- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 234 ข้อความที่น่าประหลาดใจ
บทที่ 234 ข้อความที่น่าประหลาดใจ
บทที่ 234 ข้อความที่น่าประหลาดใจ
“หลงหยวน ก็แค่หุ่นกระดาษตัวหนึ่ง นายจะตกใจอะไรขนาดนั้น?” พอเห็นผมทำหน้าตกตะลึง หลิวเฉิงก็ค่อนข้างงุนงง
ในตอนนี้ภายในใจของผมทั้งสงสัยและตื่นตระหนก ไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่กลับรีบร้อนค้นหาไปทั่วร้านทำเครื่องกระดาษ
หลิวเฉิงเริ่มร้อนใจ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ นายกำลังหาอะไรอยู่?”
“กระถาง รีบหากระถางที่ใช้สำหรับเผาเครื่องกระดาษเร็ว” ผมรีบพูด ให้เขาช่วยหา
ผมจำได้ว่าในร้านน่าจะมีกระถางสำหรับเผาเครื่องกระดาษวางอยู่
“โอ้ ได้!” ไม่เคยเห็นผมร้อนรนขนาดนี้มาก่อน หลิวเฉิงไม่กล้าถามมาก เริ่มช่วยหากระถาง
ไม่นาน หลิวเฉิงก็เจอกระถางที่ถูกเผาจนดำเมี่ยมอยู่ใต้กองของจิปาถะ “หลงหยวน เจอแล้ว!”
“เร็วเข้า เอามันมานี่” ผมบอกให้เขาเอามา แล้ววางลงบนพื้น
เขาวางกระถางเสร็จ ผมก็ขอไฟแช็กจากเขาอีก
“อ่ะนี่ นายจะทำอะไร?” หลิวเฉิงยื่นไฟแช็กให้ผม อดไม่ได้ที่จะถาม
“เผาหุ่นกระดาษ!” ผมใช้ไฟแช็กจุดไฟที่หุ่นกระดาษ จากนั้นก็เอาหุ่นกระดาษที่ลุกไหม้ใส่ลงไปในกระถาง ถึงได้ตอบกลับไป
หลิวเฉิงเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ “อยู่ดี ๆ จะเผาหุ่นกระดาษทำไม”
ผมบอกเขาว่าช่างทำเครื่องกระดาษฝีมือดีบางคนจะใช้วิชาอาคมซ่อนข้อความที่ต้องการจะสื่อสารไว้ในเครื่องกระดาษที่ตัวเองทำขึ้น มีเพียงการใช้ไฟเผาเท่านั้น ข้อความที่ซ่อนอยู่ข้างในถึงจะปรากฏออกมา
“หุ่นกระดาษตัวนี้ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นฝีมือของคุณปู่ ฉันสงสัยว่าท่านมีเรื่องจะบอกฉัน” ผมทำหน้าขรึม จ้องมองหุ่นกระดาษที่ใกล้จะมอดไหม้ไม่วางตา
สีหน้าของหลิวเฉิงเปลี่ยนไปอย่างมาก มองผมอย่างประหม่า พูดติดอ่างว่า “คะ คุณปู่ของนายเสียไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
หุ่นกระดาษเกือบจะมอดไหม้หมดแล้ว ผมเองก็ยิ่งประหม่ามากขึ้น “อีกเดี๋ยวก็จะได้คำตอบแล้ว”
ในตอนนี้ หุ่นกระดาษในกระถางได้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านโดยสมบูรณ์ ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามสงบสติอารมณ์ จากนั้นก็ทำมุทรานิ้วชี้ไปที่เถ้าถ่านในกระถาง
ทันใดนั้น ในกระถางก็มีลมหมุนก่อตัวขึ้น เถ้ากระดาษเคลื่อนไหวตามสายลม หมุนวนขึ้นมา
ภาพนี้ทำให้หลิวเฉิงกลืนน้ำลายอย่างประหม่า ส่วนผมเองก็กระสับกระส่าย ในฝ่ามือมีเหงื่อออกไม่หยุด
วิธีการนี้เป็นสิ่งที่เมื่อก่อนคุณปู่เคยสอนผม ไม่คิดว่าวันนี้จะได้ใช้จริง ๆ
ถ้าหุ่นกระดาษเป็นสิ่งที่คุณปู่ทิ้งไว้จริง ๆ เช่นนั้นวิธีการนี้จะต้องได้ผลแน่นอน
ในทันที เถ้ากระดาษก็หมุนวนขึ้นมา หยุดอยู่ตรงหน้าผมกับหลิวเฉิง จากนั้นก็กลายสภาพเป็นตัวอักษรสามบรรทัด
‘อย่าได้ตามหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ย่อมได้พบเจอกัน!’
“เชี่ย! มีข้อความจริง ๆ ด้วย เจ๋งเป้ง!” หลิวเฉิงจ้องมองตัวอักษรที่ก่อตัวขึ้นจากเถ้ากระดาษตรงหน้า รู้สึกทึ่งอย่างยิ่ง
ส่วนผมกลับตื่นเต้นและยินดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ น้ำตาอดไม่ได้ที่จะไหลทะลักออกมา “คุณปู่ เป็นท่านจริง ๆ ด้วย...”
ตอนนี้ยืนยันได้แล้วว่าหุ่นกระดาษเป็นของคุณปู่ทิ้งเอาไว้ และการที่ท่านสามารถทิ้งหุ่นกระดาษตัวนี้ไว้ได้ นั่นก็หมายความว่าคุณปู่ยังไม่ตาย!
ในตอนนี้ ลมหมุนหยุดลงแล้ว ตัวอักษรสามบรรทัดกลับกลายเป็นเถ้าถ่านร่วงหล่นลงไปในกระถางอีกครั้ง
“หลงหยวน นาย นายร้องไห้ทำไม?” หลิวเฉิงเห็นผมร้องไห้เป็นครั้งแรก ทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง “นี่เป็นข้อความจากหุ่นกระดาษที่คุณปู่ของนายทิ้งไว้จริง ๆ เหรอ?”
ผมพยักหน้าไม่หยุด ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ “ใช่ท่าน ต้องเป็นท่านแน่นอน”
บนหุ่นกระดาษยังคงหลงเหลือกลิ่นอายวิชาอาคมจาง ๆ ของคุณปู่ ผมไม่มีทางจำผิดแน่นอน
“แต่ แต่ว่า ท่านเสียไปแล้วไม่ใช่เหรอ?” หลิวเฉิงเกรงใจอารมณ์ของผมจึงพูดเสียงเบา
ผมส่ายหน้า เช็ดน้ำตา “ไม่ ตอนนี้ฉันยืนยันได้แล้วว่าคุณปู่ยังไม่ตาย ที่ท่านทำไปทั้งหมดก่อนหน้านี้เป็นเพียงเพื่อตบตาคนอื่น”
“นายหมายถึงแกล้งตายเหรอ!?” หลิวเฉิงตกใจ เข้าใจความหมายของผมแล้ว
ในไม่ช้า เขาก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย “แต่ว่าทำไมล่ะ?”
พูดตามตรง ผมเองก็รู้สึกไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าคุณปู่จะทุ่มเททำเรื่องมากมายขนาดนี้ไปเพื่ออะไร
มิน่าล่ะในโลงศพใต้ดินของคุณปู่ถึงไม่มีอะไรเลย ที่แท้ไม่ใช่ว่ามีคนมาขโมยศพของคุณปู่ไป แต่เป็นท่านที่จากไปเอง
คุณปู่ยังไม่ตาย!
ในใจของผมตื่นเต้นและยินดีจนพูดไม่ถูก
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่คุณปู่ทำแบบนี้คืออะไร แต่แค่รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว
ทันใดนั้น ผมก็นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาได้ว่าอาจจะรู้ที่มาที่ไปของเรื่องนี้
“เสิ่นหนิงซวง เสิ่นหนิงซวง คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าคุณปู่ของผมยังไม่ตาย ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน?” โดยไม่สนใจว่าหลิวเฉิงจะอยู่ด้วย ผมตะโกนออกไปอย่างตื่นเต้น
ทว่ารออยู่เนิ่นนาน เสิ่นหนิงซวงก็ไม่ตอบคำพูดของผมเลย
ผมไม่ยอมแพ้ ตะโกนต่อไป “เสิ่นหนิงซวง รีบตอบผมมาสิ!”
หลิวเฉิงตกใจกับท่าทางของผม มองไปรอบ ๆ อย่างลนลาน “หลงหยวน นายเป็นอะไรไป กำลังคุยกับใครอยู่ แล้วเสิ่นหนิงซวงคือใคร?”
ไม่ได้สนใจหลิวเฉิง ผมยังคงเรียกเสิ่นหนิงซวงต่อไป เธอเป็นคนที่คุณปู่หามาเพื่อปกป้องผม ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน
“เฮ้อ!”
ในที่สุด เสียงถอนหายใจเบา ๆ ก็ดังขึ้นในหัวของผม เสิ่นหนิงซวงตอบผมแล้ว
“รีบตอบคำถามของผมมา!” ผมพูดอย่างร้อนรน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสิ่นหนิงซวงถึงได้ตอบกลับมาอย่างเย็นชาว่า “คุณปู่ของเจ้าก็ทิ้งข้อความไว้ให้เจ้าแล้วไม่ใช่หรือ บางเรื่องขอเพียงถึงเวลาที่เหมาะสมเจ้าก็จะรู้เอง แล้วจะรีบร้อนไปทำไม”
“ผม...” ผมยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเธอขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พอได้แล้ว หากยังพูดมากอีกข้าคงต้องสั่งสอนเจ้าสักหน่อย ข้ามาเพื่อปกป้องไม่ให้เจ้าต้องเสียชีวิต ไม่ใช่มาเพื่อตอบคำถามของเจ้า”
น้ำเสียงของเธอเย็นชา ถึงแม้เสียงจะไม่ดังแต่กลับทำให้คนรู้สึกเย็นเยียบในใจได้
อ้าปากค้างอยู่นาน สุดท้ายผมก็กลืนคำพูดที่มาถึงริมฝีปากกลับลงไปในท้อง คำพูดของเธอไม่มีแววล้อเล่นอยู่เลยแม้แต่น้อย
“หลงหยวน นายเป็นอะไรไปกันแน่ ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นจนเป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม?” หลิวเฉิงเดินเข้ามาตบหลังผมทีหนึ่ง แล้วถาม
ผมเตะเขาไปทีหนึ่งอย่างหัวเสีย “นายสิบ้า”
“จริงสิ แล้วเสิ่นหนิงซวงคือใคร?” หลิวเฉิงลูบก้นที่ถูกผมเตะไปทีหนึ่ง แล้วถามอย่างสงสัย
“...” ผมนิ่งเงียบไป ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี
“สรุปคือเรื่องที่คุณปู่ของฉันยังมีชีวิตอยู่ พวกเราห้ามพูดเด็ดขาดไม่ว่ากับใครก็ตาม เข้าใจไหม?” ผมเปลี่ยนเรื่อง ทำหน้าจริงจัง
ส่วนเรื่องของเสิ่นหนิงซวงและจี้หยก คงต้องหาโอกาสที่เหมาะสมแล้วค่อยบอกเขา
หลิวเฉิงเองก็ทำหน้าจริงจัง พยักหน้าอย่างหนักแน่น “วางใจได้ ฉันรู้ว่าเรื่องไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ”
ถึงแม้บางครั้งเจ้าหมอนี่จะดูไม่ค่อยได้เรื่อง แต่ในเรื่องสำคัญ ๆ ก็ยังรู้จักหนักเบา ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่
ตอนนี้เมื่อรู้ว่าคุณปู่ยังไม่ได้จากไป ผมก็ถือว่าหมดห่วงไปเรื่องหนึ่ง
“เอาล่ะ รีบเก็บกวาดให้เรียบร้อย พยายามขายร้านต่อให้ได้ภายในวันพรุ่งนี้” ผมพูด
ก่อนหน้านี้แม่ของผมเคยพูดกับผมว่า หลังจากฝังศพคุณปู่ได้ไม่กี่วัน ก็มีคนมาถามเรื่องร้านแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นพวกเรายังไม่ได้ตัดสินใจจะไปเมืองเจียงเป่ย แม่ของผมอยากจะเก็บร้านไว้ทำอย่างอื่นในอนาคต เลยยังไม่ได้ขายต่อออกไป
ผมกับหลิวเฉิงยุ่งอยู่จนถึงช่วงบ่าย ถึงได้จัดการร้านเรียบร้อย
“ในที่สุดก็เสร็จสักที เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” หลิวเฉิงเช็ดเหงื่อบนใบหน้า
ผมยิ้มแล้วบอกว่าถ้าร้านขายต่อได้แล้ว จะเลี้ยงข้าวเขาชุดใหญ่ เขาก็ไม่เกรงใจกับผม บอกว่านี่เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว
ในตอนที่พวกเราสองคนเตรียมจะปิดร้านกลับบ้าน ก็มีพี่ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านมาหา
“หลงหยวน ร้านของนายจะขายต่อเหรอ?” พอมาถึงเขาก็ถามอย่างตรงไปตรงมา
ไม่คิดว่าจะมีคนมาหาเร็วขนาดนี้ ผมรีบเชิญเขาเข้าร้านเพื่อคุยรายละเอียด
หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากตกลงราคากันได้ ผมก็ขายร้านต่อให้เขาได้สำเร็จ
ระหว่างทางกลับ หลิวเฉิงตื่นเต้นอย่างมาก บอกว่าพรุ่งนี้ก็จะได้กินข้าวชุดใหญ่ที่ผมเลี้ยงแล้ว ผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าร้านจะขายต่อได้เร็วขนาดนี้
“ถ้างั้นพรุ่งนี้เช้าพวกเราก็ออกเดินทางไปอำเภอ แล้วค่อยไปเมืองเจียงเป่ยต่อ” ผมเอ่ยปากขึ้นทันที
ตอนนั้น หลิวเฉิงก็เอามือปิดปากแล้วหัวเราะอย่างมีเลศนัย ผมไม่เข้าใจจึงถามเขาว่าเป็นอะไรไป
“พูดมาตามตรงเถอะ นายอดใจรอไปเจอน้องอี้เฟยแทบไม่ไหวแล้วใช่ไหม?”
เจ้าหมอนี่ วัน ๆ เอาแต่พูดเรื่องไร้สาระ
“ไสหัวไปเลย!” ผมพูดอย่างหัวเสีย แล้วเตะเขาออกไป
เขาเตรียมตัวไว้อยู่แล้ว จึงหลบได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วหัวเราะเสียงดังวิ่งเข้าไปในสวนบ้านผม ผมด่าทอแล้ววิ่งไล่ตามไป