- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 294 ข่มขู่
บทที่ 294 ข่มขู่
บทที่ 294 ข่มขู่
ภายใต้สถานการณ์ที่เหล่าวิญญาณพุ่งชนอย่างบ้าคลั่ง ในตอนนี้เกราะป้องกันระฆังทองพลังหยางของค่ายกลแปดหยางก็กะพริบถี่ ๆ ราวกับกำลังส่งสัญญาณเตือนภัย
พวกพานกั๋วซินยืนประจำตำแหน่งละคน เผชิญหน้ากับวิญญาณมากมายขนาดนั้น เดิมทีก็หวาดกลัวมากอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอสถานการณ์แบบนี้พวกเขาก็ยิ่งตื่นตระหนก
“อาจารย์หลี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ?” พานกั๋วซินที่อยู่ใกล้มากที่สุด รีบถามผมอย่างลนลาน
ต่อให้เขาเคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่โตมาแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับความน่าสะพรึงกลัวของสถานการณ์ในตอนนี้
“หลงหยวน รีบคิดหาวิธีเร็ว วิญญาณพวกนี้บ้าคลั่งพุ่งชนไม่หยุด ค่ายกลแปดหยางเกรงว่าจะต้านทานไม่ไหวแล้ว” หลิวเฉิงตะโกนเสียงดังอย่างร้อนรน
มีวิญญาณสองสามตนแนบหน้าอยู่ตรงหน้าเขา คำรามอย่างดุร้าย ทำเอาเขาตกใจจนเกือบจะถอยหลังออกจากตำแหน่งซวิ่น “บ้าเอ๊ย!”
คนที่ถูกวิญญาณหลอกไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว คนที่อยู่ในตำแหน่งอื่น ๆ ก็เริ่มคิดจะถอยหนีเช่นกัน เพราะต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณมากมายขนาดนี้ สภาพจิตใจของคนทั่วไปย่อมรับไม่ไหว
“ยืนอยู่ที่เดิม ห้ามถอยเด็ดขาด ถ้าพวกคุณยืนผิดตำแหน่ง ค่ายกลแปดหยางจะไร้ผล ถึงตอนนั้นสถานการณ์จะยิ่งแย่กว่าเดิม” ผมรีบเตือนพวกเขา กำชับว่าห้ามยืนผิดตำแหน่ง
ในตอนนี้ คนที่ยืนอยู่กับผมที่ตำแหน่งเฉียนต่างตึงเครียดกันสุดขีด เพื่อนหญิงสองคนที่สนิทกับหลี่เหยียนร้องไห้ด้วยความตกใจ เจียงฮ่าวคอยปลอบพวกเธออยู่ตลอด
เจียงฮ่าวเองก็เพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก แต่การควบคุมสติถือว่าใช้ได้ทีเดียว
“พี่หลี่ ผีข้างนอกเยอะขนาดนั้น เสี่ยวเหยียนจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?” เขาเป็นห่วงหลี่เหยียนที่สลบไปแล้ว จึงเอ่ยถามผม
ผมบอกเขาว่า ทรงภพจับตัวหลี่เหยียนมาก็เพื่อข่มขู่พวกเรา ตราบใดที่พวกเรายังไม่ตาย เขาจะไม่ลงมือทำอะไรหลี่เหยียนง่าย ๆ
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงคำพูดปลอบใจเขาเท่านั้น
ภายนอกค่ายกลแปดหยางมีวิญญาณมากมายขนาดนั้น ไอหยินรุนแรงเกินไป การปล่อยหลี่เหยียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีไอหยินนาน ๆ ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ตอนนี้ผมเองก็เป็นห่วงเธอมาก แต่กลับแสดงออกให้เห็นชัดเจนเกินไปไม่ได้
ทุกคนในที่นี้ต่างฝากชีวิตไว้ที่ผม ถ้าแม้แต่ผมยังเสียขวัญ พวกเขาต้องแตกตื่นกันแน่ ถึงตอนนั้นพวกเราคงจบเห่กันหมด
ทรงภพที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยังคงท่องคาถาพึมพำ จากนั้นก็ตะโกนเสียงดังอีกหลายครั้ง เหล่าวิญญาณก็ขาดสติโดยสิ้นเชิง กลายเป็นคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิม
เกราะป้องกันระฆังทองพลังหยางของค่ายกลแปดหยางกะพริบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งมีวิญญาณไม่กี่ตนฝ่าเข้ามาในค่ายกลแปดหยางได้สำเร็จ
“กรี๊ด!”
“อ๊าก!”
เมื่อเห็นวิญญาณบุกเข้ามาในค่ายกล ทุกคนต่างตกใจกรีดร้อง เกือบจะเกิดความโกลาหล
“ห้ามแตกตื่น!” ผมตะโกนห้ามพวกเขาเสียงดัง แล้วซัดฝ่ามืออสนีบาตหลายสายใส่วิญญาณที่บุกเข้ามา
วิญญาณเหล่านี้เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนธรรมดา เพียงแต่มีจำนวนมากหน่อย จึงจัดการยากสักนิด
ตอนนี้พวกมันบุกเข้ามาทีละไม่กี่ตัว กลับเป็นการมอบโอกาสให้ผมกำจัดพวกมันได้
วิญญาณที่ถูกฝ่ามืออสนีบาตของผมฟาดใส่ ส่งเสียงร้องโหยหวนและสลายหายไปในพริบตา ถูกผมกำจัดเรียบร้อย
“คนที่ยืนประจำตำแหน่งให้รักษาตำแหน่งไว้ ผมจะจัดการวิญญาณที่บุกเข้ามาเอง รับรองว่าจะไม่ให้พวกมันทำอันตรายพวกคุณได้แม้แต่ปลายนิ้วก้อย” ผมกำชับทุกคนอีกครั้ง พร้อมกับให้คำมั่นสัญญา
วิญญาณไม่กี่ตนที่บุกเข้ามาถูกผมกำจัดอย่างง่ายดาย พวกเขาจึงเริ่มมีกำลังใจ และค่อย ๆ กลับมาสงบเยือกเย็นอีกครั้ง
ต่อจากนี้ขอเพียงมีวิญญาณบุกเข้ามา ผมก็จะใช้ฝ่ามืออสนีบาตกำจัด พวกเราไม่สูญเสียอะไร แต่จำนวนวิญญาณกลับลดน้อยลง
ทรงภพตระหนักได้ว่าทำแบบนี้มีแต่จะเปิดโอกาสให้ผมกำจัดวิญญาณทีละตัว จึงหยุดท่องคาถา ขัดขวางไม่ให้วิญญาณพุ่งชนเกราะป้องกันระฆังทองพลังหยางต่อ
“ไอ้ซินแสบัดซบ” เขาคาดไม่ถึงอย่างเห็นได้ชัดว่าค่ายกลแปดหยางจะมีประสิทธิภาพขนาดนี้ จึงโกรธจนแทบคลั่ง จ้องมองผมด้วยความเคียดแค้น
พอเหล่าวิญญาณหยุดพุ่งชน หลิวเฉิงก็ยิ้มร่าทันที พูดอย่างได้ใจว่า “ทรงภพ วิชาตื้นเขินของแกแค่นี้ทำอะไรหลงหยวนไม่ได้หรอก รีบถอดใจซะเถอะ”
ทรงภพโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เบนไปที่หลี่เหยียนซึ่งถูกมัดติดอยู่กับเสาอิฐและสลบไปแล้ว มุมปากพลันเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“หึหึ เกือบลืมไปเลย ฉันมีตัวประกันอยู่ในมือนี่นา!” พูดจบ ทรงภพก็แสยะยิ้มร้าย ใช้มีดสั้นจ่อที่ลำคอขาวผ่องของหลี่เหยียน
เขาออกแรงกดเบา ๆ มีดสั้นก็บาดผิวหนังของหลี่เหยียน เลือดสีแดงสดไหลออกมาทันที
เลือดสีแดงฉานตัดกับผิวขาวเนียนของหลี่เหยียนอย่างชัดเจน ดูแล้วน่าหวาดเสียว
เพื่อนหญิงสองคนที่สนิทกับหลี่เหยียนตกใจจนหน้าซีดเผือด ร้องกรี๊ดพลางปิดตา ไม่กล้ามองภาพนี้
ผมโกรธจัด กำหมัดแน่นตะโกนลั่น “หยุดนะ!”
“ไอ้สารเลว หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เจียงฮ่าวร้อนรนจนตาแดงก่ำ
“ทรงภพ ไอ้คนบ้า ฉันจะฆ่าแก!” หลิวเฉิงก็ด่ากราด
ปฏิกิริยาของพวกเราทำให้ทรงภพหัวเราะอย่างบ้าคลั่งยิ่งขึ้น “จะให้ฉันหยุดก็ได้ งั้นพวกแกก็เลิกใช้ค่ายกลซะ”
“ฝันไปเถอะ!” หลิวเฉิงสวนกลับทันที
แววตาของทรงภพเย็นชาลง ออกแรงที่มืออีกครั้ง “เชื่อไหม เดี๋ยวฉันจะปาดคอเธอเดี๋ยวนี้เลย”
“แก...”
ผมโกรธจนตัวสั่น กัดฟันจ้องทรงภพเขม็ง
ถ้าจะช่วยหลี่เหยียน เราต้องคลายค่ายกลแปดหยาง แต่ถ้าไม่มีค่ายกล วิญญาณนับร้อยย่อมทำให้ทุกคนกลายเป็นศพผีดิบของทรงภพอย่างแน่นอน
แต่ถ้าไม่คลายค่ายกล หลี่เหยียนก็ต้องตาย ชั่วขณะนั้นผมตัดสินใจไม่ถูกจริง ๆ
“ฉันจะนับถึงสาม ถ้าพวกแกยังไม่คลายค่ายกล ก็อย่าหาว่าฉันใจดำอำมหิต” ทรงภพยื่นคำขาดให้พวกเรา
“หนึ่ง”
“สอง”
เสียงของทรงภพก้องกังวานไปทั่วตึกร้าง แต่ละคำเหมือนค้อนหนัก ๆ ทุบลงกลางใจพวกเราทุกคน หัวใจผมเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาทางปาก ส่วนพวกหลิวเฉิงต่างมองมาที่ผมอย่างเคร่งเครียด รอให้ผมตัดสินใจ
ในขณะที่ทรงภพกำลังจะนับสาม ผมก็เห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นข้างหลังเขา ทำให้ผมโล่งอกทันที
“อ๊าก!”
ยันต์สีฟ้าแผ่นหนึ่งแปะลงบนศีรษะของทรงภพ ทรงภพแผดเสียงร้องโหยหวนออกมา ร่างกายพลันถูกเปลวไฟสีฟ้าลุกท่วม
ทรงภพร้องโหยหวนกลิ้งเกลือกไปกับพื้น ดูทรมานอย่างแสนสาหัส
และคนที่ทำเรื่องนี้ ก็คือจางเทียนหลิงที่หายตัวไปอย่างกะทันหันก่อนหน้านี้นั่นเอง
อาศัยจังหวะที่ทรงภพปล่อยวิญญาณออกมาสร้างความโกลาหล จางเทียนหลิงฉวยโอกาสแอบหนีออกไป หาจังหวะลอบโจมตีทรงภพจากด้านหลัง ดูจากตอนนี้ แผนการของเขาสำเร็จลุล่วงแล้ว
“ลำคอขาวผ่องน่าหลงใหลของคนสวยเหยียนแกยังกล้าลงมือ เป็นไอ้บ้าที่ไม่รู้จักถนอมบุปผาเอาซะเลย” จางเทียนหลิงมองทรงภพที่กลิ้งอยู่บนพื้นแล้วด่า
ฉากพลิกผันราวกับละครนี้ ทำให้ทุกคนตะลึงงัน ยังตั้งสติไม่ทันชั่วขณะ
พอตั้งสติได้ หลิวเฉิงก็ปรบมืออย่างตื่นเต้น ยกนิ้วโป้งให้จางเทียนหลิง “นักพรตลามก ทำดีมาก!”
ก่อนหน้านี้ผมเดาไว้แล้วว่าที่จางเทียนหลิงหายตัวไปกะทันหันต้องไม่ใช่การหนีแน่ แต่คงมีแผนอะไรบางอย่าง ไม้นี้ของเขานับว่าช่วยชีวิตพวกเราและหลี่เหยียนไว้ได้จริง ๆ
ในตอนนั้น เจ้าหน้าที่ที่กลายเป็นศพผีดิบก็พุ่งเข้าโจมตีจางเทียนหลิง จางเทียนหลิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ถีบมันกระเด็นออกไปทันที
จากนั้นก็เก็บมีดสั้นที่ตกอยู่บนพื้น ตัดเชือกที่มัดหลี่เหยียน แล้วแบกหลี่เหยียนวิ่งมาทางพวกเรา
การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วมาก ศพผีดิบตัวนั้นลุกขึ้นมาไล่กวดตามหลังเขามาติด ๆ
ส่วนวิญญาณเร่ร่อนที่เดิมทีถูกทรงภพควบคุม ในตอนนี้ก็หลุดจากการควบคุมแล้ว พากันส่งเสียงร้องประหลาดหนีกระเจิงไปคนละทิศละทาง
จางเทียนหลิงแบกหลี่เหยียนวิ่งเข้ามาในค่ายกลแปดหยาง ศพผีดิบตัวนั้นคิดจะตามเข้ามา แต่พริบตาเดียวก็ถูกเกราะป้องกันระฆังทองพลังหยางดีดกระเด็นออกไป
ค่ายกลแปดหยางเป็นค่ายกลพลังหยางบริสุทธิ์ บนตัวศพผีดิบไม่มีพลังหยางเลยแม้แต่น้อย ย่อมต้องถูกค่ายกลผลักดันออกไป ไม่เหมือนกับค่ายกลแผนผังไท่จี๋ที่ใช้เพื่อการป้องกันเพียงอย่างเดียวก่อนหน้านี้
“โอ๊ย นึกไม่ถึงว่าคนสวยเหยียนดูบอบบาง แต่ตัวหนักไม่ใช่เล่น” จางเทียนหลิงมาถึงข้างกายพวกเรา วางหลี่เหยียนที่แบกอยู่บนบ่าลงพลางหอบหายใจ
ผมใช้มือข้างหนึ่งประคองหลี่เหยียน อีกมือวางบนบ่าเขา กล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง “นักพรตจาง ดีนะที่คุณลงมือทันเวลา ขอบคุณมาก”
“เกรงใจไปแล้ว เป็นเรื่องที่ควรทำครับ” จางเทียนหลิงตอบ
ตอนนี้ เจียงฮ่าวกับเพื่อนสนิทของหลี่เหยียนอีกสองสามคนก็เข้ามารุมล้อม
“พี่หลี่ เสี่ยวเหยียนไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?” เจียงฮ่าวมองหลี่เหยียนที่หน้าซีดเผือดด้วยความสงสาร
ผมบอกว่าแผลที่คอของหลี่เหยียนตื้นมาก ไม่เป็นไรหรอก จากนั้นก็แปะยันต์พิทักษ์วิญญาณลงบนตัวเธอ เพื่อรักษาวิญญาณของเธอให้มั่นคง
ทันใดนั้น เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้น
เห็นว่าทรงภพลุกขึ้นจากพื้น เปลวไฟสีฟ้าบนตัวก็มอดดับไปแล้ว