- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 284 พานกั๋วซิน
บทที่ 284 พานกั๋วซิน
บทที่ 284 พานกั๋วซิน
พานกั๋วซินมีท่าทีของลูกพี่ใหญ่มาก ถึงแม้เขาจะสุภาพเกรงใจพวกเรา แต่ไอพลังบนร่างกลับแข็งแกร่งมาก
ผมเดาว่าตอนหนุ่ม ๆ พานกั๋วซินคงจะคลุกคลีอยู่ในวงการนักเลง แต่โชคดีที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ ภายหลังถึงได้มาเป็นเถ้าแก่
คนแบบเขา ไม่นับว่าเป็นคนดีอะไรแน่นอน แต่ผมรับผิดชอบแค่เรื่องจัดการวิญญาณชั่วร้ายสิ่งอัปมงคลที่ทำร้ายคนเท่านั้น เรื่องอื่นผมไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว
อีกอย่าง คิดว่าหลังจากครั้งนี้ ระหว่างผมกับพานกั๋วซินก็คงจะไม่มีเรื่องต้องมาข้องเกี่ยวอะไรกันมากอีก
“เรื่องราวความเป็นมาผมได้ยินจากปากของกัวตงหมดแล้ว ปรมาจารย์หลี่อายุน้อย ๆ ก็มีความสามารถขนาดนี้ ช่างทำให้ผมเลื่อมใสจริง ๆ” พานกั๋วซินยังคงพูดจาเกรงใจกับผมต่อ เป็นการยกยออย่างมาก
ผมเพียงแค่ยิ้ม ๆ พยักหน้าเล็กน้อย “เถ้าแก่พานเกรงใจเกินไปแล้วครับ”
“เฮะ ๆ พี่หลี่คุณจะถ่อมตัวไปทำไม เรื่องกำจัดผีเด็กอาถรรพ์อำมหิตมารดรบุตร คุณมีคุณความดีมากที่สุดจริง ๆ” เจ้าจางเทียนหลิงนั่นยิ้มกว้างพูดแทรกขึ้นมาจากข้าง ๆ
พวกพานกั๋วซินกับกัวตงก็หัวเราะผสมโรง บอกว่าจางเทียนหลิงพูดถูกแล้ว
“ตรงนี้ไม่เหมาะจะคุยกันนาน ปรมาจารย์หลี่พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ” พานกั๋วซินส่งสัญญาณให้พวกเราเข้าไปคุยกันในห้องส่วนตัวของภัตตาคาร
พวกเราทั้งกลุ่มจึงเดินทางมายังห้องส่วนตัวสุดหรูบนชั้นสูงสุดของภัตตาคาร พื้นที่ห้องส่วนตัวไม่เล็กเลย ยังมีห้องชงชาและห้องเล่นไพ่หมากรุก และนอกหน้าต่างของห้องส่วนตัวก็สามารถชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองเจียงเป่ยได้อย่างชัดเจน บรรยากาศดีมาก
“นักพรตลามก สามวันนี้สุขสบายจริง ๆ เลยนะ ไม่โผล่หน้ามาเลยแม้แต่นิด คนไม่รู้ก็นึกว่านายอาศัยอยู่ที่ศูนย์อาบอบนวดแล้ว” พอเข้ามาในห้องส่วนตัว หลิวเฉิงก็กระซิบหยอกล้อจางเทียนหลิงที่อยู่ข้าง ๆ
จางเทียนหลิงกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แกล้งไอออกมาทีหนึ่ง จากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่หลิว พูดแบบนี้ไม่ถูกนะ นี่ผมไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะทำให้น้ำใจของเถ้าแก่พานกับผู้จัดการกัวเสียเปล่าหรอกเหรอ ถ้าพวกเราไม่ไว้หน้าพวกเขาเลย พวกเขาคงจะคิดว่าพวกเราไม่พอใจอะไรพวกเขา ในเมื่อคุณกับพี่หลี่ต่างก็ไม่สะดวก งั้นผมก็ทำได้เพียงฝืนใจรับภารกิจที่ลำบากนี้ไว้”
“ถุย เสพสุขล่ะไม่ว่า ยังจะมาภารกิจที่ลำบากอีก” หลิวเฉิงทำหน้าดูถูก
จางเทียนหลิงนี่ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ ยังหาเหตุผลที่ฟังดูดีขนาดนี้มาแก้ต่างให้ตัวเองอีก คราวนี้หลิวเฉิงก็ถือว่าเจอมวยถูกคู่ในเรื่องความหน้าหนาแล้ว
“นักพรตจาง ถึงแม้ว่าคุณจะมีเหตุผลจำเป็นจริง ๆ แต่ในฐานะผู้ใช้วิชาคุณก็น่าจะเข้าใจความสำคัญของจิงชี่ รู้จักยับยั้งชั่งใจบ้างน่าจะดีกว่านะ” ผมเอ่ยปากแนะนำ
พรสวรรค์ของเขาไม่เลว ผมไม่อยากเห็นเขาจมปลักอยู่กับเรื่องผู้หญิง จนส่งผลกระทบต่อเส้นทางของผู้ใช้วิชาในอนาคต
“พี่หลี่พูดถูกอย่างยิ่ง ผมย่อมต้องระวังอยู่แล้ว” จางเทียนหลิงรีบตอบกลับ
ถึงแม้ปากเขาจะพูดแบบนั้น แต่สีหน้ากลับดูสบาย ๆ เหมือนกับไม่ได้ใส่ใจ ผมก็ไม่อยากจะพูดอะไรมากอีก
ในตอนนี้ พานกั๋วซินบอกว่าอาหารยังไม่เสร็จ เชิญพวกเราไปดื่มชาพูดคุยกันที่ห้องชงชาก่อน
พวกเราสองสามคนมาถึงห้องชงชาและนั่งลง กัวตงก็อาสาชงชาให้พวกเรา
พานกั๋วซินชวนพวกเราคุย จางเทียนหลิงคุยกับเขาอย่างออกรส ไม่นานหลิวเฉิงก็เข้าร่วมวงด้วย ทั้งสามคนพูดคุยกันไม่หยุด ผมนั่งดื่มชาอยู่ข้าง ๆ พูดแทรกขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว
ในสถานการณ์ที่คล้ายกับการรับรองแขกแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลิวเฉิงหรือจางเทียนหลิง เห็นได้ชัดว่าคล่องแคล่วกว่าผมมาก
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มีพวกเขาสองคนอยู่ ผมก็ไม่ต้องปวดหัวว่าจะรับมืออย่างไร
ระหว่างนั้น ผมก็ถามกัวตงว่าปัญหาทางฝั่งเถ้าแก่ฉินจัดการไปถึงไหนแล้ว
เขาบอกผมว่า หลังจากที่พานกั๋วซินกลับมา ก็ไปออกหน้าจัดการเรื่องทางฝั่งตระกูลฉินด้วยตัวเอง ตอนนี้ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรแล้ว
ดูท่าว่าความสามารถของพานกั๋วซินจะไม่ธรรมดา จัดการเรื่องของเถ้าแก่ฉินได้รวดเร็วขนาดนี้ ถึงอย่างไรวันนั้นเมื่อดูจากท่าทีของชายสวมสูทแล้ว ตระกูลฉินก็ไม่ใช่คนที่ยุ่งเกี่ยวด้วยง่าย ๆ
ไม่นาน ก็มีพนักงานของภัตตาคารมาบอกพวกเราว่าอาหารเสิร์ฟครบหมดแล้ว เชิญพวกเราไปที่โต๊ะอาหารได้
ระหว่างกินข้าว พานกั๋วซินก็ให้คนไปเอาเหล้าขาวชั้นดีมาหลายขวด ดื่มอวยพรพูดคุยกับพวกเราอย่างสนุกสนาน
เห็นได้ชัดว่า เขาตั้งใจที่จะผูกมิตรกับพวกเรา สร้างความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกัน
แต่คนที่มีเบื้องหลังซับซ้อนอย่างพานกั๋วซิน ผมไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวด้วยมากนัก ทุกครั้งที่เขาพยายามตีสนิทชวนผมดื่ม ผมก็เพียงแค่รับมืออย่างเรียบง่ายเฉยเมย
หลิวเฉิงกับจางเทียนหลิงต่างก็เข้าใจความคิดของผม จึงผลัดกันเป็นฝ่ายชวนเขาดื่มแทน
ไม่นาน เหล้าขาวหลายขวดก็พร่องไปกว่าครึ่ง
ในระหว่างนี้ ผมสังเกตเห็นว่าสีหน้าและท่าทางของพานกั๋วซินดูเหมือนจะแปลก ๆ อยู่บ้าง บนตัวก็แผ่ไอพลังที่แปลกประหลาดสายหนึ่งออกมาพร้อมกัน
พอดื่มเหล้าลงไปอีกจอก บนใบหน้าของเขาก็มีเหงื่อผุดออกมาทันที จากนั้นก็ใช้กระดาษเช็ดเหงื่อไม่หยุด
ท่าทางแบบนี้ไม่เหมือนคนเมา ยิ่งไปกว่านั้นหลิวเฉิงยังไม่เมาเลย ด้วยประสบการณ์และตำแหน่งของพานกั๋วซิน เขาจะต้องคอแข็งไม่น้อยแน่
“เถ้าแก่พาน ช่วงนี้คุณรู้สึกร่างกายไม่ค่อยสบายบ่อย ๆ หรือเปล่าครับ?” ผมขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
พานกั๋วซินโยนกระดาษที่ใช้เช็ดเหงื่อในมือทิ้ง พยักหน้า “ก็มีบ้างครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายุมากขึ้นหรือเปล่า ช่วงนี้มักจะรู้สึกอ่อนแรง กลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ”
“ท่านพาน คุณก็แค่ทำงานหนักเกินไป ต่อไปมีเรื่องอะไรก็มอบหมายให้ลูกน้องอย่างพวกเราไปทำเถอะครับ” กัวตงรีบพูดแทรก แสดงความเป็นห่วง
ปกติผมจะไม่ถามเรื่องแบบนี้โดยไม่มีเหตุผล หลิวเฉิงตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง
“หลงหยวน หรือว่าเถ้าแก่พานจะมีปัญหา?” หลิวเฉิงถามผมในทันที
เจ้าหมอนี่สมกับเป็นเพื่อนที่ผ่านเรื่องต่าง ๆ มากับผม เข้าใจผมดีจริง ๆ
คนอื่น ๆ สองสามคนต่างก็รีบหันมามองผม
“จริงครับ ผมรู้สึกว่าสภาพร่างกายของเถ้าแก่พานดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกต้องนัก” ผมไม่ปิดบัง พูดออกไปตรง ๆ
พานกั๋วซินชะงักไป ทันใดนั้นกัวตงที่อยู่ข้าง ๆ ก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบพูดว่า “วันนี้ผมกับท่านพานไปหาทรงภพที่ถูกขังไว้ ตอนที่กำลังจะกลับ เขาบอกว่าท่านพานกำลังจะอายุสั้น เดิมทีนึกว่าเขาแค่แกล้งทำเป็นลึกลับ ขู่พวกเรา หรือว่า...”
เขามองไปทางพานกั๋วซิน ไม่กล้าพูดต่อ
สีหน้าของพานกั๋วซินก็เคร่งขรึมลง เอ่ยปากถามผมว่าหรือเขาจะอายุสั้นจริง ๆ?
ผมประหลาดใจอยู่บ้าง เพราะมองออกจริง ๆ ว่าบนร่างของพานกั๋วซินมีปัญหาอยู่ แต่ดูเหมือนจะไม่ร้ายแรงเท่าที่ทรงภพพูด หรือว่าผมจะมองข้ามอะไรไป?
“พี่หลี่ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?” จางเทียนหลิงก็งุนงง เอ่ยปากถามผม
ตอนนี้เพราะอาการบาดเจ็บ ประสาทสัมผัสที่ผู้ใช้วิชาควรจะมีจึงลดลงไปไม่น้อย ประกอบกับอาการของพานกั๋วซินก็เพิ่งจะปรากฏขึ้นกะทันหัน แถมยังอ่อนมาก การที่เขาไม่ทันสังเกตก็ไม่แปลก
ผมไม่พูดอะไร ตั้งใจพิจารณาพานกั๋วซินอย่างละเอียด ไม่นานสายตาของผมก็จับจ้องไปที่บริเวณหน้าอกของพานกั๋วซิน
เพราะดื่มเหล้าจนเหงื่อออก เขาจึงปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ดบน เผยให้เห็นผิวหนังบริเวณหน้าอก ผมถึงพบว่าบนตัวเขามีรอยสัก
“เถ้าแก่พาน รอยสักบนตัวคุณคืออะไรเหรอครับ?” ผมถามขึ้นทันที
พานกั๋วซินบอกว่าตอนหนุ่ม ๆ เขาเคยหาคนสักลายมังกรไว้บนตัว
“ถ้าไม่รังเกียจ พอจะถอดเสื้อให้ผมดูหน่อยได้ไหมครับ” ผมรู้สึกว่าสถานการณ์ของพานกั๋วซิน อาจจะเกี่ยวข้องกับรอยสักมังกรบนตัวเขา
พานกั๋วซินก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกขึ้นถอดเสื้อ โชว์รอยสักบนตัวให้พวกเราดู
เห็นเพียงบนตัวเขาสักลายมังกรยักษ์ตัวหนึ่ง หางมังกรเริ่มจากช่วงเอวพันรอบร่างกายส่วนบนของเขาทั้งหมด สุดท้ายหัวมังกรก็อยู่ตรงตำแหน่งหัวไหล่พอดี
“เชี่ย รอยสักโครตเท่!” หลิวเฉิงจ้องมองรอยสักบนร่างของพานกั๋วซิน อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
ในตอนนี้ จางเทียนหลิงก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในที่สุด ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เท่ก็เท่อยู่ แต่นี่กลับเป็นมังกรดุร้าย! แถมดวงชะตาของคุณกำลังถูกมันกดข่มทีละน้อย อีกไม่นานมันก็จะกลายเป็นผู้ควบคุม มิน่าล่ะทรงภพถึงได้บอกว่าคุณอายุสั้น เขานี่ตาแหลมจริง ๆ”
พอได้ยินแบบนี้ พานกั๋วซินกับกัวตงก็รีบร้อนขึ้นมาทันที ในแววตาฉายแววตื่นตระหนกอยู่บ้าง
“จริงเหรอ? ก็แค่รอยสัก จะคร่าชีวิตคนได้ด้วยเหรอ?” หลิวเฉิงไม่ค่อยอยากจะเชื่อ พูดขึ้น
“อย่าดูถูกรอยสัก โดยเฉพาะรอยสักมังกรที่ใหญ่ขนาดนี้ เรื่องที่ต้องใส่ใจก็ยิ่งมีมาก” ผมทำหน้าจริงจัง พูดช้า ๆ
โดยทั่วไปแล้วรอยสักก็คือลักษณะอย่างหนึ่ง ถ้าพูดในทางไสยศาสตร์ ก็ยิ่งเป็นลักษณะที่สำคัญอย่างยิ่ง
รอยสักบางอย่าง สักได้ดีก็จะช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายเรียกโชคลาภ เสริมดวงชะตา แต่ถ้าหากควบคุมได้ไม่ดี ก็จะกลายเป็นขับไล่โชคลาภเรียกสิ่งชั่วร้าย ร้ายแรงถึงขั้นทำให้เกิดภัยพิบัติบาดเจ็บสาหัสได้