- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 182 คลั่งไปแล้ว
บทที่ 182 คลั่งไปแล้ว
บทที่ 182 คลั่งไปแล้ว
หมอพิษกู่มักจะลึกลับอยู่เสมอ พวกเขาชอบซ่อนตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ เพื่อที่จะสามารถลอบวางกู่ใส่คนอื่นในตอนที่เหยื่อไม่ทันได้ระวังตัว
หากพวกเขาไม่ลงมือ คงยากที่จะมีใครค้นพบตัวตนหมอพิษกู่ของพวกเขาได้
แต่ผมเป็นคนที่ไวต่อกลิ่นอายมาโดยตลอด โดยเฉพาะกลิ่นอายของนักพรต ขอเพียงเขาเป็นนักพรต บนร่างกายของเขาย่อมต้องมีกลิ่นอายที่แตกต่างจากคนทั่วไป เป็นกลิ่นอายที่จะมีเพียงนักพรตเท่านั้น
อีกเดี๋ยวขอแค่ได้เจอเขา ต่อให้เขาซ่อนตัวได้ลึกแค่ไหน ผมก็มั่นใจว่าจะมองตัวตนที่แท้จริงของเขาออก
หลิวเฉิงพูดขึ้นข้าง ๆ “เถ้าแก่จ้าว คุณวางใจเถอะครับ ต่อให้เขาจะเจ้าเล่ห์แค่ไหน ก็ยากที่จะรอดพ้นสายตาของหลงหยวนไปได้”
“ผมเชื่อมั่นในตัวอาจารย์หลี่อยู่แล้วครับ” จ้าวกั๋วเหลียงตอบกลับ เขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวผม
ไม่นาน พวกเราก็มาถึงหมู่บ้านเป่าคัง
ที่นี่น่าจะถือเป็นเขตรอบนอกของตัวอำเภอ เลยอยู่ไม่ไกลมากนัก
พวกเราทั้งหมดเจอชายชราคนหนึ่งที่เดินผ่านตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน จึงเข้าไปถามทางไปบ้านของหม่าเทากับเขา
ชายชราเห็นว่าพวกเรามีกันสิบกว่าคน จึงมีท่าทีระแวดระวังอยู่บ้าง แล้วถามว่าพวกเรามาหาหม่าเทาทำไม
“คุณลุงอย่าเข้าใจผิดเลยครับ พวกเราไม่ใช่คนไม่ดี แค่จะมาหาซื้อของจากหม่าเทาเท่านั้น” ผมหาเหตุผลส่งเดชขึ้นมาข้อหนึ่ง เพื่อให้ชายชราคลายความระแวงลง
คาดว่าคงมีคนมาหาซื้อของจากหม่าเทาที่หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ไม่น้อย ชายชราจึงไม่ได้สงสัยอะไรอีก แล้วบอกตำแหน่งบ้านของหม่าเทาให้พวกเราฟังคร่าว ๆ
“ขอบคุณครับคุณลุง มาสูบบุหรี่สักมวนสิครับ” เจ้าหลิวเฉิงนี่รู้จักเอาใจคน เขายื่นบุหรี่ให้ชายชราหนึ่งมวน ส่วนตัวเองก็จุดสูบหนึ่งมวน “คุณลุงครับ ปกติแล้วหม่าเทาคนนี้เป็นคนยังไงเหรอครับ?”
ชายชราเริ่มสูบบุหรี่ แล้วก็เริ่มเปิดปากเล่า “เจ้าหนุ่มนั่นหัวไวมาก เสียดายที่ไม่ใฝ่เรียน ตั้งแต่เมื่อก่อนก็ชอบขลุกอยู่กับเรื่องไร้สาระไปทั่ว ตอนแรกนึกว่าจะเอาดีไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าตอนนี้จะกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของหมู่บ้านไปแล้ว”
จากนั้นชายชราก็ชี้ไปที่ถนนซีเมนต์ใต้เท้าของพวกเรา “พวกเธอดูสิ ถนนซีเมนต์ในหมู่บ้านพวกนี้ หม่าเทาก็เป็นคนออกเงินสร้างให้ทั้งนั้น”
“แล้วพ่อแม่ของหม่าเทาทำอาชีพอะไรครับ ปกตินอกจากรับซื้อแล้วเอาของไปขายต่อแล้ว เขายังทำอย่างอื่นอีกไหม?” ผมฉวยโอกาสตอนที่ชายชรายังไม่ทันระวังตัว ตั้งใจจะถามเรื่องของหม่าเทาให้มากขึ้น เผื่อว่าจะได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์
ชายชราพ่นควันบุหรี่ออกมาคำหนึ่ง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า “ไม่น่ามีนะ นอกจากทำแบบนี้แล้วก็ไม่เคยได้ยินว่าเขาทำอย่างอื่น พ่อแม่ของเขาก็เป็นชาวไร่ชาวนาเหมือนกับพวกเรานี่แหละ แต่หลังจากที่หม่าเทาหาเงินได้แล้ว คนแก่สองคนที่บ้านก็ไม่ได้ลงไปทำนาอีก อยู่บ้านสบาย ๆ ที่นาก็ให้คนอื่นเช่าไปหมดแล้ว”
ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ชายชราก็พูดขึ้นอีก “จริงสิ พวกเธออาจจะมาผิดเวลาไปหน่อย สองวันนี้หม่าเทาดูแปลก ๆ ไป ดูเหม่อลอยไม่มีชีวิตชีวา แต่กลับกินจุขึ้นมาผิดปกติ ได้ยินมาว่ามื้อเดียวเขากินข้าวได้ทั้งหม้อคนเดียวเลยนะ แถมยังไม่อิ่มอีกด้วย แล้วก็กินอย่างเดียวไม่ขับถ่าย แต่คนกลับผอมลงเรื่อย ๆ พวกเธอว่าแปลกไหมล่ะ?”
“เอ่อ...” พวกเรามองหน้ากัน แต่ไม่มีใครพูดอะไร
สถานการณ์ที่เขาเล่ามาแปลกประหลาดจริง ๆ แต่ถ้ายังไม่ได้เจอหน้าหม่าเทา ผมก็ยากที่จะตัดสินได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“แล้วเรื่องอื่น ๆ ล่ะครับ?” หลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะถามต่อ
ชายชราทำหน้าแปลกใจ “ยังมีเรื่องอื่นอะไรอีกเหรอ?”
“ไม่มีอะไรแล้วครับ ขอบคุณครับ” เพราะกลัวว่าชายชราจะสงสัย ผมจึงรีบพูดขึ้น
ดูท่าว่าชายชราจะรู้เพียงเท่านี้ พวกเราขอบคุณเขาแล้วเตรียมตัวจะไปที่บ้านของหม่าเทา แต่เขากลับตะโกนเรียกหลิวเฉิงไว้
“ไอ้หนุ่ม บุหรี่ของเธอนี่รสชาติดีจริง ๆ ขออีกสักสองสามมวนสิ”
ผมก็นึกว่าเขาจะพูดอะไร ที่แท้ก็เล็งบุหรี่ของหลิวเฉิงไว้นี่เอง
“ฮะ ๆ เหลือไม่เยอะแล้วครับ เอ้านี่ ให้คุณลุงหมดเลย” หลิวเฉิงยัดที่เหลือทั้งหมดใส่มือเขาไปเลย
ชายชรารับบุหรี่ไปแล้วก็เดินยิ้มร่าจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
“บุหรี่ที่ฉันสูบไม่ใช่ถูก ๆ นะ ตาแก่นี่คงจะเอาไปอวดคนอื่นแน่ ๆ” หลังจากชายชราเดินไปแล้ว หลิวเฉิงก็มองแผ่นหลังของเขาแล้วเปรยขึ้นมา
ผมบอกให้เขาหุบปาก แล้วรีบขึ้นรถ
พวกเรามุ่งหน้าไปตามทิศทางที่ชายชราบอก ไม่นานก็หาบ้านของหม่าเทาเจอ
บ้านของเขาเป็นบ้านเดียวในหมู่บ้านที่สร้างเป็นตึกสามชั้น ค่อนข้างโดดเด่นสะดุดตา หาเจอได้ไม่ยาก
ด้านนอกตัวตึก บ้านของหม่าเทายังมีกำแพงล้อมรอบเป็นบริเวณกว้าง ทำเอาหลิวเฉิงมองด้วยความอิจฉา
“จิ๊ ๆ บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ถ้าอยู่ในเมืองจะราคาเท่าไหร่กันนะ อยู่บ้านนอกนี่ดีจริง ๆ สร้างบ้านเองได้ด้วย”
ผมยิ้มแล้วบอกว่าถ้าเขาอิจฉา ต่อไปก็ย้ายมาอยู่บ้านนอกเลยสิ
เขารีบโบกมือ “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ชีวิตบ้านนอกมันเรียบง่ายเกินไป โลกที่เต็มไปด้วยสีสันเหมาะกับฉันมากกว่า”
ผมขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก จึงลงจากรถพร้อมกับจ้าวกั๋วเหลียง หลิวเฉิงและคนที่อยู่รถคันหลังก็ตามลงมาด้วย
จ้าวกั๋วเหลียงมองผมแวบหนึ่งอย่างประหม่า ผมจึงเอ่ยปาก “ไปกันเถอะครับ เข้าไปดูกัน”
ในตอนที่พวกเรากำลังจะเดินเข้าไปใกล้บ้านของหม่าเทา พลันได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากในกำแพง มีทั้งเสียงคนตะโกนและเสียงสุนัขเห่า
“เกิดอะไรขึ้น?” พวกหลิวเฉิงตกใจ ต่างพากันสงสัย
ส่วนผมขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะพอเข้าใกล้ถึงได้พบว่าบ้านของหม่าเทากลางวันแสก ๆ กลับมีไอชั่วร้ายที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา แถมไอชั่วร้ายนี่ยังรุนแรงมากอีกด้วย
หรือว่าหม่าเทาจะเป็นหมอพิษกู่ที่ซ่อนตัวตนอยู่จริง ๆ?
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัย ประตูรั้วบ้านของหม่าเทาก็เปิดออกดังปัง จากนั้นก็มีคนท่าทางตื่นตระหนกวิ่งออกมาจากในบ้านไม่ขาดสาย
มีทั้งที่พยุงกันออกมา ทั้งที่เดินขากะเผลก เหมือนกับเพิ่งถูกซ้อมมาอย่างหนัก สรุปคือทุกคนมีสีหน้าหวาดกลัวผิดปกติ
หลิวเฉิงรีบเข้าไปดึงคนคนหนึ่งไว้แล้วถาม “ข้างในเกิดอะไรขึ้น พวกคุณวิ่งหนีอะไรกัน?”
“คลั่งไปแล้ว หม่าเทาคลั่งไปแล้ว เขา...เขาจะกินคน” ชายคนนั้นตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พูดจบประโยคก็สะบัดมือของหลิวเฉิงออก แล้ววิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง
ชายคนนั้นพูดจาไม่รู้เรื่อง ทำเอาพวกเรางงไปตาม ๆ กัน
“กินคน? บ้าเอ๊ย ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย?” หลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
ชั่วขณะหนึ่งผมเองก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
ในตอนนั้น ก็มีคนอีกสองคนวิ่งออกมาจากในบ้าน เป็นหญิงชราและชายชราคนหนึ่ง บนใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ซีดขาวเหมือนกระดาษ
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือชายชรากำลังกุมแขนตัวเองไว้ ซึ่งแขนข้างนั้นเต็มไปด้วยเลือดจนเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัวของคนทั้งสอง
เมื่อเห็นพวกเราที่อยู่ด้านนอก คนชราทั้งสองก็ราวกับเจอฟางเส้นสุดท้าย พวกเขาวิ่งตรงมาทางพวกเรา
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย หม่าเทาบ้านฉันคลั่งไปแล้ว จะกินคน จะกินคน” หญิงชราร้องไห้คร่ำครวญ ส่วนชายชราก็ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดไม่หยุด
“คุณป้าครับ ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ช่วยพูดให้ชัดเจนหน่อยครับ” ผมขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึม
แต่ทั้งคู่ก็ตกใจจนขวัญเสียไปแล้ว ไม่สามารถพูดจาดี ๆ ได้แต่ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย
ช่วยไม่ได้ ผมจึงต้องใช้เนตรวัชระพิโรธ แล้วตวาดออกไป “ตั้งสติ!”
พอโดนผมตวาดเข้าไปแบบนั้น ทั้งสองคนถึงค่อยสงบลงได้บ้าง
“ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ?” ผมรีบเอ่ยปากถาม
หญิงชราเช็ดน้ำตาแล้วเล่าว่า ช่วงนี้หม่าเทากินจุจนน่าตกใจ ไม่เหมือนคนปกติ ด้วยความจนปัญญา พวกเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้หม่าเทากินน้อยลง ถึงขนาดต้องเอาของกินในบ้านไปซ่อน
ใครจะไปรู้ว่าพอไม่ได้กินอะไรมาทั้งเช้า หม่าเทาก็เกิดโมโหหน้ามืดตามัว เริ่มอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง คนแก่สองคนเอาไม่อยู่จึงต้องไปขอให้เพื่อนบ้านมาช่วยกันจับตัวหม่าเทาไว้
ไม่คิดเลยว่าพอพวกเขาสองคนพาชาวบ้านกลับมา จะพบว่าหม่าเทาที่หาของกินไม่เจอกำลังไล่กัดเป็ดไก่ที่เลี้ยงไว้ในบ้าน แถมยังมีเป็ดไก่จำนวนไม่น้อยที่ถูกเขากัดตายและฉีกเป็นชิ้น ๆ ทำให้ในสวนหลังบ้านมีแต่ซากสัตว์ปีกกระจายเกลื่อนกลาด
พวกเขาตกใจมาก ต่างพากันเข้าไปห้ามหม่าเทา คิดจะมัดตัวเขาไว้
แต่พวกเขาทั้งเจ็ดแปดคนกลับเอาหม่าเทาไม่อยู่ ไม่รู้ว่าทำไมเรี่ยวแรงของหม่าเทาถึงได้มีมากกว่าวัวเสียอีก ไม่เพียงแต่ทำร้ายพวกเขาจนบาดเจ็บ สายตาที่มองมายังเหมือนกับมองอาหาร อยากจะกระโจนเข้ามากัดพวกเขา
ท่ามกลางความโกลาหล พ่อของหม่าเทาหลบไม่ทัน ถูกหม่าเทาจับแขนไว้แล้วกัดเข้าไปเต็มคำ ระหว่างที่ยื้อยุดฉุดกระชากกัน แขนของชายชราก็ถูกกัดจนเนื้อหลุดออกมาเป็นชิ้นใหญ่
พูดจบ พ่อของหม่าเทาก็เอามือที่กุมแขนไว้ออก
พวกเราทุกคนพลันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เห็นเพียงแขนของชายชราที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อแหว่งวิ่น เนื้อหายไปก้อนใหญ่
“เชี่ยเอ๊ย นี่มันจะกินคนจริง ๆ นี่หว่า!” หลิวเฉิงตกใจจนร้องเสียงหลง