- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 152 จูบหลังร่ำสุรา
บทที่ 152 จูบหลังร่ำสุรา
บทที่ 152 จูบหลังร่ำสุรา
ในตอนนี้ที่บ่อน้ำพุร้อนมีเพียงพวกเราสี่คน ทั้งสามคนกำลังเล่นสาดน้ำกันอยู่ในบ่อ พอเห็นผมเดินออกจากบ่อไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร ทั้งสามคนก็หยุดแล้วมองมาที่ผมอย่างสงสัย
“เป็นอะไรไป หลี่หลงหยวนทำหน้าเครียดเชียว คงไม่ได้รำคาญที่พวกเราสามคนเสียงดังไปหรอกนะ?” เว่ยฟางพูดอย่างสงสัย
หลิวเฉิงบอกว่าไม่น่าจะใช่ จากนั้นก็ถามผมอย่างสงสัยเช่นกัน “หลงหยวน นายจะไปไหน?”
ผมไม่ตอบเขา แต่เดินไปยังเก้าอี้เอนหลังด้วยใบหน้าเย็นชา แล้วไปยืนอยู่ตรงหน้าวิญญาณตนนั้น บังสายตาของมันไว้
ชายคนนั้นกำลังมองอย่างเพลิดเพลิน พอถูกบังสายตาก็ขมวดคิ้วในทันที
มันเงยหน้าขึ้นมามองผมแวบหนึ่ง พอเห็นผมทำหน้าบึ้งจ้องเขม็งมาที่มัน มันก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
แต่ดูเหมือนมันจะยังไม่รู้ตัวว่าผมมองเห็นมัน มันเตรียมจะเปลี่ยนทิศทางเพื่อมองต่ออย่างหมดอารมณ์ แต่ผมก็ขยับตัวไปบังไว้อีกทันที
คราวนี้มันรู้ตัวแล้วว่ามีปัญหา จึงจ้องมองผมอย่างตกตะลึง “แกมองเห็นฉันเหรอ?”
ผมหัวเราะอย่างเย็นชา “แกจ้องผู้หญิงตาเป็นมันขนาดนี้ ตอนมีชีวิตอยู่คงจะเป็นไอ้เฒ่าหัวงูสินะ?”
“แม่งเอ๊ย ไอ้โง่ที่ไหนมายุ่งไม่เข้าเรื่อง” วิญญาณชายตนนั้นโกรธแล้ว ตั้งใจจะเปลี่ยนเป็นใบหน้าผีที่น่ากลัวเพื่อข่มขวัญผม
ผมประสานมุทรา ชี้นิ้วไปที่มัน ทันใดนั้นบนร่างของมันก็มีเปลวไฟลุกท่วมขึ้น มันร้องโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวด
นี่เป็นเพียงวิธีการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใช้สั่งสอนมันเท่านั้น จะทำให้มันเจ็บปวด แต่ไม่ถึงกับทำร้ายมันได้
“หลงหยวน นายยืนพูดคนเดียวอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ?” พวกหลิวเฉิงไม่รู้ความจริง จึงมีสีหน้าสงสัย
ผมไม่พูดอะไร แต่วิญญาณชายตนนั้นเจ็บปวดจนต้องร้องขอความเมตตาจากผมแล้ว
“อาจารย์ ผมไม่กล้าแล้วครับ ไม่กล้าแล้ว ถ้าผมรู้ว่าเธอเป็นแฟนของคุณ ต่อให้มีสิบชีวิตก็ไม่กล้ามองหรอกครับ”
“หึ ต่อไปก็สงบเสงี่ยมหน่อย รีบไปเข้ารับวัฏสงสารซะ อย่ามาท่องเที่ยวอยู่บนโลกมนุษย์อีก” ผมแค่นเสียงเย็นชา ชี้นิ้วไปที่มันอีกครั้ง เปลวไฟบนร่างของมันก็หายไปในทันที
วิญญาณชายตัวสั่นงันงก จะกล้าอยู่ต่อนาน ๆ ได้อย่างไร รีบร้อนกลายเป็นควันสีเขียวหายไปทันที
ตอนนั้นเองพวกหลิวเฉิงทั้งสามคนก็สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงออกมาจากบ่อน้ำพุร้อนแล้วเดินเข้ามาหา
“สถานการณ์เป็นยังไง นายอย่าบอกฉันนะว่ามีภูตผีปีศาจอีกแล้ว” หลิวเฉิงทำหน้าบูดบึ้ง สีหน้ากลัดกลุ้ม
อุตส่าห์ได้พักผ่อนสักวัน เขาคงจะเหนื่อยใจแล้วเหมือนกัน
จ้าวอี้เฟยกับเว่ยฟางสองสาวก็มองผมอย่างเคร่งเครียด รู้สึกกลัวอยู่บ้าง
“ไม่เป็นไร แค่ผีเฒ่าหัวงูที่ชอบถ้ำมอง มันถูกฉันไล่ไปแล้ว” ผมเผยรอยยิ้มแล้วตอบ
เว่ยฟางตกใจจนต้องเข้าไปซุกในอ้อมกอดของจ้าวอี้เฟย “ที่นี่มีผีจริง ๆ ด้วยเหรอ”
หลิวเฉิงกับจ้าวอี้เฟยมีประสบการณ์มากกว่าเธอเล็กน้อย จึงไม่ได้มีปฏิกิริยาตกใจมากเท่าเธอ
ผมบอกเธอว่าบนโลกนี้มีวิญญาณเร่ร่อนอยู่มากมาย อาจจะปรากฏตัวที่ไหนก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำร้ายคนได้ ภูตผีที่ร้ายกาจอย่างเฟิ่งเฉินเมิ่งนั้นยิ่งหาได้ยาก ไม่ต้องกังวลมากเกินไป อย่างไรเสียคนธรรมดาก็มองไม่เห็นอยู่แล้ว
“เพราะมองไม่เห็นถึงได้ยิ่งน่ากลัว ก่อนหน้านี้ไม่เชื่อก็ยังดี แต่ตอนนี้ในใจก็อดไม่ได้ที่จะหวาดระแวงและรู้สึกกลัว” เว่ยฟางยังคงพูดอย่างหวาดกลัว
ไม่มีทางเลือก ผมจึงต้องสัญญากับเธอว่าจะให้ยันต์คุ้มกายกับเธอและจ้าวอี้เฟยคนละแผ่น รับรองว่าวิญญาณทั่ว ๆ ไปพอเห็นพวกเธอสองคนก็จะหันหลังวิ่งหนีทันที
“ใช่ ยันต์คุ้มกายของหลงหยวนน่ะ เอาไปขายต่อแพง ๆ ยังมีคนแย่งกันซื้อเลย เว่ยฟางเธอวางใจได้เลย” หลิวเฉิงพูดเสริมอยู่ข้าง ๆ
เว่ยฟางถึงได้วางใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ไม่อย่างนั้นต่อไปคงต้องคอยกังวลหวาดกลัวอยู่ตลอด”
พวกเราสองสามคนแช่น้ำพุร้อนกันต่ออีกสักพัก ถึงได้ซื้อขนม เครื่องดื่ม แล้วก็ไพ่กลับไปที่ห้อง
ผมกับหลิวเฉิงกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง รอให้จ้าวอี้เฟยกับเพื่อนเปลี่ยนเสร็จ พวกเราสองคนถึงได้ไปเล่นไพ่ที่ห้องของพวกเธอ
หลิวเฉิงเข้าร่วมวงเหล้าต่าง ๆ ของโรงเรียนที่ในเมืองเป็นประจำ จึงรู้จักเกมเยอะ เขาคอยสอนพวกเราเล่นเกมไปพลาง จับตาดูพวกเราดื่มไปพลาง ไม่ยอมให้พวกเราขี้โกง
จ้าวอี้เฟยกับเว่ยฟางเล่นกันอย่างมีความสุข รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เคยจางหายไปเลย แต่คาดว่าจ้าวอี้เฟยคงไม่ค่อยได้เล่นเกมในวงเหล้าเท่าไหร่ จึงแพ้แล้วต้องดื่มไปไม่น้อย
ไม่นาน แก้มของเธอก็แดงระเรื่อ เริ่มจะมึน ๆ แล้ว
เล่นกันจนดึกดื่น พอเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ซื้อมาหมดลง หลิวเฉิงกับเว่ยฟางถึงได้พอใจ แต่ทั้งสองคนก็เมาแล้วเหมือนกัน ล้มตัวลงนอนกรนอยู่ข้าง ๆ
ผมยังพอมีสติอยู่บ้าง ถึงแม้จ้าวอี้เฟยจะยังไม่ล้มพับไป แต่ก็เริ่มจะเลอะเลือนแล้ว
“หลี่หลงหยวน ครั้งนี้ที่ได้เจอนายอีกฉันดีใจมากจริง ๆ นะ หลังจากเรียนจบ นายก็ไม่เคยคุยในกลุ่มแชตของห้องสมัยมัธยมปลายเลย ฉันก็เลยไม่กล้าทักไปคุยกับนาย” จ้าวอี้เฟยเริ่มจะพูดลิ้นพันกันแล้ว
ผมยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร รู้สึกว่าท่าทางของเธอในตอนนี้ช่างน่ารักจริง ๆ แก้มที่แดงระเรื่อทำเอาคนอดไม่ได้ที่จะอยากงับสักคำ
เธอคิดว่าผมกำลังหัวเราะเยาะที่เธอเมา จึงเอามือเท้าสะเอว พูดอย่างโมโหเล็กน้อย “นายหัวเราะอะไร? ฉันไม่ได้เมานะ”
“ฉันรู้” ผมตอบ
จากนั้น เธอก็หันมาจ้องมองผมด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที “หลี่หลงหยวน ฉันถามอะไรนายอย่างหนึ่งได้ไหม?”
“ถามอะไรเหรอ?” ผมสงสัย ไม่รู้ว่าเธอทำหน้าแบบนี้อยากจะถามอะไร
“นายมีแฟนหรือยัง?”
“...” ไม่คิดว่าเธอจะถามเรื่องนี้ ผมถึงกับลืมตอบไปชั่วขณะ
ผมไม่ได้ตอบ เธอจึงถามต่อ “ตกลงว่ามีหรือไม่มี?”
“ไม่มี” ผมตอบตามความจริง
คำตอบของผมทำให้เธอหัวเราะออกมา เป็นรอยยิ้มที่งดงามจนทำให้คนไม่อาจละสายตาได้
ริมฝีปากของเธอ ช่างน่าเย้ายวนราวกับกลีบดอกไม้ ผมกลืนน้ำลาย ข่มความปรารถนาในใจของตัวเองอย่างสุดกำลัง แล้วเบือนสายตาหนี
ทันใดนั้น เธอก็โน้มตัวเข้ามา แล้วจูบลงบนแก้มของผมเบา ๆ
ผมตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปหมด ทั้งร่างแข็งค้างไปเลย
บนตัวเธอมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยออกมา ทำให้จิตใจหวั่นไหว หลังจากจูบอยู่ครู่หนึ่งเธอก็ถอยกลับไป
“เธอ...” ผมหันกลับไป กำลังจะถามเธอ แต่กลับพบว่าเธอล้มตัวลงนอนหลับบนเตียงไปแล้ว
ผมยกมือขึ้นลูบตำแหน่งที่เธอเพิ่งจูบไปเบา ๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
หลังจากสูดหายใจเข้าลึก ๆ ผมก็ห่มผ้าให้เธอกับเว่ยฟาง จากนั้นก็พยุงหลิวเฉิงกลับห้องไป
“ดื่ม ดื่มต่อ ฉันยังดื่มได้อีก!” พอกลับถึงห้อง เจ้าหลิวเฉิงก็ยังไม่วายพึมพำอยู่ในปาก
ผมส่ายหน้า ให้เขานอนลงบนเตียง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดวีแชต ค้นหากลุ่มแชตของห้องสมัยมัธยมปลาย เปิดรายชื่อสมาชิกแล้วหาวีแชตของจ้าวอี้เฟย
หลังจากส่งคำขอเป็นเพื่อนให้เธอแล้ว ผมก็เก็บโทรศัพท์แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
หลังจากตื่นนอนในวันถัดมา พอเปิดวีแชทก็พบว่าเธอรับคำขอเป็นเพื่อนแล้ว ทั้งยังส่งอีโมจิแลบลิ้นมาให้ผมด้วย
ผมส่งข้อความไปหาเธอว่า “อรุณสวัสดิ์”
ไม่นาน เธอก็ตอบกลับมาด้วยอีโมจิปิดหน้า พร้อมกับข้อความ “อรุณสวัสดิ์ที่ไหนกัน จะเที่ยงแล้วเนี่ย”
ผมจึงลุกขึ้น แล้วเตะหลิวเฉิงที่ยังนอนกรนอยู่ให้ตื่น
“ตื่นไปกินข้าวได้แล้ว” ผมพูด
หลังจากลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาอย่างง่าย ๆ พวกเราก็ไปกินข้าวที่ห้องอาหาร ดูเหมือนว่าจ้าวอี้เฟยจะจำเรื่องที่เธอจูบแก้มผมเมื่อคืนไม่ได้ ผมก็ไม่ได้เอ่ยถึงก่อน เพื่อไม่ให้เธอต้องอึดอัด
พักอยู่ที่โรงแรมน้ำพุร้อนสองวัน ผมกับหลิวเฉิงก็ไปส่งเธอกับเว่ยฟางกลับไปที่วิลล่าตระกูลจ้าว ในตอนนี้ที่วิลล่าได้เริ่มลงมือก่อสร้างแก้ไขทิศทางประตูแล้ว
หลังจากบอกลากับทุกคนแล้ว ผมกับหลิวเฉิงก็ขับรถออกจากอำเภอมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านของเรา
เมื่อวานแม่ผมโทรมาเร่งแล้ว คาดว่าคงจะแปลกใจที่ผมกับหลิวเฉิงยังไปไม่ถึงเสียที
ครั้งนี้พวกเราสองคนไม่ได้แวะที่ไหนตลอดทาง ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้านของผมในช่วงบ่าย
พอลงจากรถ แม่ก็เรียกพวกเราสองคนเข้าบ้านอย่างดีใจ หลิวเฉิงยิ่งทำตัวเป็นกันเองคุยกับแม่ของผม ไม่นานก็เป็นที่รักของแม่ผมแล้ว
พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ผมไม่ได้กลับมาพักหนึ่งแล้ว จึงเตรียมตัวจะไปดูสุสานของคุณปู่
พอถามหลิวเฉิง เขาก็บอกว่าจะไปกับผมด้วย
“ครั้งก่อนที่ปู่นายเสีย ฉันไม่ได้มาส่งท่าน ครั้งนี้พูดอย่างไรก็ต้องไปเยี่ยมท่านผู้เฒ่าให้ได้”
ผมไม่มีปัญหาอะไร พวกเราสองคนจึงขับรถออกไป
พอมาถึงหน้าสุสานของคุณปู่ ที่นี่ก็ยังคงไม่มีหญ้าขึ้นแม้แต่ต้นเดียว เป็นทำเลตัดสิ้นวงศ์ตระกูลอย่างแท้จริง แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแผนการที่คุณปู่ได้วางไว้เพื่อลูกหลานตระกูลหลี่ของพวกเรา
ผมกับหลิวเฉิงยืนอยู่หน้าสุสานครู่หนึ่ง ทันใดนั้นผมก็สังเกตเห็นว่าดินบนเนินสุสานดูผิดปกติไปเล็กน้อย ผมรีบเดินเข้าไปคว้าดินขึ้นมาหนึ่งกำมือ แล้วพิจารณาดูอย่างละเอียด
“หลงหยวน นายทำอะไรน่ะ?” หลิวเฉิงเดินตามมาอย่างสงสัย
ผมไม่ได้ตอบ แต่จ้องมองดินในมือด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้นเรื่อย ๆ เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?
ดินบนเนินสุสานเหมือนกับเพิ่งถูกขุดขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นานนี้ หรือว่า...
ผมเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันขวับกลับไป ลากหลิวเฉิงกลับขึ้นรถอย่างรีบร้อน
“หลงหยวน เกิดอะไรขึ้น นายพูดอะไรสักคำสิ?” หลิวเฉิงตกใจกับการกระทำของผม
ผมทำหน้าตื่นตระหนก บอกให้เขารีบขับรถกลับไปเอาจอบที่บ้าน
เขาไม่เข้าใจ ถามผมว่าจะเอาจอบไปทำอะไร
ผมทำหน้าเคร่งขรึมแล้วเอ่ยปากขึ้น “ขุดสุสาน!”
“หา!?” หลิวเฉิงนิ่งอึ้งไป อ้าปากค้าง
……….……….……….……….
ผู้แปล: ยังงายยยยยยย ว่าที่นางเอกของเรื่องมั้ยน้า