- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 186 ที่มาของกู่เปรต
บทที่ 186 ที่มาของกู่เปรต
บทที่ 186 ที่มาของกู่เปรต
“ไม้อะไรนะ?” หลิวเฉิงงงเป็นไก่ตาแตก
ไม่ใช่แค่เขาที่งง พวกจ้าวกั๋วเหลียงก็งุนงงไม่แพ้กัน ไม่รู้ว่าไม้ถูกฟ้าผ่าคืออะไร
ผมจึงต้องอธิบายให้พวกเขาฟัง “ที่เรียกว่าไม้ถูกฟ้าผ่าก็คือต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่าในวันฝนตก ไม้ถูกฟ้าผ่าถูกสายฟ้าจากสวรรค์ฟาดลงมา พวกวิญญาณภูตผีปีศาจต่างก็หวาดกลัวอย่างยิ่ง ถือเป็นของขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่ทรงพลังมาก แต่ไม้ถูกฟ้าผ่าตามธรรมชาตินั้นหาได้ยากยิ่งนัก การจะเจอได้ขึ้นอยู่กับวาสนา ไม้ถูกฟ้าผ่าที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยการล่อฟ้าก็สามารถใช้ได้เช่นกัน แต่ประสิทธิภาพจะลดลงไปมาก”
หลังจากที่ทุกคนเข้าใจแล้ว ต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม รู้ว่าไม้ถูกฟ้าผ่านั้นหายากมาก
“สรุปคือ พวกเรามีเวลามากที่สุดแค่สองวัน ในระหว่างนี้จะต้องหาไม้ถูกฟ้าผ่าให้เจอให้ได้ ไม่อย่างนั้นทั้งหม่าเทาและพวกเราจะตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง” ผมบอกพวกเขา
หลิวเฉิงเกาหัว แล้วถามผมว่าทำไมต้องเป็นไม้ถูกฟ้าผ่า
“การใช้ไม้ถูกฟ้าผ่าฟาดไปที่ร่างของหม่าเทาจะไม่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อร่างกายของเขาเหมือนกับสายฟ้า แต่กู่เปรตในร่างกายของหม่าเทากลับไม่เหมือนกัน กลิ่นอายของอสนีบาตสวรรค์บนไม้ถูกฟ้าผ่าจะทำร้ายมัน สำหรับมันแล้วถือเป็นความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ถึงตอนนั้นพวกเราใช้ไม้ถูกฟ้าผ่าทุบตีหม่าเทา กู่เปรตจะต้องทนไม่ไหวและอยากจะหนีออกจากร่างกายของหม่าเทาอย่างแน่นอน อย่างน้อยหม่าเทาก็จะไม่ตายเพราะการโจมตีของพวกเรา” ผมพูดอย่างใจเย็น
หลิวเฉิงรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป จึงสบถออกมา “หึ หม่าเทาเล่นกู่ทำร้ายคนอื่นสุดท้ายทำร้ายตัวเอง ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย ฉันว่านายควรใช้สายฟ้าฟาดเขาไปพร้อมกับกู่เปรตให้ตาย ๆ ไปซะเลยดีกว่า”
พอพ่อแม่ของหม่าเทาได้ยินก็ลนลานขึ้นมาทันที “อย่านะคะ อาจารย์ ลูกชายของพวกเราไม่ใช่หมอพิษกู่อะไรทั้งนั้น แล้วก็ไม่เคยเล่นหนอนอะไรพวกนี้ด้วย พวกคุณเห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยไม่ได้นะคะ!”
“ถ้าเขาไม่ใช่หมอพิษกู่ แล้วกู่หนอนมันมาจากไหนกันล่ะครับ?” จ้าวกั๋วเหลียงก็หมดความอดทนเช่นกัน อย่างไรเสียจ้าวหงก็เกือบจะตายเพราะพิษกู่จากกู่หิน
พ่อแม่ของหม่าเทาร้องไห้คร่ำครวญบอกว่าไม่เป็นความจริง ครอบครัวของพวกเขาเป็นคนธรรมดา ไม่เคยเลี้ยงหนอนอะไรทั้งนั้น ยิ่งไม่ใช่หมอพิษกู่อะไรนั่นด้วย ต้องมีคนคิดร้ายต่อหม่าเทาลูกชายของพวกเขาอย่างแน่นอน
หลิวเฉิงยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ผมห้ามไว้ เพราะครอบครัวของหม่าเทาเป็นคนธรรมดาจริง ๆ
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วครับ คนตระกูลหม่าไม่มีใครเป็นหมอพิษกู่ กู่หนอนต้องมีที่มาที่ไปอย่างอื่นแน่นอน” ผมพูดกับทุกคน
“ใช่ ๆ ๆ อาจารย์หลี่พูดถูก ฮือ ๆ ไอ้คนชั่วช้าสามานย์คนไหนมันคิดจะทำร้ายลูกชายของฉันแบบนี้ ฉันขอสาปแช่งให้มันไม่ได้ตายดี” เมื่อเห็นว่าผมช่วยพูด แม่ของหม่าเทาก็ยิ่งได้ใจ อ้าปากด่าทอขึ้นมา
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ห้ามเธอไว้ แล้วถามว่า “พวกคุณรู้จักคนที่เลี้ยงกู่บ้างไหม หรือว่าหม่าเทารู้จัก?”
ทั้งสองคนส่ายหน้าไม่หยุด บอกว่าครอบครัวของพวกเขาไม่เคยติดต่อกับคนที่เลี้ยงหนอนเลย
ดูท่าว่าคนชราสองคนจะไม่รู้อะไรเลย คงต้องถามจากปากของหม่าเทาเอง ดังนั้นจึงต้องช่วยหม่าเทาให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถสืบหาที่มาของกู่พวกนี้ได้
อีกทั้งกู่ที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันล้วนเป็นกู่ที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง ผมนึกไม่ออกเลยว่าหมอพิษกู่ที่สามารถเลี้ยงกู่พวกนี้ขึ้นมาได้จะเก่งกาจขนาดไหน
หรือว่าจะเป็นอย่างที่หลิวเฉิงเคยเดาไว้จริง ๆ เป็นฝีมือเจียงเทียนหยวนแห่งแมงป่องดำ?
ในตอนนี้ หมอพิษกู่ที่แข็งแกร่งที่ผมรู้จัก ก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
ผมส่ายหน้า บังคับตัวเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน รอให้ช่วยหม่าเทาได้ก่อนก็จะรู้สถานการณ์เอง
ในตอนนี้ จ้าวกั๋วเหลียงก็บอกผมว่าเขาโทรศัพท์ให้คนไปหาไม้ถูกฟ้าผ่าแล้ว ส่วนจะหาเจอเมื่อไหร่นั้น ก็ยังบอกไม่ได้
ผมพยักหน้า เข้าใจว่าไม้ถูกฟ้าผ่านั้นหายาก บอกเขาว่าพยายามหาให้เต็มที่ก็พอ ถ้าหากไม่ได้จริง ๆ สุดท้ายพวกเราก็ทำได้เพียงใช้ไม้ถูกฟ้าผ่าที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยการล่อฟ้า ส่วนถึงตอนนั้นจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนก็ยากที่จะบอกได้
“ครับ ผมเข้าใจแล้วครับอาจารย์หลี่” จ้าวกั๋วเหลียงตอบกลับ จากนั้นก็ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่พูดออกมา
ดังนั้นผมจึงถามว่า “คุณอาจ้าว คุณยังอยากจะถามอะไรอีก ถามมาเถอะครับ?”
จ้าวกั๋วเหลียงถึงได้เอ่ยปาก “อาจารย์หลี่ ตกลงแล้วกู่เปรตนี่มันคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้? ไม่เพียงแต่จะทำให้คนกลายเป็นแบบนั้นได้ แค่เสียงร้องก็สามารถทำให้คนสติหลุดได้แล้ว”
พูดจบ สีหน้าของเขาก็เผยแววหวาดกลัวออกมาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่ายังคงหวาดผวากับเรื่องราวในสวนหลังบ้านไม่หาย
“ใช่ ๆ นายเคยบอกว่าเปรตกับผีเปรตไม่เหมือนกัน มันก็ต่างกันแค่คำเดียวไม่ใช่เหรอ?” หลิวเฉิงก็เข้ามาร่วมวงด้วย
ผมยิ้มอย่างจนใจ บอกเขาว่าถึงแม้ชื่อของสองสิ่งนี้จะต่างกันแค่ตัวอักษรเดียว แต่ระดับความอันตรายกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ผีเปรตก็คือวิญญาณแค้นของคนที่อดตายจนกลายเป็นผี อย่างมากก็อยู่แค่ระดับพลทหารผี เก่งกว่าวิญญาณชั่วร้ายทั่วไปนิดหน่อย
แต่เปรตกลับไม่เหมือนกัน เป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
“แล้วมันต่างกันยังไงล่ะ?” หลิวเฉิงงุนงง ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
ผมบอกเขาว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความรู้ทางพระพุทธศาสนา สิ่งที่ผมรู้ก็มีจำกัดมาก
แต่ผมก็ยังคงพูดต่อไป “ในทางพระพุทธศาสนา สรรพชีวิตแบ่งออกเป็นหกภพ เปรตภูมิเป็นหนึ่งในนั้น ในโลกของเปรต ชีวิตของพวกมันทุกข์ทรมานแสนสาหัส พวกคุณนึกภาพความรู้สึกที่หิวโหยมานับร้อยปีแต่กลับกินอะไรไม่ได้ออกไหม? พวกมันต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เปรตก็แบ่งออกเป็นหลายชนิด ผมจะไม่ลงรายละเอียดให้พวกคุณฟังทีละอย่างในที่นี้ แต่จุดที่พิเศษที่สุดของเปรตก็คือ เปรตแตกต่างจากภูตผีตนอื่น ๆ เพราะเปรตมีกายเนื้อ”
“ภูตผีเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าจับต้องไม่ได้ ล่องลอยไปมาระหว่างฟ้าดินในรูปแบบของกายวิญญาณ แต่เปรตกลับมีกายเนื้อที่แท้จริง! ส่วนรูปลักษณ์ของเปรตนั้นจริง ๆ แล้วก็เปลี่ยนแปลงได้หลากหลาย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความพิเศษของเปรตภูมิอย่างแน่นอน วิญญาณของคนบางคนจะตกสู่เปรตภูมิ แต่เปรตภูมิเองก็จะมีการสืบพันธุ์เช่นกัน ในหมู่เปรตมีมารดาเปรต มันจะให้กำเนิดบุตรเปรตหลายร้อยตัว บุตรเปรตบางตัวเกิดมาก็เป็นเปรตเลย แต่บางตัวกลับเป็นวิญญาณของมนุษย์ที่ตกสู่เปรตภูมิ แล้วไปสิงสู่กลายเป็นเปรต”
หลิวเฉิงสีหน้าเปลี่ยนไป ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “หลงหยวน นายบอกว่าเปรตอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่เป็นโลกของเปรต หรือว่าบนโลกนี้ นอกจากโลกที่พวกเราอาศัยอยู่แล้ว ยังมีโลกอื่น ๆ อยู่อีกเหรอ?”
“เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมส่ายหน้า “เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พูดถึงในพระพุทธศาสนา ฉันไม่ใช่ศิษย์ในพระพุทธศาสนา รู้ไม่มากนักหรอก”
จ้าวกั๋วเหลียงที่อยู่ข้าง ๆ กลืนน้ำลายด้วยใบหน้าซีดเผือด “อาจารย์หลี่ ความหมายของคุณคือ สิ่งที่อยู่บนร่างกายของหม่าเทาเป็นเปรตที่ออกมาจากโลกของเปรตเหรอครับ?”
“ไม่ใช่ครับ” ผมปฏิเสธ “ถ้าหากเป็นเปรตจริง ๆ สิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้ก็มีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือหนี!”
เปรตที่แท้จริง พวกเราไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้อย่างแน่นอน ทุกคนรวมกันยังไม่พอให้มันยัดซอกฟันด้วยซ้ำ
“หนี!?” ทั้งสองคนต่างก็ชะงักไป
ผมพยักหน้า แล้วพูดต่อ “ใช่ครับ หนี! หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าจะเจอคนที่สามารถรับมือกับเปรตได้ แน่นอนว่า ในโลกปัจจุบันยังมีคนที่สามารถรับมือกับเปรตได้อยู่หรือไม่นั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ทั้งสองคนยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว กลืนน้ำลายไม่หยุด
“กู่เปรตไม่ใช่เปรต แล้วทำไมถึงต้องเรียกว่ากู่เปรตล่ะ?” หลิวเฉิงตั้งสติ แล้วถามต่อ
ผมบอกพวกเขาว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้ว มีเปรตตนหนึ่งหนีออกจากเปรตภูมิมายังโลกมนุษย์ ก่อให้เกิดภัยพิบัติที่ประเมินค่าไม่ได้ จนกระทั่งยอดฝีมือนักพรตทั้งหมดในโลกมนุษย์ร่วมมือกันจึงจะสามารถกำจัดเปรตตนนั้นลงได้ในที่สุด
แต่ในชั่วพริบตาที่เปรตถูกกำจัด มันได้ทิ้งไข่หนอนใบหนึ่งไว้บนโลกมนุษย์ ว่ากันว่าหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใบนั้น ก็เป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งเช่นกัน
หลังจากที่หนอนตัวนั้นถูกกำจัด ก็จะทิ้งไข่ใบใหม่ไว้ วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านไปนับร้อยนับพันปี หนอนที่ฟักออกมาจากไข่ก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่ต่างจากหนอนธรรมดา
และกู่เปรตที่เสื่อมสภาพจนใกล้เคียงกับหนอนธรรมดา ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ถูกยอดฝีมือหมอพิษกู่ผู้บ้าคลั่งคนหนึ่งค้นพบเข้า จนกระทั่งนำมันมาเพาะเลี้ยงให้กลายเป็นกู่ที่ตนเองสามารถใช้งานได้
ถึงแม้กู่เปรตที่ถูกเพาะเลี้ยงให้กลายเป็นกู่จะไม่น่ากลัวเหมือนตอนแรกแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นกู่ที่แข็งแกร่งอยู่ดี
“นี่คือที่มาของกู่ที่เรียกว่ากู่เปรตตามตำนาน เท่าที่ผมรู้ กู่ชนิดนี้น่าจะขาดการสืบทอดไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมาปรากฏตัวที่อำเภอของเรา ส่วนกู่อีกชนิดหนึ่งคือกู่หิน ก็เป็นกู่ที่อันตรายและร้ายกาจอย่างยิ่งเช่นกัน การที่กู่ที่ร้ายกาจขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันในอำเภอ เรื่องราวต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สีหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง