- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 232 หน่วยงานลึกลับ
บทที่ 232 หน่วยงานลึกลับ
บทที่ 232 หน่วยงานลึกลับ
“ให้ตายสิ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน พูดจาไม่เกรงใจคนเลย” หลิวเฉิงบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจอยู่ข้าง ๆ ผม
ผมบอกว่าไม่รู้ แล้วให้เขาออกไปก่อน
รอจนหลิวเฉิงออกไปแล้ว ผมถึงได้พูดกับคนทั้งสองว่า “ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านตั้งใจมาพบพวกเราที่นี่ มีเรื่องอะไรหรือครับ?”
“ไม่ใช่เรื่องอื่น ก็เรื่องสุสานโบราณแม่ทัพในครั้งนี้แหละ” หยางจิ้งไม่พูดอ้อมค้อม ตอบผมโดยตรง
ผมขมวดคิ้ว บอกว่าเรื่องของสุสานโบราณผมกับฮุ่ยเจวี๋ยจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขายังอยากจะรู้อะไรอีก
“เรื่องชุดเกราะพวกเราก็เสียใจเช่นกัน เพียงแต่มันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งชั่วร้ายในสุสานไปแล้ว การที่ถูกอสนีบาตสวรรค์ฟาดผ่าจนกลายเป็นเถ้าถ่านจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้” ฮุ่ยเจวี๋ยเอ่ยปากขึ้น
ซ่งอวิ๋นหงยิ้มเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงสงบว่า “ผมว่าพวกคุณคงเข้าใจผิดแล้ว พวกเราไม่ได้มาเพื่อตำหนิ ตรงกันข้าม พวกเราต้องขอบคุณทั้งสองที่เสี่ยงอันตรายช่วยจัดการเรื่องนี้”
“ถ้าเพียงเพื่อจะขอบคุณพวกเรา เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรมากหรอกครับ ทางอำเภอขอบคุณพวกเราไปแล้ว” ผมตอบกลับ
“แน่นอน นอกจากขอบคุณแล้ว พวกเรายังมีบางเรื่องที่อยากจะสอบถามความเห็นของพวกคุณสองคน” ซ่งอวิ๋นหงพูดต่อ
“เชิญพูดครับ” ผมกับฮุ่ยเจวี๋ยต่างรู้สึกสงสัย
ซ่งอวิ๋นหงกำลังจะอ้าปากพูด แต่หยางจิ้งกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน “คุณอาซ่ง คุณพูดช้าเกินไป ให้ฉันพูดเองดีกว่า”
จากนั้นหยางจิ้งก็มองผมกับฮุ่ยเจวี๋ยด้วยสีหน้าจริงจัง “จุดประสงค์ที่พวกเรามาในครั้งนี้ก็คืออยากให้พวกคุณเข้าร่วมกับพวกเรา ร่วมเป็นกำลังในการทำงานเพื่อประเทศชาติ”
“หมายความว่ายังไงครับ?” ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตามที่หยางจิ้งเล่า ทางการสังเกตเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับไสยเวทย์มานานแล้ว เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในด้านนี้ให้ได้มากที่สุด และไม่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั่วไป ทางการจึงได้แอบรวบรวมนักพรตจากทั่วประเทศมาก่อตั้งหน่วยงานขึ้นมาหน่วยหนึ่ง
แน่นอนว่าการมีอยู่ของหน่วยงานนี้แทบจะไม่มีใครรู้ และไม่ใช่ว่านักพรตทุกคนจะสามารถเข้าร่วมได้ คนที่ต้องการจะเข้าร่วมหน่วยงานนี้ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติ และการคัดกรองที่เข้มงวด
สำหรับนักพรตที่มีจิตใจชั่วร้าย เป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกรับเข้ามาในหน่วยงาน หรือกระทั่งอาจจะกลายเป็นเป้าหมายที่หน่วยงานจับตามอง
การเข้าร่วมหน่วยงานนี้ ก็เท่ากับว่าได้ทำงานราชการ
เพียงแต่นักพรตอย่างพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำงานในสถานที่ที่กำหนดเหมือนหน่วยงานปกติทั่วไป เวลาที่หน่วยงานไม่มีคำสั่งลงมา พวกเขาสามารถไปทำธุระของตัวเองที่ไหนก็ได้
แต่ขอเพียงได้รับคำสั่งจากหน่วยงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ จะต้องจัดการกับคำสั่งที่หน่วยงานมอบหมายให้โดยเร็วที่สุด
ในเมื่อทำงานให้กับทางการ ทางการก็จะจ่ายเงินเดือนให้ทุกเดือนเช่นกัน
พอได้ยินแบบนี้ ผมตกใจอย่างมาก ไม่คิดว่าทางการจะแอบซ่อนหน่วยงานที่ประกอบด้วยนักพรตแบบนี้เอาไว้ด้วย
มิน่าล่ะเรื่องราวทางไสยเวทย์ถึงไม่เคยกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เกรงว่าคงเป็นเพราะการมีอยู่ของหน่วยงานนี้ พวกเขาคงจะแอบจัดการไปอย่างลับ ๆ
ในไม่ช้า ผมก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ในเมื่อพวกคุณมาหาพวกเราสองคน นั่นก็หมายความว่าพวกคุณตรวจสอบพวกเราแล้วใช่ไหม?”
ทั้งสองคนไม่ปิดบัง ต่างพยักหน้า “แน่นอน นี่เป็นภารกิจแรกสุดในการรับคนเข้าหน่วยงานของพวกเรา”
เรื่องสุสานโบราณแม่ทัพในอำเภอเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ตอนที่หน่วยงานรู้เรื่องก็ส่งคนมาไม่ทันแล้ว พวกเขาทราบจากเอกสารที่เว่ยจื้อผิงรายงานขึ้นไปว่าเป็นผมกับฮุ่ยเจวี๋ยที่จัดการเรื่องในครั้งนี้ จึงเกิดความสนใจในตัวพวกเราสองคนอย่างมาก และเริ่มลงมือตรวจสอบประวัติของพวกเรา
“ทำไมพวกคุณถึงอยากจะดึงพวกเราเข้าหน่วยงานล่ะ?” ผมถามข้อสงสัยในใจออกไป
ในสังคมปัจจุบัน ถึงแม้จำนวนของนักพรตจะมีไม่มาก แต่ผู้มีพลังที่เก่งกาจกว่าผมกับฮุ่ยเจวี๋ยน่าจะมีอยู่ไม่น้อย
ดูเหมือนจะมองความคิดของผมออก ซ่งอวิ๋นหงจึงอธิบายว่า “ด้วยอายุของพวกคุณสองคน กลับสามารถรับมือกับสิ่งชั่วร้ายระดับขุนพลผีได้ แถมยังเรียกอสนีบาตสวรรค์ลงมาได้สำเร็จ แสดงว่าพวกคุณมีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าคนทั่วไป บวกกับประวัติที่ไม่มีปัญหา ต้องรู้ไว้อย่างว่าหากอยู่ในวงการนักพรตนานเกินไป ไม่มากก็น้อยจะต้องมีเรื่องซับซ้อนพัวพันอยู่บ้าง และไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมสละเวลามาทำงานให้ทางการ”
พอเขาพูดแบบนี้ ผมก็เข้าใจในทันที คาดว่าผู้มีพลังส่วนใหญ่ที่เก่งกาจกว่าผมกับฮุ่ยเจวี๋ย คงจะมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมหน่วยงานของทางการได้
“ประวัติของพวกคุณสองคน เมื่อเทียบกับนักพรตส่วนใหญ่ในวงการถือว่าสะอาดมาก ฮุ่ยเจวี๋ยกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ได้รับการเลี้ยงดูจากปรมาจารย์จิ้งหยวนมาด้วยตัวเองและเป็นศิษย์สายตรง ส่วนหลี่หลงหยวน เป็นหลานชายของผู้อาวุโสหลี่หยวนจงที่เคยโด่งดังในวงการนักพรต คาดว่าคงจะได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่านผู้เฒ่าโดยตรง แต่ที่น่าแปลกคือเมื่อก่อนคุณใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดามาตลอด จนกระทั่งผู้อาวุโสหลี่เสียชีวิตไป คุณถึงได้มีประสบการณ์ของนักพรต ฉันคิดว่าในเรื่องนี้คงจะต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างอยู่ใช่ไหม?”
หยางจิ้งเล่าเรื่องที่พวกเขาสืบมาได้ให้ผมกับฮุ่ยเจวี๋ยฟังอย่างคร่าว ๆ โดยไม่มีการปิดบังใด ๆ
สีหน้าของผมเคร่งขรึมลงโดยไม่พูดอะไร สมแล้วที่เป็นหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากทางการ สามารถสืบประวัติของผมกับฮุ่ยเจวี๋ยได้อย่างละเอียดในเวลาอันสั้นขนาดนี้
พอเห็นสีหน้าของผมไม่สู้ดี ซ่งอวิ๋นหงก็ยิ้มเล็กน้อย “อย่าเข้าใจผิดครับ ความลับของพวกคุณพวกเราจะไม่สืบเสาะ ส่วนเรื่องจะเข้าร่วมกับพวกเราหรือไม่ ก็ให้พวกคุณตัดสินใจเอง พวกเราจะไม่บังคับ”
หยางจิ้งบอกให้ผมกับฮุ่ยเจวี๋ยลองคิดดูให้ดี การเข้าร่วมหน่วยงานไม่ใช่เรื่องล้อเล่น จะต้องปฏิบัติหน้าที่ หรือบางครั้งอาจจะต้องเสียชีวิตเพราะภารกิจ
ฮุ่ยเจวี๋ยเกาหัว บอกว่าตัวเองตัดสินใจไม่ได้ เขาต้องกลับไปถามปรมาจารย์จิ้งหยวนก่อน
“ทางฝั่งปรมาจารย์จิ้งหยวน ก่อนมาพวกเราได้สอบถามท่านแล้ว ความหมายของท่านก็คือเรื่องนี้ยังคงต้องให้คุณเป็นคนตัดสินใจเอง” ซ่งอวิ๋นหงตอบ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนฮุ่ยเจวี๋ยจะยังตัดสินใจไม่ได้ “ยังไงก็รอข้าพเจ้ากลับไปปรึกษากับอาจารย์ก่อน แล้วค่อยให้คำตอบพวกท่าน”
“ได้” ซ่งอวิ๋นหงกับหยางจิ้งไม่มีความเห็น
จากนั้นสายตาของคนทั้งสามก็หันมามองผมที่ยังไม่ได้พูดอะไร เพื่อรอคำตอบของผม
หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ผมยังคงปฏิเสธคนทั้งสองไป
“ทำไมล่ะ?” หยางจิ้งขมวดคิ้ว ถามผมขึ้นมา
ผมบอกว่าตัวเองไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรยิ่งใหญ่ แค่ชอบความเป็นอิสระ ไม่มีข้อผูกมัด
แต่ถ้าวันไหนทางการมีเรื่องที่ต้องการให้ผมช่วยเหลือ ขอเพียงผมทำได้ก็จะไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน
หยางจิ้งได้ยินคำตอบของผมแล้วไม่ได้พูดอะไร แต่ซ่งอวิ๋นหงที่อยู่ข้าง ๆ กลับหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ สมแล้วที่เป็นหลานชายของผู้อาวุโสหลี่หยวนจง พูดเหมือนกับเขาในตอนนั้นไม่มีผิด” ซ่งอวิ๋นหงหัวเราะแล้วพูด
ผมตกใจ หรือว่าเมื่อก่อนพวกเขาก็เคยไปหาคุณปู่ของผมเหมือนกัน?
ซ่งอวิ๋นหงบอกผมว่า ตอนนั้นเขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่เพิ่งจะเข้าร่วมหน่วยงาน ส่วนคุณปู่ของผมมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการนักพรตแล้ว
ตอนนั้นเขาตามรุ่นพี่ในหน่วยงานไปหาคุณปู่ คุณปู่ก็ได้พูดกับพวกเขาในทำนองเดียวกับที่ผมพูดในวันนี้
“แน่นอน ท่านพูดแล้วก็ทำตาม ช่วยเหลือพวกเรามาไม่น้อย โดยเฉพาะครั้งที่สู้กับแมงป่องดำอย่างดุเดือด ถึงแม้สุดท้ายแมงป่องดำจะสูญเสียอย่างหนัก แต่พวกเราก็เสียสละเพื่อนร่วมงานไปไม่น้อยเช่นกัน” ซ่งอวิ๋นหงเอ่ยปากพูด สีหน้าเหม่อลอย ราวกับกำลังหวนนึกถึงเรื่องในอดีต
ผมตกใจอีกครั้ง ไม่คิดว่าคุณปู่จะเคยช่วยหน่วยงานต่อสู้กับแมงป่องดำด้วย