- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 202 ค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟ
บทที่ 202 ค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟ
บทที่ 202 ค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟ
เสียงเคาะประตูด้านนอกรีบร้อนมาก เว่ยจื้อผิงขมวดคิ้ว แล้วอนุญาตให้เข้ามา
ไม่นาน ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่จ้าวกั๋วเหลียงพามาก็รีบร้อนเข้ามาในห้อง
จ้าวกั๋วเหลียงสงสัย “มีเรื่องอะไรหรือ?”
ชายฉกรรจ์บอกว่าคนจากสำนักงานบังคับใช้กฎหมายมาหา ยืนกรานว่าจะให้จ้าวกั๋วเหลียงกับพวกเรากลับไปกับพวกเขา เพื่อสะสางเรื่องของบ้านหลี่ว์เผิงให้กระจ่าง
“ก่อนหน้านี้ผมอธิบายกับพวกเขาไปชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอ ว่านี่เป็นฝีมือของกู่เปรต ไม่ใช่คนทำ แล้วทำไมพวกเขายังตามมาอีก” จ้าวกั๋วเหลียงพูดอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
ในตอนนั้น เว่ยจื้อผิงก็เอ่ยปากขึ้น “ไม่เป็นไร คุณออกไปก่อน เดี๋ยวผมจะโทรศัพท์ไปคุยกับหัวหน้าของพวกเขาให้เข้าใจเอง”
“ครับ” ชายฉกรรจ์รีบพยักหน้าแล้วออกไป
จากนั้นเว่ยจื้อผิงก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ลุกขึ้นเดินไปที่ริมหน้าต่างแล้วโทรออกไป เขาพูดอยู่ประมาณหกเจ็ดนาที แล้ววางสายเดินกลับมา
“ทุกท่านวางใจได้ครับ ผมชี้แจงเรียบร้อยแล้ว พวกคุณเตรียมเรื่องป่าช้าได้อย่างสบายใจหายห่วง” เว่ยจื้อผิงพูดกับพวกเราสามคน
พวกเราสามคนพยักหน้า คำพูดของผู้นำระดับสูงมีประโยชน์จริง ๆ แบบนี้ยังช่วยลดความยุ่งยากให้พวกเราไปได้ไม่น้อย
หากต้องไปจัดการเรื่องนี้กับพวกเขาที่สำนักงานบังคับใช้กฎหมายจริง ๆ คงไม่มีเวลาเตรียมการเรื่องป่าช้าอย่างแน่นอน
“การย้ายสุสานทั้งหมดบนป่าช้าออกไปต้องใช้เวลาสองวัน รูปปั้นหงส์ไฟสามตัวก็ต้องเตรียมให้พร้อม รอให้ย้ายสุสานทั้งหมดเสร็จ ผมจะไปวางค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟ” ผมเอ่ยปากพลางกำชับจ้าวกั๋วเหลียงกับเว่ยจื้อผิงว่าต้องจัดการสองเรื่องนี้ให้เสร็จภายในสองวัน
ทั้งสองคนพยักหน้ารับปาก ทำให้ผมวางใจ
“พอดีอีกสองวันให้หลัง เขาน่าจะมาถึงพอดี” ทันใดนั้น เว่ยจื้อผิงก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
ผมสงสัย จึงถามเขาว่าใครจะมา
เขาบอกผมว่า วันนี้หลังจากที่รู้เรื่องป่าช้าเกิดปัญหาจากปากของจ้าวกั๋วเหลียง เขาก็ไปหาอดีตผู้นำของเขาเพื่อถามช่องทางติดต่อของปรมาจารย์จิ้งหยวน
“ติดต่อได้เหรอ?” หลิวเฉิงถาม
“อืม แต่ปรมาจารย์จิ้งหยวนติดธุระสำคัญอยู่ เขาบอกว่าจะให้ลูกศิษย์ของเขามาดูแทน อีกสองวันน่าจะมาถึง” เว่ยจื้อผิงกล่าว
ที่แท้เว่ยจื้อผิงยังไปหาปรมาจารย์จิ้งหยวนด้วย แบบนั้นดีเลย มีนักพรตคนอื่นมาช่วย ผมจะได้เบาแรงลงไปบ้างเล็กน้อย แม้ว่าคนที่มาจะไม่ใช่ปรมาจารย์จิ้งหยวน แต่ความสามารถของลูกศิษย์เขาน่าจะไม่เลว ไม่อย่างนั้นปรมาจารย์จิ้งหยวนคงไม่วางใจให้ลูกศิษย์มาคนเดียว
ดูเหมือนจะกลัวว่าผมจะโกรธ เว่ยจื้อผิงจึงอธิบายว่าเขาไม่ได้ไม่เชื่อใจผม เพียงแต่เมื่อห้าปีก่อนปรมาจารย์จิ้งหยวนเคยสั่งเสียไว้ว่าขอเพียงป่าช้าเกิดเรื่อง จะต้องติดต่อเขาไป
“ผมเข้าใจครับ คุณไม่ต้องอธิบาย มีคนอื่นมาช่วยเป็นเรื่องที่ดี ไม่อย่างนั้นผมคนเดียวคงจะปวดหัวอยู่บ้าง” ผมแสดงท่าทีว่าไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้ มีคนมาช่วยเพิ่มอีกคน มีหรือจะไม่ยินดี
คุยกันอีกสองสามประโยค พวกเราถึงได้แยกกับเว่ยจื้อผิง
หลังจากจ้าวกั๋วเหลียงส่งผมกับหลิวเฉิงกลับโรงแรม เขาก็ไปจัดการเรื่องรูปปั้นหงส์ไฟต่อ
พอกลับถึงโรงแรม หลิวเฉิงก็เอ่ยปากพูดกับผม “หลงหยวน รอให้ลูกศิษย์ของปรมาจารย์จิ้งหยวนอะไรนั่นมาถึง ต้องไม่ให้เขามาแย่งซีนไปนะ”
ผมเห็นเขาทำหน้าเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดมาตลอดทาง นึกว่าจะพูดเรื่องอะไร ไม่คิดเลยว่าเป็นเรื่องนี้ ยอมใจเขาจริง ๆ
“พวกเรามาทำงาน ไม่ได้มาประลองฝีมือ นายคิดอะไรอยู่เนี่ย” ผมส่ายหน้าอย่างระอา
หลิวเฉิงกลับยืนกราน “ไม่ใช่สิหลงหยวน นายลองคิดดูนะ ก่อนที่เขาจะมาพวกเราทำงานกันเหนื่อยแทบตาย ถ้าเขามาถึงแล้วแสดงฝีมือครั้งใหญ่ ได้หน้าไปมากกว่าเราสองคน แค่คิดก็รู้สึกไม่สบอารมณ์แล้ว”
“พูดเลอะเทอะ รีบพักผ่อนได้แล้ว” ผมขี้เกียจจะสนใจเขา ล้มตัวลงนอนบนเตียง
วันต่อมาเว่ยจื้อผิงโทรศัพท์มาบอกว่าที่ป่าช้าเริ่มย้ายสุสานแล้ว ทำให้ผมวางใจได้
การรอให้ย้ายสุสานทั้งหมดเสร็จ อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาเกือบสองวัน ช่วงเวลานี้พวกเราแค่ต้องรอ พักผ่อนให้ดีที่ห้องในโรงแรม เก็บแรงเอาไว้
สองวันนี้ หลิวเฉิงนอกจากนอนก็คือกิน ส่วนผมตั้งใจบำเพ็ญเพียร ระหว่างนั้นจ้าวอี้เฟยมาหาพวกเราครั้งหนึ่ง พอออกไปกินข้าวเป็นเพื่อนเธอเสร็จ เธอก็จากไป ผมกลับมาบำเพ็ญเพียรต่อในห้อง
หลังจากนั้น ผมยังได้รับโทรศัพท์จากแม่ เพราะรอผมไม่ไหว ท่านจึงออกเดินทางไปเมืองเจียงเป่ยพร้อมกับหลี่เหยียนก่อนแล้ว
พอพวกเขาออกเดินทางแล้วผมก็สบายใจขึ้นไม่น้อย ไม่ต้องกังวลว่าแม่จะอยู่คนเดียวที่หมู่บ้านแล้วถูกคนไม่หวังดีจับตามองเพื่อทำเรื่องร้าย ๆ
ในที่สุดช่วงบ่ายของสองวันให้หลัง ทางฝั่งเว่ยจื้อผิงก็ส่งข่าวมาว่าสุสานบนป่าช้าย้ายออกไปเกือบหมดแล้ว บอกผมว่าสามารถเข้าไปวางค่ายกลได้ทุกเมื่อ
“ได้ครับ ผมจะถามคุณอาจ้าวดูว่ารูปปั้นหงส์ไฟสามตัวทางนั้นเตรียมพร้อมหรือยัง” ผมตอบเขา แล้วโทรศัพท์ไปหาจ้าวกั๋วเหลียงเพื่อถามสถานการณ์
ในโทรศัพท์จ้าวกั๋วเหลียงบอกว่าหารูปปั้นหงส์ไฟสามตัวเจอแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างทางขนส่งมา
ผมถามเขาว่าต้องใช้อีกนานเท่าไหร่ เขาบอกว่าอย่างมากก็สองสามชั่วโมง
“ได้ครับ ถ้างั้นพอมาถึงแล้ว คุณให้รถขนไปที่ป่าช้าได้เลย” ผมบอกเขา
“ได้!”
ผมปลุกหลิวเฉิงที่นอนอยู่บนเตียง ให้เขาเก็บของ แล้วรีบไปรอที่ป่าช้าเดี๋ยวนี้
พอพวกเราไปถึงป่าช้า ก็พบว่าบนพื้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อเกลื่อนกลาด ไม่เหลือเนินสุสานอยู่เลยแม้แต่แห่งเดียว
“เชี่ยเอ๊ย! ย้ายไปหมดแล้วจริง ๆ ด้วย ตอนนี้ที่นี่โล่งเตียนมีแต่หลุม ดูแล้วยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่” หลิวเฉิงพูดอย่างประหลาดใจ
ผมเองก็นับถือไม่น้อย ประสิทธิภาพในการทำงานของเว่ยจื้อผิงสูงจริง ๆ
ตอนที่พวกเราสองคนไปถึง พวกเว่ยจื้อผิงยังอยู่ พอเห็นผมกับหลิวเฉิงมาถึง ก็ถามถึงเรื่องรูปปั้นหงส์ไฟ
“อยู่บนรถครับ อีกเดี๋ยวก็ถึง” ผมตอบกลับ
เขาพยักหน้า แล้วถามอีกว่าผมยังต้องการให้ทำอะไรอีกหรือไม่
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ผมบอกเขาว่าทางที่ดีควรจะปิดล้อมพื้นที่ป่าช้าไว้ ไม่ให้ชาวบ้านในละแวกนี้เข้ามาใกล้เพื่อดูเรื่องสนุก
อย่างไรเสียสุสานแม่ทัพข้างล่างก็อันตรายมาก ทางที่ดีอย่าให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาใกล้จะดีกว่า ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน เพิ่มความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น
“เข้าใจแล้ว” หลังจากเว่ยจื้อผิงฟังจบ เขาก็จัดหาคนไปจัดการเรื่องนี้ทันที
สองชั่วโมงต่อมา ในที่สุดพวกจ้าวกั๋วเหลียงก็นำรูปปั้นหงส์ไฟสามตัวมาส่ง
“อาจารย์หลี่ เป็นรูปปั้นทองแดงหงส์ไฟสูงเท่าผู้ใหญ่สามตัว ไม่ทราบว่าใช้ได้ไหมครับ” พอลงจากรถ จ้าวกั๋วเหลียงก็เดินเข้ามาหา
เขาวางใจไม่ได้ กังวลว่าหงส์ไฟที่ตัวเองหามาจะใช้ไม่ได้
ผมขึ้นไปดูรูปปั้นทองแดงหงส์ไฟสามตัวบนรถบรรทุก ทั้งหมดสูงกว่าคน ทั้งยังทำออกมาได้อย่างประณีต ดีเกินคาดไปมาก
“คุณอาจ้าว คุณไปหารูปปั้นทองแดงหงส์ไฟที่ดีขนาดนี้มาจากไหนครับ?” พอลงจากรถ ผมถามเขา
เขาบอกผมว่าเขาไปสั่งทำที่โรงงานโดยตรง เพิ่งจะทำเสร็จได้ไม่นาน
ผมบอกว่ามิน่าล่ะรูปปั้นทองแดงหงส์ไฟสามตัวถึงได้ดูใหม่ขนาดนี้ ไม่คิดว่าเขาจะไปสั่งทำจากโรงงานโดยตรง
จากนั้นเขาก็ถามผม “เป็นอย่างไรบ้างครับ ใช้ได้ไหม?”
“ใช้ได้เลยครับ ใช้รูปปั้นทองแดงหงส์ไฟสามตัวนี้วางค่ายกล ผลลัพธ์จะยิ่งดีขึ้นไปอีก” ผมตอบกลับ
เขายิ้ม แล้วบอกว่าขอแค่ใช้ได้ก็พอ
เมื่อรูปปั้นทองแดงหงส์ไฟมาถึง ผมกำหนดทิศทางสามตำแหน่งในป่าช้า ให้พวกเขานำรูปปั้นไปวางให้เรียบร้อย
เรื่องนี้ต้องใช้คนจำนวนมาก โชคดีที่จ้าวกั๋วเหลียงคิดได้รอบคอบ พาคนมาไม่น้อย
พวกเขาเริ่มจัดการเรื่องรูปปั้นทองแดงหงส์ไฟ ส่วนผมหยิบของสามอย่างสำหรับวาดอักขระออกมา แล้วเริ่มวาดอักขระ
สิ่งที่ผมจะวาดคือยันต์เพลิงหลี เป็นตัวนำในการเปิดค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟ และยังเป็นหัวใจสำคัญของค่ายกลอีกด้วย
ผมวาดออกมาสองแผ่น ยันต์เพลิงหลีแผ่นหนึ่งติดไว้บนพื้นใจกลางค่ายกล อีกแผ่นหนึ่งใช้สำหรับเปิดค่ายกล
พอวาดเสร็จ รูปปั้นทองแดงหงส์ไฟสามตัวก็ถูกพวกเขาจัดวางเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เร็วกว่าที่ผมคิดไว้ไม่น้อย ประโยคที่ว่าคนมากย่อมมีพลังมหาศาลไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อวางรูปปั้นทองแดงหงส์ไฟเสร็จ ผมก็เดินไปติดยันต์เพลิงหลีไว้ที่ใจกลางค่ายกล พอติดเสร็จก็เดินออกมาจากค่ายกล
“พวกคุณถอยไปไกล ๆ หน่อยครับ” ผมเตือนพวกเขา
รอจนพวกเขาถอยออกไปหมดแล้ว ผมหยิบยันต์เพลิงหลีขึ้นมา ประสานมุทรา ปากก็ร่ายคาถา
พอร่ายคาถาจบ แววตาของผมก็พลันเฉียบคม โยนยันต์เพลิงหลีในมือออกไป “ค่ายกลเพลิงหยางหงส์ไฟ เปิด!”
ยันต์เพลิงหลีลอยเข้าไปในค่ายกล พลันเกิดเปลวไฟลุกโชนขึ้นภายในค่ายกลทันที ทั้งป่าช้าถูกเพลิงเผาไหม้
ทุกคนตกใจจนร้องอุทาน แล้วพากันถอยหลังไปอีกครั้ง