- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 286 เสี่ยวไป๋
บทที่ 286 เสี่ยวไป๋
บทที่ 286 เสี่ยวไป๋
กลับมาถึงวิลล่า พอจางเทียนหลิงเห็นหลี่เหยียนก็ทักทายอย่างร้อนแรงทันที “น้องเหยียน สองสามวันไม่เจอหน้ายิ่งสวยขึ้นเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าผู้ถือศีลคิดถึงเหลือเกิน!”
ความทรงจำที่หลี่เหยียนมีต่อเขายังคงหยุดอยู่ที่ภาพลักษณ์ของนักพรตลามก เธอจึงเพียงแค่พยักหน้าให้เขาอยู่ไกล ๆ
“น้องเหยียนจะทำตัวห่างเหินไปทำไม ผมไม่ใช่คุณลุงประหลาด ๆ สักหน่อย มามะ ข้าพเจ้าผู้ถือศีลจะดูลายมือให้เธอฟรี ๆ” จางเทียนหลิงเผยรอยยิ้มที่คิดว่าตัวเองหล่อเหลาออกมา คิดจะเดินเข้าไปหาหลี่เหยียน
เขากลับไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของตัวเองมีเลศนัยมากขนาดไหน ให้ความรู้สึกเหมือนคุณลุงประหลาด ๆ นั่นจริง ๆ
หลี่เหยียนตกใจ รีบโบกมือปัด “ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร ฉันไม่ดูลายมือ”
ผมพูดกับเขาอย่างไม่สบอารมณ์ว่าอย่าก่อเรื่อง “พอได้แล้ว อย่าแกล้งเธอ”
“น้อยเหยียนจื่อ อย่าไปสนใจนักพรตลามกนี่เลย” หลิวเฉิงก็พูดขึ้นมาข้าง ๆ
“พี่ ฉันกลับห้องพักผ่อนก่อนนะ” หลี่เหยียนพูดกับผมจบ ก็รีบหันหลังขึ้นไปบนตึกกลับห้องไป
เจ้าจางเทียนหลิงนี่ยังหน้าไม่อายโบกมือให้เธอ “คนสวย บ๊ายบาย!”
ผมขี้เกียจจะสนใจเขา บอกให้เขากับหลิวเฉิงรีบกลับห้องพักผ่อน จากนั้นก็กลับห้องไปเช่นกัน
พอกลับมาถึงห้อง ผมก็วิดีโอคอลคุยกับจ้าวอี้เฟยในวีแชต ไม่ได้เจอกันนาน พอเห็นท่าทางที่มีเสน่ห์ของเธอในวิดีโอ ความคิดถึงที่ผมมีต่อเธอก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไม่น้อย
พวกเราสองคนคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง อารองก็โทรศัพท์เข้ามาพอดี
“อี้เฟย อารองโทรมาหาฉัน เดี๋ยววางสายก่อนนะ ไว้มีเวลาฉันจะโทรหาเธอใหม่” ผมพูดกับเธอด้วยสีหน้าขอโทษ
“อื้ม” จ้าวอี้เฟยไม่ได้โกรธ เผยรอยยิ้มหวาน ๆ โบกมือลาผม จากนั้นก็วางสายวิดีโอไป
รอจนเธอวางสายวิดีโอแล้ว ผมถึงกดรับโทรศัพท์ของอารอง
ผมสงสัยอยู่บ้าง ถามเขาว่าทำไมถึงโทรหาผมดึกขนาดนี้
“หลงหยวน อาได้ยินมาว่าช่วงนี้เธอไปข้องเกี่ยวกับพานกั๋วซินเหรอ?” ในโทรศัพท์มีเสียงของอารองดังขึ้นมา
ไม่คิดว่าเพื่อเรื่องนี้ อารองจะโทรหาผมด้วยตัวเอง
“ครับ พวกเราเพิ่งจะกินข้าวด้วยกันเสร็จ” ผมตอบกลับ
จากนั้นก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังโดยไม่ได้ปิดบัง หลังจากอารองฟังจบก็เงียบไปครู่หนึ่ง
หลังจากนั้น เขาถึงได้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลงหยวน เรื่องราวมีที่มาที่ไปอาเข้าใจได้ แต่หลังจากเรื่องคลี่คลายแล้ว อาหวังว่าเธอจะไม่ไปสุงสิงกับพานกั๋วซินมากเกินไป อยู่เมืองเจียงเป่ยมาหลายปี อาก็พอจะรู้จักคนอย่างเขาอยู่บ้าง เขาไม่ใช่คนดีอะไร การไปข้องเกี่ยวกับเขามากเกินไป ไม่มีประโยชน์อะไรกับเธอเลย”
อารองบอกผมว่า ถึงแม้ว่าเขาจะสร้างเนื้อสร้างตัวมาจากคนตัวเล็ก ๆ ในเมืองเจียงเป่ยเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าตัวเองไม่ละอายใจต่อฟ้าดิน ไม่เคยทำเรื่องอะไรที่เลวร้าย แต่พานกั๋วซินไม่เหมือนกัน ชื่อเสียงของเขาในเมืองเจียงเป่ยไม่ดีเลย ผู้คนไม่น้อยต่างก็เคารพแต่ไม่ขอเข้าใกล้
“ผมเข้าใจครับ จากลักษณะใบหน้าของเขาก็พอจะมองออกอยู่บ้าง ว่าคนคนนี้เก็บความรู้สึกเก่งมาก ไม่ควรที่จะคบหาลึกซึ้ง” ผมเข้าใจความกังวลของอารองดี จึงตอบกลับไป “ผมก็ไม่ได้คิดจะคบหาลึกซึ้งกับเขาอยู่แล้ว รอพรุ่งนี้ช่วยเขาจัดการเรื่องรอยสักมังกรยักษ์เป็นครั้งสุดท้าย คิดว่าผมกับเขาก็คงจะไม่มีเรื่องต้องมาข้องเกี่ยวอะไรกันมากอีกแล้วครับ”
“ในเมื่อเธอเข้าใจ งั้นอาก็วางใจแล้ว” อารองวางใจลงไปบ้างเล็กน้อย
ผมถามเขาว่าทางฝั่งพื้นที่โรงงานเหมืองแร่เป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าสองวันนี้เริ่มกลับมาดำเนินการแล้ว อีกไม่กี่วันก็ไม่ต้องไปนั่งเฝ้าอยู่ที่นั่นต่อ
“งั้นก็ดีแล้วครับ อารองเองก็ควรพักผ่อนเร็ว ๆ เหมือนกัน อย่าหักโหมเกินไปนะครับ” ผมกำชับ
“ฮะ ๆ อารู้ขอบเขตดี เอาล่ะ ไม่เช้าแล้ว หลานก็พักผ่อนเถอะ”
พูดจบ ผมกับอารองก็วางสายโทรศัพท์
หลังกดวางโทรศัพท์มือถือ ผมก็ลุกไปอาบน้ำ จากนั้นกลับมานั่งขัดสมาธิบนเตียง เริ่มบำเพ็ญเพียร ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’
เช้าวันต่อมา ผมยังคงอยู่ในห้วงความฝัน ทันใดนั้นก็รู้สึกคันยุบยิบที่แก้ม เหมือนกับมีอะไรบางอย่างกำลังเลียแก้มของผมอยู่
ผมตกใจมาก รีบลืมตาขึ้นทันที
พอลืมตาขึ้น ก็เห็นจิ้งจอกน้อยสีขาวราวกับหิมะตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนหมอน จ้องมองผมด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
จิ้งจอกน้อยส่ายหางไปมา ขนาดตัวเท่าฝ่ามือเท่านั้น เหมือนกับลูกแมวตัวน้อย น่ารักอย่างยิ่ง
เมื่อครู่ ก็คือมันที่กำลังเลียแก้มของผมอยู่
“แกออกมาได้ยังไง?” ผมตกใจ รีบถอยไปอยู่ข้าง ๆ อย่างระแวดระวังอยู่บ้าง
เสิ่นหนิงซวงปล่อยปีศาจจิ้งจอกหกหางออกมาจากจี้หยกได้ยังไง?
ปีศาจจิ้งจอกหกหางเอียงหัวเล็ก ๆ ดูเหมือนจะไม่เข้าใจที่ผมระแวดระวังมันมาก ในแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ถึงแม้ว่าปีศาจจิ้งจอกหกหางในตอนนี้จะมีเพียงหางเดียว น่ารักเหมือนลูกแมวตัวน้อย แต่มันก็เคยเป็นถึงราชาปีศาจที่ดุร้ายตนหนึ่ง ในใจย่อมต้องมีอคติอยู่บ้าง
“เสิ่นหนิงซวง คุณปล่อยมันออกมาได้ยังไง?” ผมรีบเรียกเสิ่นหนิงซวง
ไม่นาน เสิ่นหนิงซวงถึงได้ตอบกลับมา “มันอยากวิ่งออกไปเอง ไม่เกี่ยวกับข้า อีกอย่างมันเป็นสิ่งมีชีวิต ออกไปสูดอากาศบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิดอันใด”
“นี่…”
“ทำไม หรือว่าเจ้าจะกลัวมัน?” เสิ่นหนิงซวงถาม
แน่นอนสิ ตอนอยู่ที่พื้นที่โรงงานเหมืองแร่ผมเกือบจะถูกมันฆ่าตายอยู่แล้ว ไม่กลัวสิแปลก
“ตอนนี้มันเป็นปีศาจที่เจ้าหลอมเลี้ยงแล้ว ก่อนที่พลังจะฟื้นฟูกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ในสายตาของมันเจ้าก็คือผู้เป็นนาย เจ้ามีอะไรต้องกลัว” เสิ่นหนิงซวงไม่ใส่ใจ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
จากนั้นเธอก็พูดต่อ “ฉวยโอกาสตอนนี้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับมันไว้ซะ ภายภาคหน้าไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องช่วยเจ้าได้เป็นแน่”
ผมมองปีศาจจิ้งจอกที่ทำหน้าตาน่ารักอยู่ตรงข้าม ลองกวักมือเรียกมันดู ไม่คิดว่ามันจะวิ่งเข้ามาหาผมจริง ๆ แถมยังคลอเคลียบนตัวผมอย่างสนิทสนมเหมือนกับลูกแมวไม่มีผิด
สิ่งมีชีวิตที่นุ่มนิ่มน่ารักขนาดนี้ ใครจะไปต้านทานไหว ผมไม่กลัวอีกต่อไป ยื่นมือไปลูบหัวมัน
“ในเมื่อแกเป็นสัตว์ปีศาจที่ฉันหลอมเลี้ยงแล้ว งั้นต่อไปฉันจะตั้งชื่อให้ก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นจะเรียกแกว่าปีศาจจิ้งจอกตลอดก็ไม่เหมาะ” ผมพูด จากนั้นก็เริ่มคิดว่าควรจะตั้งชื่ออะไรให้มันดี
ดูเหมือนมันจะฟังคำพูดของผมเข้าใจ เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสีหน้าคาดหวัง ส่ายหางไปมาไม่หยุด
“หรือว่าจะเรียกแกว่าเสี่ยวไป๋ดีล่ะ เรียบง่ายดีนะ” ผมคิดอยู่หลายชื่อก็รู้สึกว่าไม่เหมาะทั้งหมด สุดท้ายจึงพูดชื่อนี้ขึ้น
พอได้ยินชื่อของตัวเอง ดูเหมือนมันจะดีใจมาก กระโดดไปมาอยู่บนเตียงท่าทางน่ารักอย่างยิ่ง
“ฮะ ๆ เสี่ยวไป๋มานี่” ผมยิ้มเล็กน้อย เรียกให้มันเข้ามา
มันวิ่งมาอยู่ตรงหน้าผมอย่างรวดเร็วและว่าง่าย จากนั้นก็กระโดดเข้ามาในอ้อมกอดของผม ผมเล่นกับมันอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง พอได้เวลาสมควรแล้ว ผมก็ให้มันกลับเข้าไปในจี้หยกเอง
หลังจากเสี่ยวไป๋กลายร่างเป็นแสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในจี้หยก ผมก็ลงจากเตียงไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ ผมก็ลงไปข้างล่างปลุกหลิวเฉิงกับจางเทียนหลิง รอจนทั้งสองคนจัดการตัวเองเสร็จ พวกเราก็กินอะไรกันง่าย ๆ แล้วขับรถไปหาพานกั๋วซินกับกัวตง
เมื่อครู่กัวตงส่งที่อยู่ร้านสักมาให้ผมแล้ว ผมให้หลิวเฉิงเปิดระบบนำทางไป
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเราก็มาถึงร้านสัก นี่เป็นร้านที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ร้านหนึ่ง พานกั๋วซินกับกัวตงรอพวกเราอยู่ในร้านแล้ว
พอเข้าไป ทั้งสองคนก็ทักทายพวกเราอย่างเกรงใจ
พานกั๋วซินดูมีสภาพจิตใจดีกว่าเมื่อวานไม่น้อย ผมเอ่ยปากถามเขา “เถ้าแก่พาน เมื่อคืนรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
“ปรมาจารย์หลี่เก่งกาจจริง ๆ เมื่อคืนเป็นคืนที่ผมนอนหลับได้ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตื่นมาฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว” พานกั๋วซินดีใจอย่างยิ่ง ยิ้มพลางขอบคุณผม
ผมพยักหน้า บอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี งั้นตอนนี้ก็สามารถเริ่มเตรียมการซ่อมแซมรอยสักได้
เถ้าแก่ร้านสักเป็นผู้ชายทันสมัยอายุยี่สิบกว่าปีคนหนึ่ง ชื่อสวี่รั่ว ย้อมผมสีแดง บนหูเจาะต่างหูไว้ไม่น้อย บนตัวก็มีรอยสักไม่น้อยเช่นกัน
“ท่านพาน ปรมาจารย์หลี่ พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะครับ เดี๋ยวปรมาจารย์หลี่ค่อยบอกผมว่าต้องซ่อมแซมยังไงบ้าง” สวี่รั่วเชิญพวกเราเข้าไปในห้องสัก
ดูท่าว่าก่อนที่พวกเราจะมา พานกั๋วซินกับกัวตงคงจะอธิบายสถานการณ์ให้เขาฟังแล้ว
หลังจากเข้าไปในห้องสัก พานกั๋วซินก็ถอดเสื้อนอกของตัวเองออก เผยให้เห็นรอยสักมังกรยักษ์บนร่าง
ผมยื่นมือไปดึงยันต์สะกดอัปมงคลที่แปะอยู่ตรงหัวมังกรออก จากนั้นก็ให้สวี่รั่วเริ่มลงมือ
“เติมเต็มทุกส่วนบนตัวมังกรที่ถูกรอยแผลเป็นทำลายไป จำไว้ว่า จะต้องไม่แตกต่างจากรอยสักเดิมจนเกินไป” ผมกำชับเขา
เขาสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็บอกว่าตัวเองรู้แล้วว่าต้องซ่อมแซมอย่างไร
พูดพลาง เขาก็หยิบเครื่องมือขึ้นมา เตรียมจะเริ่มซ่อมแซมจากรอยแผลเป็นตรงดวงตามังกร
ทว่า ในตอนที่เขาเพิ่งจะสัมผัสโดนดวงตามังกร บนรอยสักมังกรยักษ์ก็พลันแผ่ไอพลังที่ดุร้ายสายหนึ่งออกมา ทั่วทั้งห้องสักมีเสียงมังกรคำรามดังสนั่นหวั่นไหว!