- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 216 พ่นไฟ
บทที่ 216 พ่นไฟ
บทที่ 216 พ่นไฟ
พอเห็นผมหยิบจานหลัวผานขึ้นมา หลิวเฉิงก็ชะงักไป “หลงหยวน ก่อนหน้านี้นายไม่ได้บอกเหรอว่าจานหลัวผานใช้ไม่ได้ แล้วนายจะหยิบมันขึ้นมาทำไมอีก?”
“ฉันคิดวิธีหนึ่งออก เลยอยากจะลองดู” ผมบอกเขา
จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน ถือจานหลัวผาน
เหมือนกับเมื่อก่อน เข็มทิศบนจานหลัวผานยังคงหมุนไม่หยุด ผมโคจรปราณในร่างกาย ร่ายคาถา แล้วชี้ไปที่จานหลัวผาน
ผมคิดจะอัดฉีดปราณในร่างกายของผมเข้าไปในจานหลัวผานสายหนึ่ง เพื่อดูว่าจะสามารถลบล้างผลกระทบของไอหยินในสุสานที่มีต่อจานหลัวผานได้หรือไม่
หลังจากอัดฉีดปราณเข้าไป ผมก็จ้องมองจานหลัวผานอย่างประหม่า ในใจรู้สึกไม่สงบ
ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล ผมก็จะวางค่ายกลไม่ได้ ถึงตอนนั้นคงทำได้เพียงฝืนใจใช้อสนีแดงอีกครั้ง
และทันทีที่ผมใช้อสนีแดงอีกครั้ง ผมจะอ่อนแอลงอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่จะรับมือกับหมอพิษกู่ลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและอาจจะปรากฏตัวออกมาจัดการพวกเราได้ทุกเมื่อ
สรุปคือถ้าไม่ถึงตาจนจริง ๆ ผมไม่อยากจะใช้อสนีแดง อย่างน้อยก่อนที่พลังของผมที่ถูกใช้ไปจะฟื้นฟูเต็มที่ ผมก็ไม่อยากจะใช้มันอีก
อารมณ์ประหม่าของผมดูเหมือนจะส่งผลกระทบถึงหลิวเฉิงด้วย เขาขยับเข้ามาใกล้แล้วจ้องมองเข็มทิศบนจานหลัวผานอย่างประหม่าเหมือนกับผม
ในไม่ช้า ความเร็วในการหมุนของเข็มทิศในจานหลัวผานก็ช้าลง จากนั้นก็ค่อย ๆ หยุดลง
“สำเร็จแล้ว!” ผมดีใจอย่างยิ่ง ตื่นเต้นจนสุดขีด
ปราณที่บำเพ็ญเพียรจาก ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’ นั้นมีประโยชน์จริง ๆ ผมแค่ลองดูเล่น ๆ ไม่คิดว่าจะสำเร็จ
จานหลัวผานใช้ได้แล้ว ผมก็จะสามารถกำหนดทิศทางในสุสานได้ การวางค่ายกลไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
“คิงคอง หยิบเหรียญทองแดงขึ้นมา เตรียมวางค่ายกลกับฉัน” ผมดีใจอย่างยิ่ง หันไปพูดกับหลิวเฉิง
“ได้เลย!” หลิวเฉิงก็ยิ้มแฉ่ง พร้อมหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมา
ผมรีบหันไปมองฮุ่ยเจวี๋ย “ฮุ่ยเจวี๋ย ท่านทนอีกหน่อยนะ ผมกับหลิวเฉิงจะเริ่มวางค่ายกลเดี๋ยวนี้แหละ”
ฮุ่ยเจวี๋ยหลับตาพยักหน้า สวดมนต์และเคาะปลาไม้ต่อไป
สิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะและผีร้ายยังคงเอามืออุดหู สีหน้าทรมานอย่างยิ่ง ในปากเริ่มส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำ
ภายใต้การทำงานของศาสตราวุธ สิ่งชั่วร้ายทั้งสองตนขยับตัวไม่ได้ ความโกรธเพิ่มพูนขึ้น
ส่วนสีหน้าของฮุ่ยเจวี๋ยเริ่มซีดเผือดแล้ว ผมกับหลิวเฉิงต้องรีบทำเวลา
“หลงหยวน จะวางค่ายกลอะไร?” หลิวเฉิงถือเหรียญทองแดงอยู่ในมือ แล้วถามผม
ผมถามเขาว่ายังจำค่ายกลจองจำวิญญาณที่เคยใช้วางที่บ้านของซูหลินชุนได้หรือไม่ ค่ายกลที่พวกเราจะวางในตอนนี้ก็คือค่ายกลนั้นแหละ
เขาเกาหัว “ฉันพอจะจำได้ราง ๆ แต่จำไม่ได้แล้วว่าต้องวางเหรียญทองแดงยังไง”
“ไม่เป็นไร ฟังคำสั่งฉันก็พอ” เขาจำไม่ได้เป็นเรื่องปกติ อีกเดี๋ยวผมคอยสั่งเขาก็พอ
ดังนั้นผมจึงถือจานหลัวผาน แล้วพาหลิวเฉิงเริ่มทำงาน
พวกเราต้องวางเหรียญทองแดงเจ็ดเหรียญในสี่ทิศทาง ตะวันออก ใต้ ตก และเหนือตามลำดับ ซึ่งต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะเสร็จ
โชคดีที่ผมมีประสบการณ์จากครั้งก่อนแล้ว ความเร็วจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ไม่กี่นาทีต่อมา ในที่สุดผมกับหลิวเฉิงก็วางเหรียญทองแดงเจ็ดเหรียญในสี่ทิศทาง ตะวันออก ใต้ ตก และเหนือของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะและผีร้ายได้สำเร็จ การวางค่ายกลเสร็จสิ้นลง
ผมกับหลิวเฉิงถอยกลับไปอยู่ข้างกายฮุ่ยเจวี๋ย ในตอนนี้บนหน้าผากของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ขมวดคิ้วแน่น สีหน้ายิ่งซีดเผือดมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายก็เริ่มสั่นเล็กน้อย
ผมแอบตกใจ ศาสตราวุธสิ้นเปลืองพลังมากกว่าที่ผมคิด
“ฮุ่ยเจวี๋ย พอได้แล้ว” ผมรีบเอ่ยปากบอกให้เขาหยุด
สิ้นเสียงของผม ฮุ่ยเจวี๋ยก็หยุดเคาะปลาไม้ในมือทันที ลืมตาขึ้นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง
ในชั่วพริบตาที่เขาหยุดลง สิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะและผีร้ายก็กลับมาเป็นอิสระอีกครั้ง ส่งเสียงคำรามลั่น
ผมรีบร่ายคาถาชี้ไปที่ค่ายกล ค่ายกลจองจำวิญญาณถูกเปิดใช้งานทันที
“อ๊า!” สิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะดูเหมือนจะโกรธจัด แหงนหน้าคำรามลั่น
พร้อมกับเสียงคำรามของมัน ไอหยินในห้องสุสานกลับไหลทะลักมาจากทุกทิศทุกทางเข้ามาในห้องนี้ แล้วถูกมันดูดเข้าไปในปาก
ในตอนนี้ ในปากของมันเกิดเป็นวังวนขนาดใหญ่ รู้สึกราวกับว่าไอหยินในห้องสุสานกำลังจะถูกมันดูดจนแห้งเหือด
พลังบนตัวของมันก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ผลกระทบที่ฮุ่ยเจวี๋ยใช้ศาสตราวุธสร้างไว้เมื่อครู่หายไปหมดแล้ว
“เป็นสิ่งชั่วร้ายที่น่ากลัวจริง ๆ” ฮุ่ยเจวี๋ยกัดฟัน แล้วลุกขึ้นจากพื้น
ไอหยินมีเพียงผมกับเขาที่มองเห็น หลิวเฉิงรู้สึกได้เพียงว่าในสุสานมีลมแรงพัดมาวูบหนึ่ง อย่างอื่นก็ไม่รู้อะไรเลย
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมในสุสานถึงมีลมพัดด้วย?” หลิวเฉิงรีบคว้าไม้ถูกฟ้าผ่าที่วางลงตอนวางค่ายกลเมื่อครู่ขึ้นมา แล้วพูดอย่างประหม่า
พอไม่มีผลของศาสตราวุธ ความกลัวในใจของเขาก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง
“ขุนพลผู้นี้ขอสาบานว่าจะหั่นพวกแกเป็นแปดชิ้น!” สิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะคำรามลั่น คว้าทวนยาวที่ปักอยู่ข้างตัวเมื่อครู่ขึ้นมา แล้วเตรียมจะพุ่งเข้ามาโจมตีพวกเรา
แต่ทันทีที่มันเคลื่อนไหว ค่ายกลจองจำวิญญาณบนพื้นก็ทำงาน ส่องแสงสายฟ้าที่แสบตาออกมาเป็นระลอก เสียงสายฟ้าดังไม่ขาดสาย แสดงให้เห็นถึงพลังข่มขวัญของบ่ออสนี
ขอเพียงเป็นสิ่งชั่วร้าย ย่อมไม่กล้าข้ามบ่ออสนีแม้แต่ครึ่งก้าว ถึงแม้จะเป็นสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะก็เช่นเดียวกัน
บ่ออสนีที่สว่างขึ้นใต้เท้าขวางทางของมันไว้ บีบให้มันและผีร้ายถอยไปอยู่ใจกลางค่ายกล
“เป็นค่ายกลที่ร้ายกาจอีกแล้ว พี่หลี่ ท่านไม่ธรรมดาจริง ๆ!” ฮุ่ยเจวี๋ยจ้องมองบ่ออสนีที่พันธนาการสิ่งชั่วร้ายไว้ อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
ตอนนี้ความสามารถของผมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ถึงแม้จะวางค่ายกลเหมือนกับเมื่อก่อน แต่ความแข็งแกร่งของค่ายกลก็เทียบกันไม่ได้
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ความสามารถของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะก็ยังแข็งแกร่งเกินไป เกรงว่าค่ายกลจองจำวิญญาณในตอนนี้คงจะพันธนาการมันไว้ได้ไม่นาน ต้องรีบฉวยโอกาสนี้โจมตีเพื่อกำจัดมัน
แต่ในตอนนั้นเอง สิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะกลับทำเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง
เห็นเพียงแต่มันจู่ ๆ ก็คว้าตัวผีร้ายที่อยู่ข้าง ๆ อ้าปากคำรามลั่นแล้วโยนผีร้ายออกมานอกค่ายกลจองจำวิญญาณ
ระหว่างที่ลอยออกมานอกค่ายกล ผีร้ายก็ถูกบ่ออสนีโจมตีอย่างต่อเนื่อง ในปากส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา
พอตกลงมานอกค่ายกล มันกลับยังลุกขึ้นมาจากพื้นได้
ความเร็วที่ผีร้ายถูกโยนออกมานอกค่ายกลเร็วเกินไป บ่ออสนีไม่มีเวลาพอที่จะสร้างความเสียหายรุนแรงให้แก่มัน
เดิมทีคิดจะกักขังสิ่งชั่วร้ายสองตนไว้ในบ่ออสนี จากนั้นผมกับฮุ่ยเจวี๋ยจะร่วมมือกันโจมตี กำจัดพวกมันทีละตัว แต่แล้วการกระทำของสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะครั้งนี้ทำลายแผนการของผมอย่างไม่ต้องสงสัย
ค่ายกลจองจำวิญญาณกักขังสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะไว้ได้ในเวลาจำกัด ตอนนี้ผีร้ายไม่ได้อยู่ในค่ายกล มันต้องเข้ามาโจมตีเพื่อถ่วงเวลาพวกเราอย่างแน่นอน
ผมกัดฟัน ทำได้เพียงตัดสินใจให้หลิวเฉิงไปถ่วงเวลาผีร้ายไว้ สิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะร้ายกาจกว่าผีร้ายมาก ผมกับฮุ่ยเจวี๋ยต้องจัดการมันก่อน
“คิงคอง นายไปถ่วงเวลาผีร้ายไว้ ฉันกับฮุ่ยเจวี๋ยจะจัดการกับสิ่งชั่วร้ายในชุดเกราะ” ผมหันไปพูดกับหลิวเฉิง
หลิวเฉิงงงไปหมด ส่ายหน้า “ฉัน ฉันไม่ไหว!”
“รีบไป ขอแค่ถ่วงเวลามันไว้ก็พอ นายมีไม้ถูกฟ้าผ่า ยันต์เสริมหยางกับยันต์เสริมพลังที่ฉันให้ไปนายก็ยังไม่ได้ใช้ ตอนนี้แหละคือเวลาที่ต้องใช้ ไม่ต้องเก็บไว้แล้ว” ผมพูดต่อ เร่งเร้าเขา
หลิวเฉิงจนปัญญา หยิบยันต์เสริมหยางหลายแผ่นออกมาแล้วยัดเข้าปากโดยตรง เคี้ยวสองสามครั้งก็ฝืนกลืนลงไป จากนั้นเขาก็หยิบยันต์เสริมพลังออกมาอีกสองแผ่นแล้วแปะไว้บนตัว
ทันใดนั้น พลังบนตัวของเขาก็พุ่งสูงขึ้น พลังหยางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะยันต์เสริมหยาง ทั่วร่างราวกับถูกห่อหุ้มด้วยเปลวไฟชั้นหนึ่ง
ก่อนลงสุสานผมเคยเตือนเขาแล้วว่า ตอนนี้เขารับยันต์เสริมพลังได้มากที่สุดสองแผ่น ดูท่าแล้วเขายังจำได้
“ไอ้ผีร้าย ข้ามาแล้วโว้ย!” เขาตะโกนลั่น ทว่าในปากกลับพ่นไฟออกมาได้ เหมือนกับเล่นกายกรรม
เขาเองก็ชะงักไป ตกใจไม่น้อย “เชี่ยเอ๊ย เกิดอะไรขึ้นวะ?”
เขารีบเอามือปิดปาก กลัวว่าถ้าอ้าปากจะพ่นไฟออกมาอีก แต่เปลวไฟก็ยังทะลุมือที่ปิดปากของเขาออกมาได้
“บ้าฉิบหาย หรือว่าเทพกุมารอัคคีจะมาสิงร่างฉันวะ?” หลิวเฉิงงงไปหมดแล้ว พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง