- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 276 ศพผีดิบ
บทที่ 276 ศพผีดิบ
บทที่ 276 ศพผีดิบ
“เถ้าแก่ฉิน ในที่สุดพวกเราก็หาคุณจนเจอ” ชายสวมสูทสีหน้ายินดี ไม่สนใจคำเตือนของผมกับจางเทียนหลิง กลับยังคิดจะพาคนเดินเข้าไปหาเถ้าแก่ฉินที่กลายเป็นศพผีดิบไปแล้ว
ผมตกใจมาก รีบตะโกนห้ามอีกครั้ง “อย่าเข้าไป!”
แต่ชายสวมสูทไม่สนใจผมเลยแม้แต่น้อย ผมปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
“ไม่เห็นรึไงว่าเถ้าแก่ฉินเดินไม่ไหวแล้ว ยังไม่รีบเข้าไปประคองอีก” เขากระทั่งยังสั่งให้ลูกน้องสองคนวิ่งเข้าไปประคองเถ้าแก่ฉินที่ท่าทางแปลกประหลาด
พอเห็นเถ้าแก่ฉิน พวกเขาก็ลืมไปหมดสิ้นว่าพวกเรากำลังจะต้องเจอกับอะไร ผู้ชายสองคนนั้นวิ่งไปถึงข้าง ๆ เถ้าแก่ฉินแล้ว
โอกาสที่จะเอาใจเจ้านายแบบนี้ พวกเขาไม่มีทางปล่อยไปแน่
“เถ้าแก่ คุณไม่เป็นอะไรนะครับ?” ชายสองคนเพิ่งจะยื่นมือคิดจะประคองเถ้าแก่ฉิน ก็ถูกเถ้าแก่ฉินบีบคอไว้ในทันใด
เถ้าแก่ฉินใช้มือข้างหนึ่งบีบคอคนคนหนึ่งไว้ กลับใช้มือเดียวหิ้วคนทั้งสองลอยขึ้นจากพื้นได้ ผู้ชายสองคนนั้นอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก ดิ้นรนจนหน้าแดงก่ำ
ในที่สุดพวกชายสวมสูทก็หยุดฝีเท้าลง มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นตระหนก
และในตอนนี้ เถ้าแก่ฉินก็ค่อย ๆ เงยหน้าที่ก้มอยู่ขึ้นมา เห็นเพียงบนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีเขียวที่เหมือนไส้เดือน สีหน้าเฉยเมย ในเบ้าตาดำมืดสนิท ไม่มีตาขาวเหลืออยู่เลย
ท่าทางของเขาในตอนนี้ ต่อให้เป็นคนที่โง่เขลาที่สุดก็ย่อมรู้แล้วว่าเขามีปัญหา
“ถะ เถ้าแก่ฉิน คุณ…” ชายสวมสูทมองเถ้าแก่ฉินอย่างหวาดผวา อดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปหลายก้าว
หลิวเฉิงหัวเราะเยาะ พูดอย่างสมน้ำหน้า “สมควรแล้ว ใครใช้ให้พวกแกไม่เชื่อฟังเอง”
“ปรมาจารย์หลี่ เถ้าแก่ฉินเป็นอะไรไปเหรอครับ?” กัวตงประหม่าอย่างยิ่ง รีบร้อนถามผม
ผมทำหน้าขรึม บอกพวกเขาว่าเถ้าแก่ฉินตรงหน้าถูกคนหลอมสร้างจนกลายเป็นศพผีดิบไปแล้ว ไม่ใช่คนอีกต่อไป
“ศะ ศพผีดิบ!?” ทุกคนตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี
หนึ่งคือรู้สึกน่ากลัว สองคือตกใจที่เถ้าแก่ฉินไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว
“ปรมาจารย์หลี่ ศพผีดิบนี่มันคืออะไรกันแน่ เถ้าแก่ฉินยังพอมีทางช่วยไหมครับ?” ชายสวมสูทพาคนถอยกลับมาแล้ว ถามผมอย่างร้อนใจ
ผมกับจางเทียนหลิงมองหน้ากัน จากนั้นต่างก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ “ช่วยกลับมาไม่ได้แล้วครับ”
ที่เรียกว่าศพผีดิบ ก็คือการทรมานคนจนใกล้จะตาย แล้วฉวยโอกาสยัดวิญญาณชั่วร้ายที่เตรียมไว้เข้าไปในร่างของคนคนนั้นในทันที ให้วิญญาณชั่วร้ายกัดกินดวงวิญญาณในร่างกาย จากนั้นก็ค่อย ๆ กัดกร่อนจั้งทั้งห้าและฝู่ทั้งหก จนกระทั่งวิญญาณชั่วร้ายกับคนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยสมบูรณ์
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนคนนั้นก็จะกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งคนไม่ใช่ทั้งผีโดยสิ้นเชิง คล้ายคลึงอยู่บ้างกับเจียงซือ (ผีดิบจีน) ที่มักจะพูดถึงกันในประเทศของพวกเรา แต่กลับคล่องแคล่วกว่าเจียงซือทั่วไปอยู่ไม่น้อย ร่างกายไม่ได้แข็งทื่อ พูดได้เลยว่า ศพผีดิบรับมือได้ยากกว่าเจียงซือทั่วไป
วิญญาณชั่วร้ายที่ถูกยัดเข้าไปในร่างกายยิ่งแข็งแกร่ง พลังของศพผีดิบตนนั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
พอกลายเป็นศพผีดิบ นั่นก็หมายความว่าดวงวิญญาณของคนได้ถูกวิญญาณชั่วร้ายกัดกินไปแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะฟื้นกลับคืนมา
“วิชามารแบบนี้แพร่หลายอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับผีเด็กที่ลี่ลี่เลี้ยงไว้ เกรงว่าผู้ใช้วิชาที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังลี่ลี่คนนั้นคงจะมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จางเทียนหลิงวิเคราะห์ สีหน้าเคร่งขรึม
“ศพผีดิบเป็นไสยศาสตร์มนตร์ดำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จริง ๆ ครับ เมื่อก่อนตอนที่ผมเป็นทหารรับจ้างอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยเจอสิ่งที่เรียกว่าศพผีดิบแบบนี้ในภารกิจครั้งหนึ่ง พวกเราบาดเจ็บล้มตายกันไปมาก ผมก็ไม่อยากจะนึกถึงเรื่องในตอนนั้นอีก” ในแววตาของฮั่วเหวินเฉินฉายแววหวาดกลัว ไม่อยากจะรื้อฟื้นความทรงจำมากนัก
ชายสวมสูทพอฟังคำพูดของพวกเราจบ สีหน้าก็ซีดเผือด ลนลานทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เถ้าแก่ฉินเกิดเรื่องขึ้นมา ลูกน้องที่รับผิดชอบคุ้มครองอย่างพวกเขาเกรงว่าคงจะอธิบายได้ยากแล้ว
ชายสองคนที่ถูกเถ้าแก่ฉินบีบคอไว้แน่น ดูท่าว่าจะขาดใจอยู่รอมร่อ ผมหยิบยันต์ออกมาเตรียมจะช่วยคน ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะเป็นสิ่งที่พวกเขาทำตัวเอง ผมก็ไม่อยากจะให้มีคนตายเพิ่มขึ้นอีก
ทันใดนั้น ผมก็สัมผัสได้ว่าไอหยินรอบ ๆ มีความเคลื่อนไหว กลายเป็นเหมือนเส้นไหมบาง ๆ พุ่งเข้ามาโจมตีพวกเรา
ผมตกใจมาก รีบประสานมุทรา ท่องคาถากางค่ายกลแผนผังไท่จี๋ออกเพื่อปกป้องทุกคน
น่าเสียดายที่ยังคงช้าไปก้าวหนึ่ง มีผู้ชายสี่ห้าคนที่มาพร้อมกับชายสวมสูทถูกไอหยินที่เหมือนเส้นไหมบาง ๆ โจมตีเข้าพร้อมกันกับที่ค่ายกลแผนผังไท่จี๋กางออก
ผู้ชายห้าคนนั้นพลันมีสีหน้าเฉยเมยเหม่อลอย ยืนนิ่งไม่ขยับอยู่ที่เดิม บนตัวเต็มไปด้วยไอหยินที่เหมือนเส้นไหมบาง ๆ
ไอหยินที่เหมือนเส้นไหมบาง ๆ เหล่านั้นราวกับกำลังถูกคนดึงและควบคุมอยู่ พริบตาที่ไอหยินเส้นไหมถูกดึง ร่างกายของผู้ชายห้าคนนั้นก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว แต่ท่าทางกลับแข็งทื่อ ราวกับหุ่นเชิด
ผมกับจางเทียนหลิงตกตะลึงอีกครั้ง ไม่คิดว่าผู้ใช้วิชาคนนั้นจะสามารถใช้ไอหยินมาควบคุมคนเป็น ๆ แบบนี้ได้ด้วย ช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ
“วิธีการของคนคนนี้พิลึกพิลั่น พลังก็ไม่ธรรมดา คราวนี้เรื่องยุ่งยากใหญ่หลวงแล้ว” สีหน้าของจางเทียนหลิงพลันเคร่งขรึมอย่างยิ่ง เอ่ยปากขึ้น
หลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะถามผม “หลงหยวน พวกเขากลายเป็นศพผีดิบไปด้วยแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่ศพผีดิบ แต่เป็นหุ่นเชิดคนเป็นที่ถูกคนใช้เส้นไหมไอหยินควบคุมอยู่” อารมณ์ของผมหนักอึ้งอย่างยิ่ง ตอบกลับช้า ๆ
สถานการณ์แบบนี้ก็ยุ่งยากมากเช่นกัน คนที่ถูกควบคุมถึงแม้จะรับมือได้ไม่ยากเท่ากับศพผีดิบ แต่พวกเขาก็คือคนเป็น การโจมตีตามใจชอบย่อมต้องทำร้ายชีวิตของพวกเขาแน่ ตอนที่รับมือพวกเขาต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ต้องควบคุมน้ำหนักมือให้ดี
หลังจากที่พวกหลิวเฉิงฟังจบ ต่างก็หวาดผวาอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าจะมีวิธีการแบบนี้ด้วย
“อ๊า!”
ในตอนนี้ คนสองคนที่ถูกเถ้าแก่ฉินบีบคออยู่ ก็ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา ไม่รู้ว่ามีวิญญาณชั่วร้ายอีกสองตนโผล่ออกมาจากไหน มุดเข้าไปในร่างของชายสองคน
ชายสองคนสีหน้าเจ็บปวดบิดเบี้ยว ปากมีฟองฟอด ร่างกายสั่นกระตุกไม่หยุด
เถ้าแก่ฉินโยนคนทั้งสองไปไว้ข้าง ๆ ใช้ดวงตาที่ดำมืดสนิทจ้องเขม็งมาที่พวกเราในค่ายกลแผนผังไท่จี๋
ชายสองคนนั้นนอนสั่นกระตุกอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นมาจากพื้นด้วยท่าทางที่แปลกประหลาด ใบหน้าของคนทั้งสองเปลี่ยนไปเหมือนกับเถ้าแก่ฉิน เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีเขียวที่เหมือนไส้เดือน ดวงตาก็กลายเป็นสีเขียวคล้ำ
พวกเขาก็ถูกหลอมสร้างจนกลายเป็นศพผีดิบเช่นกัน แต่การหลอมสร้างที่รวดเร็วขนาดนี้ คาดว่าวิญญาณชั่วร้ายสองตนที่เข้ายึดร่างของพวกเขาน่าจะมีพลังค่อนข้างอ่อนแอ
“เฮ้อ ยุ่งยากจริง ๆ มีศพผีดิบมาเพิ่มอีกสองตนแล้ว” จางเทียนหลิงขมวดคิ้วแน่น ถอนหายใจ
พวกชายสวมสูทพอเห็นเข้าก็กลัวจนฉี่แทบราด ตะโกนลั่นคิดจะวิ่งหนีออกจากค่ายกลแผนผังไท่จี๋ หนีออกจากตึกร้างไป
ผมตกใจมาก รีบตะโกนห้ามพวกเขาไว้ “อย่าออกจากค่ายกลแผนผังไท่จี๋!”
แต่มีสองคนที่ตกใจจนสติหลุดไปแล้ว ไม่ได้ยินเสียงห้ามของผมเลยแม้แต่น้อย ดูท่าว่ากำลังจะวิ่งออกจากค่ายกลแผนผังไท่จี๋อยู่แล้ว
ยังดีที่หลิวเฉิงตาไวมือไว ดึงคนทั้งสองไว้ที่ขอบของค่ายกลแผนผังไท่จี๋ได้ทัน และตบหน้าคนทั้งสองไปคนละฉาด
“ไอ้บ้าเอ๊ย ดีแต่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น อยู่เฉย ๆ ซะ” หลังจากตบคนเสร็จ เขาก็ใช้สองมือเท้าสะเอวด่า ท่าทางเหมือนขาใหญ่
แน่นอนว่า เขาตอบสนองได้รวดเร็ว และยังช่วยยับยั้งไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงด้วย
เพราะไอหยินที่เหมือนเส้นไหมบาง ๆ กำลังรออยู่ที่ขอบค่ายกลแผนผังไท่จี๋อยู่แล้ว ขอเพียงมีคนก้าวออกไป ก็จะถูกควบคุมในทันที กลายเป็นหุ่นเชิดคนเป็น
ศพผีดิบสามตนยืนนิ่งอยู่ที่เดิมจ้องมองพวกเราอย่างเย็นชา ส่วนหุ่นเชิดคนเป็นห้าคนที่ถูกควบคุมอยู่ก็เริ่มเดินเข้ามาหาพวกเราด้วยท่าทางแข็งทื่อแล้ว
พวกเราทุกคนต่างก็รีบมารวมกลุ่มกัน ยืนชิดติดกันในทันที
ที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือ หุ่นเชิดคนเป็นกลับก้าวเท้าเดินเข้ามาในค่ายกลแผนผังไท่จี๋ได้อย่างไม่มีอะไรขัดขวาง
“เชี่ยเอ๊ย! เกิดอะไรขึ้นวะ ค่ายกลแผนผังไท่จี๋ใช้การไม่ได้แล้วเหรอ?” หลิวเฉิงตกใจมาก ร้องโวยวายขึ้นมา
ผมก็ประหลาดใจเช่นกัน จากนั้นก็รีบนึกขึ้นได้ “ไม่ใช่ใช้การไม่ได้ แต่เป็นเพราะหุ่นเชิดคนเป็นคือคนเป็นที่ถูกเส้นไหมไอหยินควบคุมอยู่ ค่ายกลแผนผังไท่จี๋เลยไม่มีผลที่ชัดเจนอะไรกับพวกเขา”
หุ่นเชิดคนเป็นรับมือได้ไม่ยาก ประกอบกับการคุ้มครองของค่ายกลแผนผังไท่จี๋ ผมจึงตัดสินใจมอบหุ่นเชิดคนเป็นทั้งห้าคนให้พวกหลิวเฉิง
“หุ่นเชิดคนเป็นห้าคนนี้มอบให้พวกคุณ ผมกับจางเทียนหลิงจะไปรับมือศพผีดิบสามตน” ผมทิ้งไว้ประโยคหนึ่ง ก็เดินออกจากค่ายกลแผนผังไท่จี๋ไปพร้อมกับจางเทียนหลิง มุ่งหน้าไปยังศพผีดิบสามตน
ผมกับจางเทียนหลิงต่างก็เป็นผู้ใช้วิชา เส้นไหมไอหยินไม่มีผลอะไรกับพวกเรา
ศพผีดิบสามตน เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่ฉินร้ายกาจกว่ามาก ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับศพผีดิบอีกสองตน
จางเทียนหลิงมองมาที่ผมอย่างขอโทษอยู่บ้าง แล้วพูดว่า “พี่หลี่ ลำบากคุณรับมือตนที่ยุ่งยากนั่นแล้ว ส่วนอีกสองตนก็มอบให้ผมเถอะ”
ถึงอย่างไรเขาก็มีอาการบาดเจ็บติดตัว การที่สามารถช่วยผมรับมือศพผีดิบสองตนนั้นได้ก็นับว่าช่วยได้มากแล้ว
“ได้!” ผมพยักหน้าตอบตกลง