- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 204 ฮุ่ยเจวี๋ย
บทที่ 204 ฮุ่ยเจวี๋ย
บทที่ 204 ฮุ่ยเจวี๋ย
ผมประหลาดใจอย่างยิ่ง มองไปที่หลวงจีนน้อยคนนั้นอย่างตกตะลึง เห็นเพียงเขามีหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา ดวงตาสดใสเป็นประกาย บนตัวยังมีกลิ่นอายลึกลับที่ยากจะบรรยายออกมาได้
“โยมเว่ย คนที่วางค่ายกลหงส์ไฟนี่คืออาจารย์หลี่ที่ท่านพูดถึงใช่หรือไม่ เขาอยู่ที่ไหนรึ?” หลวงจีนน้อยเอ่ยปากถามเว่ยจื้อผิง
ผมกับหลิวเฉิงมองหน้ากัน สามารถสัมผัสได้ถึงความประหลาดใจในแววตาของอีกฝ่าย หลวงจีนน้อยคนนี้คงไม่ใช่ลูกศิษย์ที่ปรมาจารย์จิ้งหยวนส่งมาหรอกนะ?
“ท่านหลวงจีนน้อย เขาคือหลี่หลงหยวน อาจารย์หลี่ครับ” เว่ยจื้อผิงสุภาพกับเขามาก แล้วแนะนำผม
หลวงจีนน้อยมองมาที่ผม สีหน้าประหลาดใจ “ยอดเยี่ยม ท่านยังหนุ่มขนาดนี้กลับมีวิชาแก่กล้าถึงเพียงนี้ เหนือกว่าซินแสฮวงจุ้ยไปไม่น้อยเลย”
คำพูดนี้ ทำเอาผมแทบจะหลุดหัวเราะออกมา ผมยังไม่ทันจะบ่นว่าเขาเด็กเกินไป เขากลับมาว่าผมหนุ่มเสียก่อน
“มิน่าล่ะท่านอาจารย์ถึงบอกข้าพเจ้าอยู่เสมอ ว่าโลกภายนอกมีคนที่เหนือความคาดหมายอยู่มากมาย ให้อยู่ข้างนอกต้องถ่อมตนเข้าไว้ ดูท่าท่านคงจะเป็นหนึ่งในนั้น มิน่าถึงจัดการกู่เปรตได้” หลวงจีนน้อยพูดจาเป็นงานเป็นการ เหมือนกับผู้ใหญ่ในร่างเด็ก
ผมยิ้มเล็กน้อย แล้วถามเขาว่าใช่ลูกศิษย์ของปรมาจารย์จิ้งหยวนหรือไม่
เขาพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกท่านเรียกข้าพเจ้าว่าฮุ่ยเจวี๋ยก็พอ ระหว่างทางโยมเว่ยเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ข้าพเจ้าฟังแล้ว ดูท่าเรื่องนี้คงจะจัดการไม่ง่าย มิน่าล่ะท่านอาจารย์ถึงให้ข้าพเจ้านำศาสตราวุธมาด้วย”
“อาจารย์ของนายสติดีอยู่รึเปล่าเนี่ย ถึงได้ส่งเด็กกะเปี๊ยกแบบนี้มา นี่ไม่ใช่การส่งนายมาตายหรอกเหรอ นายกับเขามีเรื่องแค้นเคืองกันหรือเปล่า เขาเลยถือโอกาสแก้แค้นนายน่ะ?” หลิวเฉิงที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเหน็บแนม
ไม่ต้องพูดถึงหลิวเฉิงเลย แม้แต่พวกเราคนอื่น ๆ ก็ยังประหลาดใจ
แม้ว่าผมจะรู้ว่าการที่ปรมาจารย์จิ้งหยวนให้เขามา จะต้องเป็นเพราะเขามีอะไรที่เหนือกว่าคนทั่วไป แต่เขายังเด็กเกินไปจริง ๆ ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ
ฮุ่ยเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่พอใจคำพูดของหลิวเฉิงเมื่อครู่ “อย่าพูดจาเหลวไหล ท่านอาจารย์ดีกับข้าพเจ้ามาก รักข้าพเจ้าที่สุด พวกท่านอย่าเห็นว่าข้าพเจ้าอายุน้อย ข้าพเจ้าเคยติดตามท่านอาจารย์ไปจัดการเรื่องให้คนอื่นมาไม่น้อยแล้วนะ”
“แล้วนายมีความสามารถอะไรล่ะ แสดงให้ดูสักหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นใครจะกล้าให้นายตามลงสุสานไปด้วย” หลิวเฉิงเท้าสะเอว ไม่ค่อยเชื่อคำพูดของฮุ่ยเจวี๋ย
ฮุ่ยเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้พยักหน้าตอบตกลง “ได้ พวกท่านดูให้ดี”
พูดจบ เขาวางห่อผ้าในมือลง เดินไปหน้าค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟ แล้วนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น
ทุกคนพากันเข้าไปมุงดู อยากจะเห็นว่าเขาจะทำอะไร
ผมเองก็สงสัยอย่างยิ่ง ว่าเขาที่อายุยังน้อยจะมีความสามารถอะไรที่ผิดแผกไปจากคนทั่วไป
หลังจากนั่งขัดสมาธิแล้ว ฮุ่ยเจวี๋ยก็เริ่มหลับตานั่งสมาธิสวดมนต์ ไม่สนใจพวกเราเลยแม้แต่น้อย
“แค่นี้เนี่ยนะ?” เดิมทีหลิวเฉิงทำหน้าคาดหวัง แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ก็แค่สวดมนต์ พระองค์ไหนทำไม่เป็นบ้าง เจ้าหนู นายแกล้งพวกเราเล่นใช่ไหมเนี่ย”
“ชู่ว์ เงียบ ๆ” ผมส่งสัญญาณให้เขาเงียบ เพราะตั้งแต่ที่ฮุ่ยเจวี๋ยเริ่มสวดมนต์ บนตัวของเขาก็มีพลังชี่ที่แข็งแกร่งสายหนึ่งแผ่ออกมา
ในใจผมยิ่งประหลาดใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าพลังชี่ที่แข็งแกร่งขนาดนี้จะมาจากเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองปี เขาไม่ธรรมดาจริง ๆ
ไม่กี่นาทีต่อมา ฮุ่ยเจวี๋ยยังคงสวดต่อไป แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากหลิวเฉิงแล้ว คนอื่น ๆ ก็เริ่มจะหมดความอดทน แต่ผมกลับตกตะลึง
เพราะผมสัมผัสได้ว่าพลังของค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ผมเป็นคนวางค่ายกล ดังนั้นต่อให้ค่ายกลเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ผมก็สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
“ถอย!” ผมตะโกนขึ้น แล้วถอยหลังไปสองสามก้าว
พวกหลิวเฉิงมองมาที่ผมอย่างสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องถอยหลัง
และในตอนนั้นเอง เพลิงหยางในค่ายกลก็พลันลุกโชนรุนแรงขึ้นดังพรึ่บ เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นไปราวกับน้ำพุ สูงหลายเมตร คลื่นความร้อนก็พัดออกมาจากค่ายกลอย่างรุนแรง
พวกหลิวเฉิงถอยหลังไม่ทันแล้ว ถูกสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ทำให้ตกใจไม่น้อย หลิวเฉิงถึงกับล้มก้นกระแทกพื้น
“เชี่ยเอ๊ย!” เขาอ้าปากค้าง มองเปลวไฟที่สูงหลายเมตรอย่างตกตะลึง
เจ้าหน้าที่ที่กำลังทำงานขุดค้นอยู่ไม่ไกลก็ตกใจเช่นกัน พากันหยุดมือแล้วหนีห่างจากเปลวไฟ
“ยอดเยี่ยม!” ผมอดที่จะชื่นชมออกมาไม่ได้
ไม่คิดเลยว่าฮุ่ยเจวี๋ยแค่ร่ายคาถา ก็สามารถเสริมพลังให้ค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟได้ถึงระดับนี้ ทำให้ผมได้เปิดโลกทัศน์จริง ๆ
ในวงการนักพรตไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ก็ดูแคลนไม่ได้จริง ๆ
หลิวเฉิงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ปีนขึ้นมาจากพื้น แล้ววิ่งมาข้างผม “หลงหยวน เจ้าเด็กนี่ฝีมือร้ายกาจมากเลยใช่ไหม?”
“อืม อายุเท่านี้สามารถทำได้ถึงขนาดนี้ ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ” ผมไม่ตระหนี่คำชมที่มีต่อฮุ่ยเจวี๋ย
เว่ยจื้อผิงก็ยิ้มพลางเดินเข้ามา บอกว่าตอนที่เขาเจอฮุ่ยเจวี๋ยวันนี้ครั้งแรก ก็คิดว่าปรมาจารย์จิ้งหยวนกำลังล้อเล่นกับเขาอยู่ ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเขาเองที่สายตาสั้นไป
ผมมองเพลิงหยางที่สูงหลายเมตรในตอนนี้ ในใจคิดว่าถ้าหากฮุ่ยเจวี๋ยสามารถเสริมพลังเพลิงหยางของค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟแบบนี้ไปได้เรื่อย ๆ ไอหยินที่แข็งแกร่งในสุสานก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
แต่ว่านี่เป็นไปไม่ได้ เพราะพละกำลังของฮุ่ยเจวี๋ยน่าจะทนไม่ไหวถ้าต้องใช้เวลานานขนาดนั้น
หลังจากสวดไปได้ประมาณสิบกว่านาที ฮุ่ยเจวี๋ยถึงได้หยุด ลุกขึ้นจากพื้น แล้วปัดเศษดินบนตัว
เมื่อไม่มีคาถาของเขาช่วยเสริมพลัง เพลิงหยางของค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟก็อ่อนลงในทันที กลับคืนสู่สภาพเดิม
“เป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้พวกท่านเชื่อข้าพเจ้าแล้วใช่หรือไม่?” ฮุ่ยเจวี๋ยหันกลับมาพูดกับพวกเรา
หลิวเฉิงเงียบไป ไม่มีอะไรจะพูด คนอื่น ๆ ต่างพากันชื่นชมฮุ่ยเจวี๋ย
ฮุ่ยเจวี๋ยถูกพวกเราชมจนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย หน้าแดงพลางเกาหัว
ในตอนนั้น ฮุ่ยเจวี๋ยลูบท้อง บอกว่าสวดมนต์ไปครู่หนึ่ง เขาก็หิวแล้ว
พูดจบ ก็วิ่งไปหยิบห่อผ้าของตัวเองขึ้นมา แล้วหยิบไข่ต้มออกมาสองสามฟองจากข้างใน
เขาปอกเปลือกไข่ กินไข่หนึ่งฟองหมดในคำเดียว จากนั้นก็ปอกอีกฟอง แล้วยัดเข้าปากในคำเดียวเช่นกัน
เขากินไข่สามฟองติดต่อกัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ยังทำท่าจะปอกฟองต่อไปอีก
เขากินอย่างดุเดือดขนาดนี้ เว่ยจื้อผิงกลัวว่าไข่จะติดคอ จึงให้คนส่งน้ำให้เขาขวดหนึ่ง
ฮุ่ยเจวี๋ยก็ไม่เกรงใจ เปิดฝาขวด ดื่มน้ำพรวดเดียวหมดขวดในพริบตา แล้วก็ปอกไข่กินต่อ พวกเราที่อยู่ข้าง ๆ ต่างมองจนตาค้าง
เพิ่งจะเคยเห็นคนกินไข่ดุเดือดขนาดนี้เป็นครั้งแรก ไม่กลัวติดคอหรืออย่างไร
เขากินอย่างเอร็ดอร่อย ทำเอาหลิวเฉิงมองจนน้ำลายสอ พอกลอกตาไปมา หลิวเฉิงก็เริ่มคิดแผนการกับไข่ในมือของฮุ่ยเจวี๋ย
“หลวงจีนน้อยฮุ่ยเจวี๋ย เมื่อกี้ขอโทษด้วยนะ ฉันดูนายผิดไป ขอไข่ให้ฉันสักฟองได้ไหม?” หลิวเฉิงถูมือไปมา แล้วยิ้ม
“ไม่ได้ นี่ท่านอาจารย์ต้มให้ข้าพเจ้า ถึงเวลาข้าพเจ้ายังต้องเอาเข้าไปกินในสุสานด้วย” ฮุ่ยเจวี๋ยรีบปกป้องไข่ของตัวเองอย่างระแวดระวัง แล้วปฏิเสธ
หลิวเฉิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ยังมีอีกตั้งเยอะ พออยู่แล้วน่า”
“ไม่ได้” ฮุ่ยเจวี๋ยยังคงไม่ยอม “ข้าพเจ้ายังกินไม่พอเลย”
หลิวเฉิงจนปัญญา ทำได้เพียงพูดว่า “นายให้ฉันกินก่อน เดี๋ยวพอจะลงสุสานฉันจะซื้อมาต้มให้ใหม่ ตกลงไหม”
แววตาของฮุ่ยเจวี๋ยเป็นประกาย “จริงหรือ?”
“แน่นอน” หลิวเฉิงรับประกัน
“ได้ งั้นให้” ฮุ่ยเจวี๋ยถึงได้ยื่นไข่ให้หลิวเฉิงสองฟอง หลิวเฉิงรับไข่มาอย่างยิ้มระรื่น
จากนั้น ฮุ่ยเจวี๋ยก็พูดต่อ “ถึงเวลาท่านอย่าลืมต้มไข่ให้ข้าพเจ้าสักสิบยี่สิบฟองนะ และต้องเป็นไข่ไก่บ้านด้วย ไม่อย่างนั้นข้าพเจ้าจะใช้กำปั้นน้อย ๆ ทุบท่านเสีย”
พูดพลางชูกำปั้นขึ้นมา เพื่อเป็นการเตือน
หลิวเฉิงทำหน้างุนงง ส่วนพวกเราที่อยู่ข้าง ๆ ถูกบทสนทนาเหมือนคู่หูตัวตลกของพวกเขาทั้งสองคนทำเอาหัวเราะออกมา