- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 248 จุดประสงค์ของโจวเฮ่อ
บทที่ 248 จุดประสงค์ของโจวเฮ่อ
บทที่ 248 จุดประสงค์ของโจวเฮ่อ
พอเห็นผมรีบร้อนเดินออกจากห้องผู้ป่วย คนที่รออยู่ข้างนอกสองสามคนจึงมองมาทางผมด้วยความสงสัย
“หลงหยวน เป็นอะไรไป?” หลิวเฉิงเดินเข้ามาถามผมอย่างสงสัย
แม่ของผมรีบเข้ามาหา เป็นกังวลว่าผมกับคุณอาจะมีเรื่องกัน
“ที่ฝั่งพื้นที่เหมืองแร่เกิดเรื่องขึ้น ซินแสฮวงจุ้ยที่เฉินหมิงปั๋วหามาปรากฏตัวแล้ว พวกเราต้องรีบไปที่นั่นทันที ไปดูว่าเขาจะเล่นลูกไม้อะไร” ผมทำหน้าเคร่งขรึม พูดอย่างรีบร้อน
หลิวเฉิงตกใจ จากนั้นก็พับแขนเสื้อขึ้น ทำท่าเหมือนจะไปมีเรื่อง “ไอ้หมอนี่ทนไม่ไหวปรากฏตัวออกมาจนได้”
“งั้นพวกเราไปกันตอนนี้เลยไหมครับ?” อู๋หรงก็ถามขึ้นมาเช่นกัน
ผมพยักหน้า แล้วพูดกับแม่และพวกหลี่เหยียนว่า “คุณอาไม่เป็นอะไรมากแล้ว พวกแม่อยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนท่านไปก่อน รอพวกเรากลับมาจากพื้นที่เหมืองนะครับ”
“พวกเธอระวังตัวด้วยนะ!” แม่ของผมเป็นห่วงอย่างยิ่ง กำชับให้พวกเราระวังตัว
หลังจากบอกลาพวกเธอแล้ว พวกเราสามคนก็ออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้าไปยังพื้นที่เหมือง
พอพวกเราไปถึงด้านนอกพื้นที่เหมือง ก็พบว่าคนที่เฝ้าอยู่ตรงเครื่องกีดขวางทั้งสามคนล้มลงไปนอนกองบนพื้นหมดแล้ว
อู๋หรงรีบจอดรถ พวกเราลงจากรถเพื่อตรวจสอบอาการของคนทั้งสาม
โชคดีที่ทั้งสามคนยังมีลมหายใจอยู่ ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ถูกคนตีจนสลบไป
“โชคดีที่พวกเขาไม่เป็นอะไร” อู๋หรงถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาไม่อยากให้มีคนเสียชีวิตอีกแล้ว
หลังจากย้ายคนทั้งสามขึ้นรถ ผมก็ให้อู๋หรงจอดรถไว้ข้างทาง อีกสักครู่พวกเราสามคนจะเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่เหมือง
หลิวเฉิงขี้เกียจขึ้นมา ถามผมว่าที่นี่อยู่ห่างจากพื้นที่เหมืองอีกตั้งไกล ทำไมไม่ขับรถเข้าไปเลย จะได้ประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อย
“ไม่ได้ พวกเฉินหมิงปั๋วกับซินแสฮวงจุ้ยคนนั้นอยู่ในพื้นที่เหมืองแล้ว ถ้าพวกเราขับรถเข้าไปก็เท่ากับเปิดเผยตัวตน” ผมอธิบาย
จุดประสงค์ที่พวกเขาต้องการจะคลายผนึกภูมิฮวงจุ้ยห้าปราณบรรจบธาตุยังคงเป็นปริศนา ผมควรจะซ่อนตัวอยู่ในที่มืดเพื่อสังเกตการณ์ก่อน รอให้เข้าใจจุดประสงค์ของพวกเขาชัดเจนแล้วค่อยวางแผน
“คุณชายหลี่พูดมีเหตุผลครับ” อู๋หรงก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของผม
หลิวเฉิงรู้ว่าคงจะนั่งรถเข้าไปไม่ได้แล้ว จึงไม่พูดอะไรอีก กลับไปที่รถอย่างว่าง่ายแล้วหยิบกระเป๋าเป้ที่ใส่อุปกรณ์ฮวงจุ้ยออกมาสะพายไว้บนหลัง
พวกเราสามคนไม่เสียเวลา รีบเดินมุ่งหน้าเข้าไปในพื้นที่เหมือง
สิบกว่านาทีต่อมา พวกเราก็มาถึงหน้าประตูใหญ่ของพื้นที่เหมือง ด้านนอกมีรถเก๋งจอดอยู่สี่คัน ชายฉกรรจ์สองคนถือไฟฉายเฝ้าอยู่ที่ประตู ส่วนคนอื่น ๆ น่าจะตามซินแสฮวงจุ้ยคนนั้นกับเฉินหมิงปั๋วเข้าไปข้างในแล้ว
ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง ถือไฟฉายส่องไปทั่วไม่หยุด เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์นอกพื้นที่เหมือง
แสงไฟฉายส่องมาทางพวกเรา พวกเราสามคนรีบหาสถานที่ลับตาคนเพื่อซ่อนตัว
“ให้ตายเถอะ เจ้าพวกนี้ระวังตัวเกินไปแล้ว ถึงขนาดส่งคนมาเฝ้าที่นี่ด้วย” หลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะสบถเสียงเบา “หลงหยวน ตอนนี้จะทำยังไงดี?”
โชคดีที่พวกเราไม่เชื่อหลิวเฉิงแล้วขับรถเข้ามา ไม่อย่างนั้นเกรงว่ายังไม่ทันจะมาถึงที่นี่ก็คงจะถูกพบตัวแล้ว
“เอาอุปกรณ์วาดอักขระสามอย่างออกมา” ผมคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดกับหลิวเฉิง
หลิวเฉิงไม่เข้าใจ ถามผมว่าตอนนี้จะวาดอักขระทำไม?
“นายว่าไงล่ะ?” ผมเหลือบมองเขา
เขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ทันที เผยรอยยิ้มออกมา “ผมรู้แล้ว ยันต์ล่องหน!”
ผมยิ้ม แล้วพยักหน้าบอกว่าเขายังถือว่าหัวไวอยู่
อู๋หรงมองพวกเราสองคนอย่างสงสัย “ยันต์ล่องหนอะไรครับ?”
ผมไม่รีบอธิบาย บอกเขาว่าอีกสักครู่ก็จะเข้าใจเอง
ไม่นาน ผมก็วาดยันต์ล่องหนเสร็จสามแผ่น รอให้หลิวเฉิงเก็บอุปกรณ์วาดอักขระสามอย่างเรียบร้อย ผมถึงได้ยื่นยันต์ล่องหนสามแผ่นให้พวกเขาสองคน คนละแผ่น
“อีกสักครู่แปะยันต์ล่องหนไว้บนตัว ชายฉกรรจ์สองคนนั้นก็จะมองไม่เห็นพวกเราชั่วคราว แต่ระหว่างนั้นห้ามพูด แล้วก็ห้ามทำเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น” ผมอธิบายให้อู๋หรงที่ยังคงงุนงงอยู่ฟัง
“มหัศจรรย์ขนาดนี้เลยเหรอครับ?” อู๋หรงประหลาดใจอย่างยิ่ง
ผมบอกเขาว่าผลของยันต์ล่องหนสั้นมาก มีเวลาจำกัด แต่ก็เพียงพอให้พวกเราลอบเข้าไปในพื้นที่เหมืองได้อย่างเงียบเชียบ
หลังจากเตรียมตัวพร้อมแล้ว พวกเราสามคนก็แปะยันต์ล่องหนพร้อมกัน จากนั้นก็ย่องเท้าเดินเข้าไปในพื้นที่เหมือง
ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนยังคงถือไฟฉายเฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่อย่างระมัดระวัง เพียงแต่ทั้งสองคนกลับมองไม่เห็นพวกเราสามคนที่ใช้ยันต์ล่องหนเลย
ตอนนี้ผมกับอู๋หรงเดินเข้ามาในพื้นที่เหมืองแล้ว แต่หลิวเฉิงกลับนึกสนุกขึ้นมา ทำหน้าทะเล้นอยู่ต่อหน้าชายฉกรรจ์คนหนึ่งอย่างสนุกสนาน
ผมถลึงตาใส่เขา บอกให้เขาเลิกเล่น แล้วรีบฉวยโอกาสนี้
หลังจากถูกผมห้าม หลิวเฉิงถึงได้เดินเข้ามา
หลังจากเขาเดินจากไป ชายฉกรรจ์คนนั้นก็ใช้ไฟฉายส่องไปยังตำแหน่งที่เขาเพิ่งจะยืนอยู่เมื่อครู่อย่างกะทันหัน
“แปลกจริง?” ชายฉกรรจ์คนนั้นทำหน้างุนงง
“เป็นอะไรไป?” ชายฉกรรจ์อีกคนมองไปทางเพื่อนอย่างไม่เข้าใจแล้วถาม
ชายฉกรรจ์คนนั้นเกาท้ายทอยอย่างไม่เข้าใจ “เมื่อกี้ฉันรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ตรงนี้”
“จะมีคนได้ยังไง อย่าระแวงไปหน่อยเลย” ชายฉกรรจ์อีกคนไม่เชื่อเลยสักนิด ตอบกลับไป
เมื่อไม่พบอะไร ชายฉกรรจ์คนนั้นก็ทำได้เพียงคิดว่าตัวเองคิดมากไปเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ต่อ
หลิวเฉิงหัวเราะอย่างมีความสุขจนต้องเอามือปิดปาก ผมลากเขาแล้วรีบเดินจากไป เวลาที่ยันต์ล่องหนออกฤทธิ์ก็ใกล้จะหมดแล้ว
ตอนนี้ในพื้นที่เหมืองสว่างไสวไปทั่ว คาดว่าพวกเฉินหมิงปั๋วคงจะเปิดระบบไฟฟ้าที่ปิดอยู่ในพื้นที่เหมืองเพื่อความสะดวกในการทำงาน
“เจ้าพวกบัดซบนี่ ไม่เกรงใจใครเลย ทำอะไรโจ่งแจ้งขนาดนี้” อู๋หรงโกรธจนอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
เพราะเรื่องที่ถูกเฉินหมิงปั๋วหลอกลวง ในใจของเขาตอนนี้ยังคงโกรธมากอยู่
ผลของยันต์ล่องหนหมดลงแล้ว พวกเราสามคนจึงหาสถานที่ที่ค่อนข้างลับตาในพื้นที่เหมืองเพื่อซ่อนตัวชั่วคราว
“เลขาฯ อู๋ ในพื้นที่เหมืองมีที่ไหนที่สามารถมองเห็นภาพรวมของทั้งพื้นที่เหมืองได้บ้างครับ?” ผมถามอู๋หรงที่อยู่ข้าง ๆ
ตอนนี้ในพื้นที่เหมืองสว่างไสวไปทั่ว พวกเฉินหมิงปั๋วกับซินแสฮวงจุ้ยคนนั้นไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนในพื้นที่เหมือง ถ้าพวกเราออกตามหาโดยไม่มีเบาะแส อาจจะเปิดเผยร่องรอยได้ง่ายเกินไป
อู๋หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็นึกถึงสถานที่ที่ผมพูดถึงออก
“มีครับ ดาดฟ้าของตึกใหญ่ข้างหน้านั่นก็ได้ พอดีผมมีกุญแจประตูทางขึ้นดาดฟ้าอยู่” อู๋หรงรีบพูด
“ดี งั้นพวกเราไปกันตอนนี้เลย” ผมพยักหน้า ให้เขานำทาง
ไม่กี่นาทีต่อมา พวกเราสามคนก็มาถึงตึกที่อู๋หรงพูดถึงอย่างระมัดระวัง พอพวกเราขึ้นไปถึงดาดฟ้า ลมเย็นยามค่ำคืนก็พัดมาปะทะตัวพวกเราอย่างแรง
พวกเราสามคนย่องตัวไปที่ขอบดาดฟ้า แล้วกวาดสายตามองลงไปข้างล่าง
อู๋หรงพูดถูก ที่นี่สามารถมองเห็นสถานที่ต่าง ๆ ภายในพื้นที่เหมืองได้เกือบทั้งหมด ไม่นาน พวกเราก็พบตำแหน่งของพวกเฉินหมิงปั๋ว
“คุณชายหลี่ คนที่พุงพลุ้ย เท้าสะเอวสั่งการคนอยู่นั่นคือเฉินหมิงปั๋ว ส่วนชายวัยกลางคนตัวสูงที่กอดอกอยู่ข้าง ๆ เขาคือซินแสฮวงจุ้ยคนนั้น ผมจำได้ว่าเหมือนจะชื่อโจวเฮ่อ” อู๋หรงชี้ไปที่คนสองคนที่อยู่ไกล ๆ แล้วพูดกับผม
พวกเขามากันเกือบสิบคน เฉินหมิงปั๋วกับโจวเฮ่อยืนอยู่ข้าง ๆ ส่วนชายฉกรรจ์อีกหลายคนกำลังยุ่งอยู่กับการจัดวางอะไรบางอย่างบนพื้นที่ว่างตรงหน้าพวกเขา เพราะตำแหน่งของพวกเราค่อนข้างสูง และอยู่ห่างจากพื้นค่อนข้างไกล จึงมองไม่ค่อยชัดเจนนัก
“พวกเขาทำอะไรกันอยู่?” หลิวเฉิงหรี่ตา อยากจะมองให้ชัดขึ้น แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผล
ในตอนนั้น อู๋หรงก็พูดขึ้นว่าที่ห้องทำงานชั้นล่างเหมือนจะมีกล้องส่องทางไกลที่พวกเขาเคยใช้แล้วทิ้งไว้
“เดี๋ยวผมไปเอามาเดี๋ยวนี้ครับ” อู๋หรงพูด
ผมพยักหน้า “ดีครับ!”
ประมาณห้าหกนาทีต่อมา อู๋หรงก็ถือกล้องส่องทางไกลกลับมาด้วยท่าทีหอบเหนื่อย
“คุณชายหลี่ นี่ครับ” เขายื่นกล้องส่องทางไกลให้ผม
ผมพูดว่าลำบากหน่อยนะ แล้วรับกล้องส่องทางไกลมา
พอมีกล้องส่องทางไกล ผมก็มองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของพวกเฉินหมิงปั๋วได้อย่างชัดเจน
เห็นเพียงตอนนี้ชายฉกรรจ์พวกนั้นได้จัดวางของบนพื้นที่ว่างเรียบร้อยแล้ว ส่วนโจวเฮ่อก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปอยู่ใจกลางพื้นที่ว่าง
ผมมองดูอย่างละเอียด ก็พบว่าของที่วางอยู่บนพื้นที่ว่างคือหินคริสตัลสีขาวห้าหกก้อน ดูจากตำแหน่งการวางของหินคริสตัลสีขาวพวกนั้นเหมือนจะเป็นค่ายกลอย่างหนึ่ง ตำแหน่งที่โจวเฮ่ออยู่ก็คือจุดศูนย์กลางของค่ายกลพอดี
พวกเขาตั้งค่ายกลอะไรกัน?
ผมสงสัย จึงวางกล้องส่องทางไกลลงแล้วมองดูทิศทางคร่าว ๆ
ในตอนนี้ ตำแหน่งของพวกเฉินหมิงปั๋วโดยประมาณจะอยู่ที่ตำแหน่งขั่นธาตุน้ำทางทิศเหนือของพื้นที่เหมือง
ตำแหน่งขั่นธาตุน้ำทางทิศเหนือ รวมกับหินคริสตัลสีขาวหกก้อน ทั้งหมดล้วนสังกัดธาตุน้ำในหลักห้าธาตุ ส่วนสุนัขจิ้งจอกเองก็เป็นธาตุเป็นน้ำเช่นกัน
หรือว่า...
สีหน้าผมเปลี่ยนไปอย่างมาก รู้แล้วว่าพวกเขาคิดจะทำอะไร!