- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 210 คลื่นลูกเก่าไม่ทันสลาย คลื่นลูกใหม่ก็ซัดเข้ามา
บทที่ 210 คลื่นลูกเก่าไม่ทันสลาย คลื่นลูกใหม่ก็ซัดเข้ามา
บทที่ 210 คลื่นลูกเก่าไม่ทันสลาย คลื่นลูกใหม่ก็ซัดเข้ามา
เสียงของผมแฝงไว้ด้วยพลัง หลิวเฉิงพลันได้สติกลับคืนมา หยิบยันต์สะกดพลังชั่วร้ายในกระเป๋าออกมาติดไว้ที่หน้าอก กำไม้ถูกฟ้าผ่าแน่นทำท่าเตรียมพร้อมสู้ตาย
“พี่หลี่ ท่านทั้งสองซื้อเวลาให้ข้าพเจ้าหน่อย” ฮุ่ยเจวี๋ยพูดขึ้นมาทันที
จากนั้นก็พนมมือ แล้วนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น
“แกไม่ช่วย แล้วมานั่งบนพื้นทำไม?” หลิวเฉิงทั้งโมโหทั้งร้อนใจ จึงสบถด่าออกมา
“ฟังเขาเถอะ” ผมส่งสัญญาณให้หลิวเฉิงอย่าเอะอะโวยวาย ตั้งสมาธิจัดการกับวิญญาณแค้นที่พุ่งเข้ามา
การที่ฮุ่ยเจวี๋ยทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผล พวกเราต้องซื้อเวลาให้เขาให้ได้
“เข้ามาเลย ครั้งนี้ปู่หลิวสู้ตายโว้ย” หลิวเฉิงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด หยิบน้ำยันต์สะกดอัปมงคลขวดสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมาดื่มรวดเดียวจนหมด
ผมไม่สนใจเขาอีก หยิบยันต์ควบคุมอสนีออกมาสองแผ่น ปากร่ายคาถาบังคับอสนี “พลังดั้งเดิมแห่งเต๋า จงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับข้า อสนีในอุรา ขับเคลื่อนได้ตามประสงค์ บัญชา!”
ในทันใด ยันต์ควบคุมอสนีบนมือทั้งสองข้างของผมก็กลายเป็นแสงอสนี ส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ
พอผมกำมือทั้งสองข้างพร้อมกัน สายฟ้าบนมือทั้งสองก็กลายเป็นแส้สายฟ้าเส้นยาว ผมเหวี่ยงแส้สายฟ้าไปมา แล้วฟาดวิญญาณแค้นที่พุ่งเข้ามาให้ถอยกลับออกไป
แส้สายฟ้าฟาดโดนร่างของเหล่าวิญญาณแค้น พวกมันเจ็บปวดขึ้นมาชั่วขณะ ส่งเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด
“เดิมทีพวกเขาล้วนเป็นคนที่น่าสงสารซึ่งถูกฝังทั้งเป็น พี่หลี่ พวกท่านอย่าได้ทำลายพวกเขาเด็ดขาด เพียงแค่ขับไล่พวกเขาออกไปก็พอ ให้เวลาข้าพเจ้าเตรียมการส่งวิญญาณให้พวกเขาด้วย” ฮุ่ยเจวี๋ยกลัวว่าผมจะไม่ออมมือ จึงเอ่ยปากขึ้น
“อืม” ผมพยักหน้ารับคำ
ตั้งแต่แรกผมก็ไม่ได้คิดจะทำลายวิญญาณแค้นเหล่านี้โดยตรงอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นผมเพียงแค่ใช้ห้านิ้วอสนีบาตประสานกับปราณในร่างกาย วิญญาณแค้นเหล่านี้จะไม่มีโอกาสต่อต้านเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าผมเองก็ตั้งใจจะเก็บแรงไว้ด้วย อย่างไรเสียตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริงในสุสานแม่ทัพก็ยังไม่ปรากฏตัว
ผมเหวี่ยงแส้สายฟ้าบนมือทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่องเพื่อขับไล่วิญญาณแค้น แต่วิญญาณแค้นเหล่านี้ก็ดื้อรั้นจนน่าประหลาด ไม่ยอมแพ้ แถมพุ่งเข้ามาไม่หยุด
หลิวเฉิงที่อยู่ด้านข้างก็ถือไม้ถูกฟ้าผ่าแกว่งไปมาอย่างบ้าคลั่ง พลังปราณอสนีสวรรค์บนไม้ถูกฟ้าผ่าทำให้เหล่าวิญญาณแค้นหวาดระแวง พอหลิวเฉิงเหวี่ยงไม้ถูกฟ้าผ่า เหล่าวิญญาณแค้นก็รีบถอยหลัง ไม่กล้าให้ไม้ถูกฟ้าผ่าสัมผัสโดน
เหล่าวิญญาณแค้นดูเหมือนจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พุ่งเข้ามาทีละตัว ๆ ไม่กี่นาทีต่อมาหลิวเฉิงก็เหนื่อยจนทนไม่ไหว
อารมณ์ของเขาตื่นเต้นเกินไป การเคลื่อนไหวตอนเหวี่ยงไม้ถูกฟ้าผ่ากว้างเกินความจำเป็น พละกำลังเริ่มจะไม่เหลือแล้ว เหงื่อเย็นไหลท่วมหัว หอบหายใจไม่หยุด
“เจ้าหนูฮุ่ยเจวี๋ย ยังไม่เสร็จอีกเหรอ?” หลิวเฉิงถามฮุ่ยเจวี๋ยอย่างร้อนใจ
ฮุ่ยเจวี๋ยพนมมือ นั่งสมาธิอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่บนพื้น ไม่ได้ตอบกลับ
“อย่าร้อนใจ ฉันมาช่วยนายเอง” ดูเหมือนว่าฮุ่ยเจวี๋ยยังต้องการเวลาอีกหน่อย ผมทำได้เพียงใช้แส้สายฟ้าในมือข้างหนึ่งขับไล่วิญญาณแค้นที่โจมตีเข้ามาหาผม ส่วนแส้สายฟ้าในมืออีกข้างใช้เพื่อช่วยหลิวเฉิง ลดภาระของเขา
ผ่านไปอีกสองสามนาที ในที่สุดฮุ่ยเจวี๋ยก็เสร็จสิ้น เขาลืมตาขึ้น แล้วโยนประคำในมือขึ้นไปบนเพดานห้องสุสาน
“ท่านทั้งสองถอยกลับมาเถอะ” เขาพูดกับผมและหลิวเฉิงพร้อมกัน
หลิวเฉิงรอคำพูดนี้มานานแล้ว รีบถอยกลับทันที ผมเองก็คลายมือ แส้สายฟ้าบนมือทั้งสองข้างพลันสลายหายไป แล้วถอยกลับไปเช่นกัน
เห็นเพียงประคำที่ฮุ่ยเจวี๋ยโยนขึ้นไปส่องแสงสีทอง จากนั้นก็เปล่งประกายเจิดจ้าออกมาสายหนึ่ง ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องสุสาน
ผมกับหลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะใช้มือบังแสง ไม่กล้ามองตรง ๆ
รอจนแสงสว่างเจิดจ้าในห้องสุสานจางลง ผมถึงได้พบว่าเหล่าวิญญาณแค้นในห้องสุสานถูกขังอยู่ในค่ายกลอาคมที่สะท้อนออกมาจากประคำแล้ว
“พี่หลี่ ท่านทั้งสองช่วยคุ้มกันให้ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจะสวดส่งวิญญาณพวกเขา” ฮุ่ยเจวี๋ยก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว นั่งขัดสมาธินอกค่ายกลอาคมอีกครั้ง พนมมือ หลับตา แล้วเริ่มสวดมนต์
ผมกับหลิวเฉิงมาอยู่ข้างกายฮุ่ยเจวี๋ย ระแวดระวังรอบด้านเพื่อคุ้มกันให้เขา
ในสุสานยังมีสิ่งชั่วร้ายอื่นอยู่ พวกเราต้องคอยระวัง ป้องกันไม่ให้พิธีส่งวิญญาณของฮุ่ยเจวี๋ยถูกขัดจังหวะ
หากพิธีส่งวิญญาณถูกขัดจังหวะ การจะทำต่ออีกครั้งคงเป็นเรื่องยาก
ตอนนี้ ในห้องสุสานนอกจากเสียงร้องโหยหวนของเหล่าวิญญาณแค้นแล้ว ก็เหลือเพียงเสียงสวดมนต์ที่ลึกซึ้งเข้าใจยากของฮุ่ยเจวี๋ย
ผ่านการสวดมนต์ของเขา ไอแค้นบนตัวของเหล่าวิญญาณแค้นกำลังค่อย ๆ อ่อนแอลง รอจนความแค้นบนตัวของเหล่าวิญญาณแค้นหมดไป พวกเขาก็จะสามารถไปสู่แดนสุขาวดีได้
หลิวเฉิงจ้องมองฮุ่ยเจวี๋ยและเหล่าวิญญาณแค้นในค่ายกลอาคมอย่างสงสัย เอ่ยปากถาม “หลงหยวน วิญญาณแค้นเยอะขนาดนี้ อาศัยแค่เจ้าหนูฮุ่ยเจวี๋ยจะไหวเหรอ?”
“ไม่ต้องห่วง ความสามารถในการส่งวิญญาณของฝ่ายพุทธเก่งกาจและเป็นมืออาชีพกว่าฉันมาก” ผมบอกเขา
อาชีพหลักของผมคือซินแสฮวงจุ้ย การจัดการเรื่องต่าง ๆ ย่อมต้องพิจารณาวิธีการทางฮวงจุ้ยเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องการส่งวิญญาณ จับผีปราบผีอะไรพวกนี้ เมื่อเทียบกับฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าแล้ว ผมก็เป็นแค่มือสมัครเล่น
ไอแค้นบนตัวเหล่าวิญญาณแค้นในค่ายกลอาคมกำลังค่อย ๆ ลดลง ทุกอย่างดูราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง อีกสักพัก เชื่อว่าการส่งวิญญาณของฮุ่ยเจวี๋ยจะสำเร็จ
แต่ในตอนนั้นก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เหล่าวิญญาณแค้นที่เดิมทีเจ็บปวดอยู่ในค่ายกลอาคม จู่ ๆ ก็กลับคลุ้มคลั่งขึ้นมา แต่ละตัวมีหน้าตาดุร้ายน่ากลัว
จากนั้นก็เริ่มกลืนกินกันเอง คิดจะใช้วิธีนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ทะลวงค่ายกลส่งวิญญาณของฮุ่ยเจวี๋ย
ฮุ่ยเจวี๋ยที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นขมวดคิ้ว สีหน้าเปลี่ยนไปดูไม่เป็นธรรมชาติ เขาได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด และค่ายกลส่งวิญญาณก็เริ่มสั่นไหวเล็กน้อย
เหล่าวิญญาณแค้นได้รับผลกระทบจากไอหยินอันแข็งแกร่งในสุสานมาเป็นเวลานาน เดิมทีความแข็งแกร่งก็ไม่ด้อยอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมากลืนกินกันเอง ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายตัวมีทีท่าว่าจะทะลวงไประดับภูตนักรบได้
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าค่ายกลส่งวิญญาณของฮุ่ยเจวี๋ยจะยังคงทนไหวหรือไม่
“หลงหยวน ทำยังไงดี วิญญาณในค่ายกลอาคมยิ่งคลุ้มคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว” ค่ายกลส่งวิญญาณสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลิวเฉิงเริ่มร้อนรน
ช่วยไม่ได้ ผมทำได้เพียงลองโยนยันต์สะกดพลังชั่วร้ายออกไปสามแผ่น เพื่อใช้ช่วยค่ายกลส่งวิญญาณของฮุ่ยเจวี๋ย
หลังจากยันต์สะกดพลังชั่วร้ายสามแผ่นตกลงบนค่ายกลส่งวิญญาณ ก็ได้ผลจริง ๆ ด้วย ค่ายกลกลับมามั่นคงในทันที มีเพียงการสั่นไหวเล็กน้อย สีหน้าของฮุ่ยเจวี๋ยก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย
ผมเพิ่งจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ด้านนอกห้องสุสานก็พลันมีเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้นมาอีก
“เสียงอะไรเคลื่อนไหว?” หลิวเฉิงเหมือนนกที่ตื่นธนู มองไปยังประตูห้องสุสานอย่างตื่นตระหนก
ผมตกตะลึง สีหน้าเขียวคล้ำ เพราะด้านนอกห้องสุสานมีไออัปมงคลที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งแผ่เข้ามา หรือว่าจะเป็นสิ่งชั่วร้ายที่แท้จริงของสุสานแม่ทัพปรากฏตัวแล้ว?
จะมาเร็วก็ไม่มา จะมาช้าก็ไม่มา ทำไมถึงเลือกมาปรากฏตัวในตอนนี้
เสียงเคลื่อนไหวนอกสุสานใกล้เข้ามาอีกเล็กน้อย ในใจผมร้อนรน หันกลับไปมองฮุ่ยเจวี๋ยแวบหนึ่ง
หากปล่อยให้สิ่งชั่วร้ายที่มีความสามารถระดับนี้บุกเข้ามา การส่งวิญญาณของฮุ่ยเจวี๋ยจะต้องถูกขัดจังหวะอย่างแน่นอน ดังนั้นผมจึงต้องตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
“คิงคอง นายเฝ้าฮุ่ยเจวี๋ยอยู่ที่นี่ ฉันจะไปล่อสิ่งชั่วร้ายข้างนอกออกไปและจัดการมัน” ผมพูดกับหลิวเฉิง กำชับเขาว่าต้องเฝ้าฮุ่ยเจวี๋ยให้ดี
หลิวเฉิงรู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่น่าไว้วางใจ จึงพยักหน้า “ฉันเข้าใจแล้ว นายต้องระวังตัวให้ดี รอให้เจ้าหนูฮุ่ยเจวี๋ยส่งวิญญาณเสร็จ พวกเราสองคนจะไปรวมตัวกับนาย”
“ได้!” ผมรับคำ แล้ววิ่งออกจากห้องสุสาน
เพิ่งจะวิ่งออกมาจากห้องสุสาน ผมก็เห็นซากศพแห้งที่ทั้งตัวแห้งเหี่ยวและดำคล้ำ ในเบ้าตาที่ดำและลึกโบ๋ของมันมีแสงสีแดงน่าขนลุกส่องออกมา
พอผมปรากฏตัว ซากศพแห้งก็จ้องมาที่ผม ปากที่เหี่ยวแห้งพ่นไออัปมงคลอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
“นี่มัน...” ผมตกตะลึง เพราะผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกู่หนอนจากบนร่างของซากศพแห้งนี้
มันคือกู่หิน!