลัง
“มิน่าล่ะ พอเดินเข้ามาในห้องทำงานนี้ถึงรู้สึกร้อนกว่าข้างนอก” จ้าวอี้เฟยเองก็สังเกตเห็นความแตกต่างของอุณหภูมิภายในและภายนอกห้องทำงาน
จางเทียนหลิงถามผม เขาเองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของค่ายกล แต่ดูไม่ออกว่าค่ายกลรวมไฟในห้องทำงานนี้วางยังไง
พวกหลิวเฉิงก็พยักหน้าหงึก ๆ บอกว่าที่นี่ดูไม่ต่างจากห้องทำงานทั่วไป ไม่เห็นมีอะไรแปลกตรงไหน
ความจริงที่พวกเขาดูไม่ออก ก็เพราะคนคนนี้ใช้สิ่งของธรรมดามากในการวางค่ายกล ทำให้ค่ายกลแนบเนียนและยากจะสังเกตเห็น
ดูออกเลยว่าคนคนนี้ทำงานรอบคอบระมัดระวังมาก แถมยังเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลสุด ๆ ไม่อย่างนั้นคงคิดวิธีวางค่ายกลที่แนบเนียนขนาดนี้ไม่ได้
ผมชี้ไปที่คอมพิวเตอร์ ของตั้งโชว์คริสตัลสีม่วง ภาพวาดพู่กันจีนสามภาพ แจกันแก้ว และตู้น้ำดื่มที่วางอยู่ในห้องทำงาน บอกพวกเขาว่าของพวกนี้แหละคือสิ่งที่ใช้ในการวางค่ายกลรวมไฟ
“หา!? เป็นไปไม่ได้น่า ของพวกนี้วางค่ายกลได้จริงเหรอ?” ทุกคนอึ้งไป แทบไม่อยากเชื่อ เพราะของพวกนี้เป็นของที่พบเห็นได้ทั่วไป
“แน่นอนครับ” ผมพยักหน้า แล้วเริ่มอธิบายให้พวกเขาฟัง
สิ่งของทุกอย่างโดยเนื้อแท้แล้วล้วนอยู่ภายใต้หลักห้าธาตุ หรือก็คือมีธาตุประจำตัวของมันเอง
ของที่ผมชี้ไปเมื่อกี้ ในทางห้าธาตุล้วนมีคุณสมบัติเป็นไฟ ขอแค่จงใจวางของธาตุไฟพวกนี้ไว้ในตำแหน่งที่สอดคล้องกับยันต์แปดทิศ ก็จะสามารถวางค่ายกลรวมไฟที่แนบเนียนโดยไม่เป็นที่สังเกตได้
ดังนั้นในบ้านของคนที่เคร่งเรื่องฮวงจุ้ย การจัดวางสิ่งของหลายอย่างจึงไม่ได้วางส่งเดช แต่ผ่านการศึกษาและจงใจวางไว้
“แม่มเอ๊ย นึกไม่ถึงว่าจะทำแบบนี้ได้ด้วย ป้องกันยากจริง ๆ ฮวงจุ้ยนี่น่ากลัวชะมัด” หลิวเฉิงอดเหงื่อตกไม่ได้ อุทานออกมา
ผมบอกว่าฮวงจุ้ยเป็นดาบสองคมจริง ๆ ดังนั้นการรู้แค่ผิวเผินหรือรู้ไม่จริงแล้วทำเป็นเก่งคือสิ่งที่ไม่ควรทำที่สุด ไม่อย่างนั้นอาจทำร้ายทั้งคนอื่นและตัวเองโดยไม่รู้ตัว จนกู้สถานการณ์กลับมาไม่ได้
“ก่อนสร้างที่นี่เคยเกิดไฟไหม้มีคนตาย บวกกับคอมมูนิตี้มอลล์นี้สร้างสูงเจ็ดชั้น ห้องทำงานของเสิ่นหลินที่ดวงธาตุไฟก็อยู่ชั้นเจ็ดทิศใต้ตำแหน่งหลีพอดี ความบังเอิญพวกนี้ รวมกับค่ายกลรวมไฟในห้องทำงาน ตอนนี้ฟันธงได้เลยว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีคนจงใจทำให้เกิดขึ้น คำตอบก็คือเพื่อให้วิญญาณไฟชั่วร้ายแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายเสิ่นหลินได้อย่างราบรื่น” ผมพูดช้า ๆ ในใจอดตกตะลึงไม่ได้
การจะวางหมากพวกนี้ให้สำเร็จ ต้องผ่านการวางแผนอย่างรอบคอบมาเป็นเวลานาน ดูท่าเสิ่นหลินจะถูกเพ่งเล็งมานานแล้ว และก้าวเข้าสู่กับดักที่วางไว้ทีละก้าว
เสิ่นเหวยเฟิงสีหน้าเคร่งเครียด แววตาเต็มไปด้วยความโกรธ “ตกลงมันเป็นใครกัน ถึงได้วางแผนทำร้ายหลินเอ๋อร์ได้เลือดเย็นขนาดนี้?”
“ใครจะทำร้ายเขาผมไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่าต้องเป็นคนใกล้ชิดของเขาแน่ ไม่งั้นคงทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติขนาดนี้ไม่ได้” ผมเอ่ยปาก
คำพูดของผมทำให้สีหน้าของเสิ่นเหวยเฟิงเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาเปิดประตูห้องทำงาน เรียกพนักงานหญิงที่พาพวกเรามาเมื่อกี้เข้ามา
“คุณเสิ่น มีอะไรเหรอคะ?” เห็นเสิ่นเหวยเฟิงสีหน้าไม่ดี พนักงานหญิงก็เริ่มประหม่า
“ผู้จัดการทั่วไปของพวกเธอล่ะ?” เสิ่นเหวยเฟิงถาม
พนักงานหญิงบอกเราว่าเมื่อเช้าผู้จัดการมาแล้ว แต่ก่อนเที่ยงจู่ ๆ ก็บอกว่ามีธุระต้องจัดการ เลยออกไปก่อน
เสิ่นเหวยเฟิงไม่พอใจอย่างมาก สั่งให้พนักงานโทรหาผู้จัดการ บอกว่าตนมีธุระด่วน
พนักงานหญิงไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบโทรหาผู้จัดการ แต่ไม่นานเธอก็บอกพวกเราว่าโทรศัพท์ปิดเครื่อง โทรไม่ติด
เสิ่นเหวยเฟิงโกรธจนตบโต๊ะ ไล่ให้พนักงานออกไป บรรยากาศดูไม่ดี พนักงานหญิงก็ไม่อยากอยู่นาน รีบปิดประตูออกไปทันที
“พี่เสิ่น ใจเย็น ๆ หน่อย อย่าเพิ่งวู่วาม” จ้าวกั๋วเหลียงปลอบเขา ให้เขาสงบสติอารมณ์
ผมถามเสิ่นเหวยเฟิงว่าผู้จัดการของคอมมูนิตี้มอลล์คือใคร
“โจวถิง แฟนของหลินเอ๋อร์ครับ ไม่อายที่จะบอกพวกคุณนะ ผมไม่ค่อยชอบผู้หญิงคนนี้เท่าไหร่” เสิ่นเหวยเฟิงบอกพวกเรา
หลิวเฉิงไม่เข้าใจ ถามเขาว่าทำไม
“เพราะเธอต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง ผมอยู่มาป่านนี้ ดูคนไม่เคยผิด ผมเคยคัดค้านไม่ให้หลินเอ๋อร์คบกับเธอ แต่น่าเสียดายที่หลินเอ๋อร์ไม่ฟัง พอเปิดคอมมูนิตี้มอลล์ ยังให้โจวถิงมาเป็นผู้จัดการอีก คิดแล้วผมโมโหจริง ๆ พอหลินเอ๋อร์เกิดเรื่อง โจวถิงก็มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่มาอีกเลย เขายังแก้ต่างให้โจวถิงอีกว่าเธอยุ่งเรื่องงานที่คอมมูนิตี้มอลล์ ในสายตาผม โจวถิงไม่สนใจความเป็นความตายของหลินเอ๋อร์เลยสักนิด” เสิ่นเหวยเฟิงยิ่งพูดยิ่งโมโห ทำให้คนบุคลิกสุภาพอย่างเขาวิจารณ์ออกมาได้ขนาดนี้ ดูท่าผู้หญิงที่ชื่อโจวถิงคนนี้คงไม่ธรรมดา
พวกเราเงียบกริบ เพราะยังไงพวกเราก็ไม่เคยเจอโจวถิง เลยไม่กล้าวิจารณ์
เห็นบรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วน เสิ่นเหวยเฟิงรู้ตัวว่าเสียมารยาท จึงแสดงสีหน้าขอโทษ “ขอโทษด้วยครับ ผมใส่อารมณ์ไปหน่อย ขายหน้าพวกคุณแล้ว”
พวกเราต่างบอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจได้
“พี่หลี่ ในเมื่อรู้แล้วว่าวิญญาณไฟชั่วร้ายมีคนจงใจวางแผนให้แทรกซึมเข้าร่างกายเสิ่นหลิน ต่อไปนายจะเอายังไง?” จางเทียนหลิงดึงบทสนทนากลับเข้าเรื่อง ถามผม
ผมส่ายหน้า สีหน้าเคร่งเครียด “เรื่องยุ่งยากกว่าที่ฉันคิด ฉันเดาว่าวิญญาณไฟชั่วร้ายเริ่มถูกคนคนนั้นควบคุมได้บ้างแล้ว คราวก่อนตอนวางค่ายกลวิญญาณน้ำด้วยยันต์ คนคนนั้นรู้ตัวว่าวิญญาณไฟชั่วร้ายถูกกดดัน เลยจงใจร่ายอาคมให้วิญญาณไฟชั่วร้ายคลุ้มคลั่ง ทำลายค่ายกลวิญญาณน้ำทิ้ง”
ถ้าคนคนนั้นทำได้ถึงขั้นนี้จริง ต่อให้แค่ทำให้วิญญาณไฟชั่วร้ายคลุ้มคลั่งได้ ก็ถือเป็นสถานการณ์ที่แย่มากสำหรับเรา
อย่างแรกเสิ่นหลินจะอันตรายมาก ไม่รู้ว่าวิญญาณไฟชั่วร้ายคลุ้มคลั่งขึ้นมาเมื่อไหร่จะเอาชีวิตเขาไป อย่างที่สองผมกลัวว่าตอนที่ผมรับมือกับวิญญาณไฟชั่วร้าย คนคนนั้นจะเข้ามาขัดขวาง ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ไม่ใช่แค่เสิ่นหลิน แม้แต่พวกเราก็จะตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
คิดดูแล้ว ผมก็พูดขึ้นว่า “ความจริงยังมีอีกเรื่องที่รู้สึกติดใจ”
“เรื่องอะไร?” ทุกคนรีบถาม
ผมยังไม่อธิบาย แต่ให้เสิ่นเหวยเฟิงไปขอแผนผังโครงสร้างคอมมูนิตี้มอลล์จากพนักงานหญิงคนนั้นมาก่อน
เสิ่นเหวยเฟิงไม่ได้ถามมากความก็ออกไป ไม่นานเขาก็ถือแผนผังกลับมา
“อาจารย์หลี่ นี่คือแผนผังโครงสร้างของคอมมูนิตี้มอลล์ครับ” เสิ่นเหวยเฟิงยื่นแผนผังให้ผม
ผมรับแผนผังมา แล้วกางลงบนโต๊ะทำงานของเสิ่นหลิน ก้มหน้าดู
คนอื่น ๆ ก็เข้ามารุมล้อมด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลิวเฉิงอดถามไม่ได้ว่าผมจะดูแผนผังโครงสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ไปทำไม
“มีบางเรื่องที่ต้องยืนยัน เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานในใจ” ผมดูแผนผังอย่างละเอียดแล้วตอบ
หลังจากดูการออกแบบผังชั้นเจ็ดของคอมมูนิตี้มอลล์ ในที่สุดผมก็มั่นใจว่าข้อสันนิษฐานในใจเป็นจริง
“เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย” ผมพูดเสียงเย็น
ทุกคนรีบถามผมอีกว่าตกลงมันยังไงกันแน่
ผมชี้ไปที่คำอธิบายแต่ละชั้นบนแผนผังแล้วพูดว่า “ชั้นหนึ่งเป็นโซนเครื่องดื่มและของหวาน ชั้นสองชั้นสามเป็นโรงหนัง ชั้นสี่เป็นแหล่งรวมความบันเทิงต่าง ๆ ชั้นห้าชั้นหกเป็นร้านอาหารให้คนกินข้าวพักผ่อน ชั้นเจ็ดเป็นโซนออฟฟิศ”
“หมายความว่าไง มีอะไรไม่ถูกเหรอ?” หลายคนเริ่มงง
“ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา แต่ถ้ามองในมุมของห้าธาตุก่อกำเนิดและหักล้าง การวางผังแบบนี้มีปัญหาใหญ่หลวง และเป็นความจงใจด้วย ผมกล้าฟันธงเลยว่า ตั้งแต่คอมมูนิตี้มอลล์ยังไม่เริ่มสร้าง ก็มีคนคอยหลอมสร้างวิญญาณไฟชั่วร้ายอยู่ที่นี่มาตลอด” ผมกดเสียงต่ำ พูดช้า ๆ