- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 220 หลิ่วชิ่งซานผู้บ้าคลั่ง
บทที่ 220 หลิ่วชิ่งซานผู้บ้าคลั่ง
บทที่ 220 หลิ่วชิ่งซานผู้บ้าคลั่ง
เสียงหัวเราะของหลิ่วชิ่งซานทำให้คนโกรธ แต่ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้เพียงรีบโคจรปราณ ขับพิษกู่ออกจากร่างกาย ชีวิตของหลิวเฉิงยังต้องการให้ผมไปช่วย
ไม่รู้ว่าฮุ่ยเจวี๋ยมีวิธีขับพิษกู่ออกจากร่างกายหรือไม่ ผมมองไปทางเขาอย่างเป็นห่วงเล็กน้อย พบว่าเขาก็กำลังมองมาที่ผมเช่นกัน
ในไม่ช้า พวกเราสองคนก็เข้าใจข้อมูลที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อผ่านทางสายตา
เหมือนกับผม ฮุ่ยเจวี๋ยก็กำลังใช้วิธีของตัวเองขับพิษกู่ออกจากร่างกายเช่นกัน
แบบนี้ผมก็วางใจแล้ว คนที่รอให้พวกเราไปช่วยก็เหลือเพียงหลิวเฉิง
หลิ่วชิ่งซานยังคงหัวเราะอย่างลืมตัว เฝิงเลี่ยงขัดจังหวะความดีใจของเขาได้ถูกจังหวะ
“พอแล้ว รีบจัดการธุระ อย่าลืมเป้าหมายของแก”
หลิ่วชิ่งซานหยุดหัวเราะ พูดอย่างตื่นเต้นว่า “วางใจเถอะ ไม่ลืมหรอก ฉันจะเริ่มเดี๋ยวนี้แหละ แกอยู่ข้าง ๆ รอชมเรื่องสนุกได้เลย”
ไม่รู้ว่าหลิ่วชิ่งซานต้องการจะทำอะไร ผมจึงหันไปมองเขา
เห็นเพียงหลิ่วชิ่งซานวิ่งเข้าไปในหลุมลึก เดินไปที่หน้าชุดเกราะชุดนั้น แล้วหยิบมีดเล่มเล็กออกมา
จากนั้นก็เห็นเขาใช้มีดกรีดนิ้วจนเลือดออก แล้วหยดเลือดของตัวเองลงบนชุดเกราะชุดนั้น
พอเห็นภาพนี้ ผมก็เข้าใจทันทีว่าหลิ่วชิ่งซานต้องการจะทำอะไร เขาบ้าไปแล้วจริง ๆ
เขากำลังใช้เลือดเป็นอาหารให้ชุดเกราะ คิดจะหลอมสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะให้กลายเป็นทาสผีของตัวเอง
มิน่าล่ะชุดเกราะถึงได้ไม่เป็นอะไร ที่แท้เป็นเพราะหลังจากท่านแม่ทัพสิ้นใจ วิญญาณได้ออกจากร่างไปสิงสู่ชุดเกราะชุดนี้ ผ่านการบ่มเพาะจากไอหยินอันแข็งแกร่งในสุสานมาเป็นเวลานาน ในที่สุดวิญญาณและชุดเกราะก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว สิ่งชั่วร้ายคือชุดเกราะ ชุดเกราะคือสิ่งชั่วร้าย
ไม่แปลกที่ผมกับฮุ่ยเจวี๋ยจะยังรู้สึกกังวล สาเหตุที่ชุดเกราะไม่ถูกทำลายก็เพราะสิ่งชั่วร้ายยังไม่ตาย เพียงแต่บาดเจ็บสาหัสและหลับใหลไปจากการโจมตีของพวกเรา
พลังของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะแข็งแกร่งจนผิดปกติจริง ๆ ถูกโจมตีระดับนั้นแล้วยังไม่ตาย น่ากลัวเกินไปแล้ว
หลังจากเลือดของหลิ่วชิ่งซานหยดลงบนชุดเกราะ ก็ค่อย ๆ หายไปทีละน้อย ถูกสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะดูดซับเข้าไป มันกำลังถูกปลุกให้ตื่นด้วยเลือดของหลิ่วชิ่งซาน
“กินสิ กินเข้าไปเยอะ ๆ เลย หลังจากนี้แกต้องเชื่อฟังคำสั่งของฉันอย่างว่าง่าย” หลิ่วชิ่งซานพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นและเหม่อลอย “สวรรค์มีตาจริง ๆ ทำให้ฉันได้เจอกับภูตผีที่ร้ายกาจแบบนี้ที่นี่ หลังจากมีแกแล้ว ฉันจะดูซิว่าคนเลี้ยงผีคนไหนยังจะกล้าอวดดีต่อหน้าฉันอีก”
พลังของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะค่อย ๆ ฟื้นฟูขึ้นมาทีละน้อย ในใจผมรู้สึกไม่สงบอย่างยิ่ง ด่าทอหลิ่วชิ่งซานในใจไปหลายรอบ
ไอ้หมอนี่เจ้าเล่ห์จริง ๆ ตั้งแต่แรกก็คิดจะเอาสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะมาเป็นทาสผี แต่รู้ตัวว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะ จึงปล่อยให้พวกเราสู้กับมันอย่างเอาเป็นเอาตาย พอพวกเราทำให้สิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะบาดเจ็บสาหัส เขาก็ออกมาฉวยโอกาส อาศัยจังหวะตอนที่มันอ่อนแอ บังคับหลอมให้เป็นทาสผีของตัวเอง
ก่อนหน้านี้วิญญาณแค้นในห้องสุสานฝังรวมที่จู่ ๆ ก็คลุ้มคลั่งขึ้นมา ต้องเป็นฝีมือของเขาอย่างแน่นอน แถมยังรวมวิญญาณแค้นเหล่านั้นให้กลายเป็นผีร้ายที่แข็งแกร่งตนหนึ่งอีกด้วย
ตอนนี้เขาถูกความโลภเข้าครอบงำโดยสมบูรณ์ ทำอะไรไม่เคยคำนึงถึงผลที่จะตามมา
สิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะที่ร้ายกาจขนาดนี้ ถึงแม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่จะยอมเป็นทาสผีของเขาอย่างว่าง่ายได้อย่างไร ผมกลัวว่าอีกเดี๋ยวเขาปลุกสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะให้ตื่นขึ้นมาแล้วจะควบคุมไม่ได้ กลับจะดึงพวกเราทุกคนเข้าไปพัวพันกับอันตรายไปด้วย
ฮุ่ยเจวี๋ยที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมจ้องมองทุกอย่างเหมือนกับผม ในใจคาดว่าคงจะด่าทอหลิ่วชิ่งซานไอ้คนไร้ประโยชน์นี่ไปหลายรอบแล้ว
“แกมานี่!” รอจนสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะกินเลือดจนพอแล้ว หลิ่วชิ่งซานก็ทำแผลพลางออกคำสั่งกับผีร้ายที่แอบอยู่ตรงมุมห้องสุสานมาโดยตลอด
ผีร้ายดูเหมือนจะต่อต้านคำสั่งของหลิ่วชิ่งซาน ในปากส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำ ไม่ยอมเข้าไปใกล้
หลิ่วชิ่งซานโกรธแล้ว เอ่ยปากข่มขู่ “อย่าลืมสิว่าเป็นฉันที่ทำให้แกมีความสามารถระดับนี้ แกเป็นทาสผีของฉัน ไม่เชื่อฟังฉันจะทำลายแกซะ”
พอเห็นผีร้ายยังคงต่อต้าน สีหน้าของหลิ่วชิ่งซานก็มืดมนลง ในปากเริ่มร่ายคาถา
พอเขาร่ายคาถา ผีร้ายก็แสดงสีหน้าเจ็บปวด แต่ในแววตายังคงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หลิ่วชิ่งซานเป็นคนเลี้ยงผีอยู่แล้ว คาถาจึงถูกใช้เพื่อควบคุมทาสผีโดยเฉพาะ ในที่สุดผีร้ายก็ต้านทานคาถาไม่ไหว เดินไปหาหลิ่วชิ่งซานอย่างไม่เต็มใจ
ภาพนี้ยิ่งทำให้ผมด่าทอหลิ่วชิ่งซานในใจเข้าไปใหญ่ ความสามารถของผีร้ายเทียบไม่ได้กับสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะ แม้แต่ผีร้ายตนนี้ยังคิดจะต่อต้านเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะที่น่ากลัวยิ่งกว่า
หลิ่วชิ่งซานคิดจริง ๆ เหรอว่าตัวเองจะสามารถควบคุมสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะได้?
“แกเข้าไปสิงในชุดเกราะซะ” หลิ่วชิ่งซานกลับทำเรื่องที่ทำให้ผมตกตะลึงอีกครั้ง
เขาให้ผีร้ายเข้าไปสิงในชุดเกราะ คิดจะหลอมรวมผีร้ายและสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเพิ่มความสามารถของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะ
คนบ้า เขาบ้าไปแล้วจริง ๆ ถ้าความสามารถของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะเพิ่มขึ้นอีก พวกเราใครจะไปจัดการมันได้
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ผมถูกพิษกู่เล่นงานจนขยับตัวไม่ได้ ผมอยากจะกระโดดเข้าไปเตะหลิ่วชิ่งซานให้ตายจริง ๆ
เขาอยากจะหาที่ตายก็อย่าดึงพวกเราเข้าไปด้วยสิ
จากสายตาของฮุ่ยเจวี๋ย ก็มองออกว่าเขาร้อนใจเหมือนกับผม น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเราสองคนไม่มีใครสามารถหยุดยั้งการกระทำที่โง่เขลาของหลิ่วชิ่งซานได้เลย
ผีร้ายต่อต้าน ไม่ยอมหลอมรวมกับสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะเลยแม้แต่น้อย ใครจะยอมเสียสละตัวเองเพื่อเพิ่มความสามารถให้คนอื่น
“เป็นแค่ทาสผีชั้นต่ำ กล้าไม่เชื่อฟัง อยากตายนักใช่ไหม!” หลิ่วชิ่งซานโกรธจัด หยิบป้ายที่แกะสลักจากกระดูกขาวออกมาอันหนึ่ง บนป้ายนั้นสลักอักขระประหลาดไว้มากมาย
พอเห็นป้ายกระดูกขาว ผีร้ายก็ดูเหมือนจะกลัวมาก หลิ่วชิ่งซานทำท่าจะขว้างป้ายเอวกระดูกขาวใส่มัน ทำให้มันร้องเสียงแหลมด้วยความตกใจทันที แล้วมุดหัวเข้าไปในชุดเกราะ
“หึ ต้องให้ฉันใช้กำลัง” หลิ่วชิ่งซานแค่นเสียงเย็นชา เก็บป้ายกระดูกขาวกลับไป
ในตอนนั้น เฝิงเลี่ยงที่รออยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มหมดความอดทน “เร็วหน่อย อีกเดี๋ยวต้องจัดการไอ้เด็กเวรสามคนนั้นอีก”
“เหอะ ๆ เดี๋ยวนี้แหละ เหลืออีกแค่ขั้นตอนสุดท้าย” หลิ่วชิ่งซานตอบกลับประโยคหนึ่ง ก็รีบหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาโยนไปบนชุดเกราะ แล้วเริ่มร่ายมนตร์ในปาก
ไม่รู้ว่าเขาร่ายมนตร์อะไร ยันต์กลายเป็นแสงสีแดงหลอมรวมเข้าไปในชุดเกราะ จากนั้นบนชุดเกราะก็มีเสียงคำรามยาวน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นมา ทำให้คนขนหัวลุก
แม้แต่เฝิงเลี่ยงที่อยู่ข้าง ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น แกแน่ใจแค่ไหน?”
“ฮ่า ๆ สำเร็จแล้ว ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว ต่อไปฉันจะดูซิว่าใครหน้าไหนยังกล้าเป็นศัตรูกับฉันอีก” หลิ่วชิ่งซานหยุดร่ายมนตร์แล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง สีหน้าราวกับคนเสียสติ
หลังจากเสียงคำรามยาวจบลง ชุดเกราะก็ลุกขึ้นยืนจากพื้นทันที ใบหน้าของวิญญาณดวงใหม่ปรากฏขึ้น กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะตนใหม่
และพลังบนตัวของมันก็เริ่มแผ่ออกมาทีละน้อย ห้องสุสานทั้งห้องพลันเย็นเยียบผิดปกติในทันใด
ผมจ้องมองสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะที่พลังยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุดอย่างไม่อยากจะเชื่อ ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่ได้เกิดขึ้นในใจของผม
ในที่สุดพลังบนตัวของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะก็มาถึงจุดสูงสุด มันคำรามลั่นในลำคอ ร่างกายสั่นสะท้าน ทันใดนั้นก็เกิดคลื่นพลังกระจายออกไปทั่วห้องสุสาน
“ขุน ขุนพลผี!” หลิ่วชิ่งซานถูกคลื่นพลังซัดจนล้มลงกับพื้น จ้องมองสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะตรงหน้าอย่างเหม่อลอย