- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 148 อสนีแดง
บทที่ 148 อสนีแดง
บทที่ 148 อสนีแดง
หากไม่มีคุณสมบัติธาตุดินของค่ายกลหกประสานกิเลนคอยกดข่มไว้ คงจะแย่แน่
ในตอนนี้พลังชี่ของผืนดินน่าจะฟื้นฟูได้เกือบหมดแล้ว ผมจึงหยิบยันต์นำชี่ออกมาอีกแผ่นทันที ตั้งใจจะดึงพลังชี่ของผืนดินออกมาอีกครั้งเพื่อหยุดยั้งเฟิ่งเฉินเมิ่งที่กำลังคลุ้มคลั่ง
ทันทีที่ยันต์นำชี่ปรากฏออกมา ลูกแก้วคริสตัลโดยรอบก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง พลังชี่ของผืนดินพวยพุ่งออกมาเหมือนน้ำพุ
“ไป!” ผมควบคุมพลังชี่ของผืนดินให้พุ่งเข้าโจมตีเฟิ่งเฉินเมิ่ง
เฟิ่งเฉินเมิ่งที่ถูกพลังชี่ของผืนดินพุ่งเข้าใส่ก็ร้องลั่นออกมาในทันที ซึ่งพลังสายนี้สร้างความเสียหายให้เธออย่างรุนแรง
ทว่าในตอนนี้เธอไม่ใช่ร่างแยกไอแค้น แต่เป็นร่างจริง ไอหยินและไอแค้นบนร่างไม่ใช่สิ่งที่ร่างแยกก่อนหน้านี้จะเทียบได้
ชั่วขณะหนึ่ง พลังชี่ของผืนดินกลับไม่สามารถสลายเธอได้โดยตรง!
เธอเจ็บปวดอย่างยิ่ง สีหน้าดุร้ายน่ากลัว ร่างกายมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด
ผมเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “เฟิ่งเฉินเมิ่ง คุณยังไม่ยอมปล่อยวางความแค้นอีกเหรอ?”
“กรี๊ด! ไม่ ไม่ยอม ฉันแค้น ฉันแค้น...” เธอกัดฟันแน่น ยังคงพูดอย่างโกรธเกรี้ยว
ไม่มีทางเลือก ผมทำได้เพียงควบคุมพลังชี่ของผืนดินให้พุ่งเข้าใส่เธอต่อไป
เดิมทีผมตั้งใจจะช่วยให้เธอปล่อยวางความแค้น เพื่อเข้าสู่วัฏสงสารโดยเร็ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดนี้คงจะเป็นจริงไม่ได้แล้ว หากยังคงถูกพลังชี่ของผืนดินพุ่งเข้าใส่ต่อไป เธอจะมีเพียงผลลัพธ์เดียว นั่นก็คือวิญญาณแตกสลาย ไม่ได้ผุดได้เกิดตลอดกาล
นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการจะทำที่สุด เพราะมันจะทำให้ผมและตระกูลจ้าวต้องแบกรับเคราะห์กรรมอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที ผมยังคงควบคุมพลังชี่ของผืนดินและคุมเชิงอยู่กับเฟิ่งเฉินเมิ่ง
ในใจผมร้อนรน เพราะไอหยินและไอแค้นบนร่างของเฟิ่งเฉินเมิ่งยังคงทะลักออกมาไม่หยุด แต่พลังชี่ของผืนดินที่ยันต์นำชี่ดึงออกมากลับเริ่มอ่อนลงทีละน้อยแล้ว
พอถึงตอนที่ยันต์นำชี่หมดฤทธิ์ พลังชี่ของผืนดินก็จะสลายไป หากต้องการจะดึงพลังชี่ของผืนดินออกมาอีกครั้งก็ต้องรอให้พลังชี่ของผืนดินฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ถึงตอนนั้นฮวงจุ้ยรวมหยินก็จะทำงานอีกครั้ง ช่วยให้เฟิ่งเฉินเมิ่งฟื้นฟู ผลลัพธ์ที่วนเวียนเช่นนี้ไม่เพียงแต่กำจัดเฟิ่งเฉินเมิ่งไม่ได้ กลับจะทำให้ผมเหนื่อยจนตายเสียเอง
อีกอย่างค่ายกลหกประสานกิเลนก็คงจะทนไปจนถึงตอนที่พลังชี่ของผืนดินฟื้นฟูครั้งต่อไปไม่ไหวอย่างแน่นอน
เหงื่อเย็น ๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของผม ในหัวรีบค้นหาวิธีการอื่นอย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้นเอง ในหัวของผมก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นอย่างเย็นชา “เจ้าคนเขลา คิดถึงเนื้อหาของเคล็ดวิชา ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’ ให้ดี ๆ สรรพคุณของมันไม่ใช่แค่ทำให้เจ้าฝึกฝนปราณได้เท่านั้น แต่ยังทำให้เจ้าสามารถใช้วิธีการอื่นได้ด้วย”
คือเสิ่นหนิงซวงนั่นเอง เธอกำลังเตือนผม
“วิธีการอื่น...” ผมพึมพำในปาก พลางนึกย้อนถึงเนื้อหาของ ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’
ไม่นาน ในใจผมก็ดีใจอย่างยิ่ง เผยรอยยิ้มออกมา
ใช่แล้ว จุดประสงค์ของ ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’ ที่ทำให้ผมสามารถฝึกฝนและใช้ปราณได้ ก็คือการใช้อสนีบาตที่ผสานปราณ หรือก็คือวิชาอสนีบาตฉบับเสริมพลัง
แต่ไม่นานผมก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง หากต้องการใช้อสนีบาตที่ผสานปราณ อย่างน้อยก็ต้องฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’ ให้ถึงขั้นที่หนึ่ง ตอนนี้ผมเพิ่งจะสัมผัสถึงขอบเขตของขั้นที่หนึ่งเท่านั้น ยังไม่นับว่าก้าวเข้าสู่ขั้นที่หนึ่งอย่างแท้จริงเลย จึงยังใช้ไม่ได้ไม่ใช่หรือ?
แล้วเสิ่นหนิงซวงหมายความว่าอย่างไร เธอไม่มีทางจะเตือนผมในเรื่องที่ไร้ประโยชน์หรอกมั้ง?
“ผมควรจะทำยังไง?” ผมลองถามเธอ หวังว่าเธอจะให้คำใบ้เพิ่มอีกหน่อย
น่าเสียดายที่คำถามของผมเหมือนกับหินจมทะเล ไม่ได้รับการตอบกลับเลยแม้แต่น้อย
เอาเถอะ ผมเองก็คงจะเพี้ยนไปแล้ว ด้วยนิสัยของเธอไม่มีทางจะให้คำใบ้ผมเพิ่มอีกแน่นอน
ในตอนนี้ พลังชี่ของผืนดินอ่อนลงเรื่อย ๆ แสงบนลูกแก้วคริสตัลก็ใกล้จะสลายไปแล้ว
เฟิ่งเฉินเมิ่งไม่ส่งเสียงเจ็บปวดออกมาอีก มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นเยียบจับจ้องมาที่ผม
ยังมีวิธีอะไรอีกกันแน่?
ผมไม่สนใจเธอ ในหัวหมุนเร็วจี๋
ในที่สุด ผมก็นึกถึงวิธีที่พอจะลองดูได้วิธีหนึ่ง
ในเมื่อผมได้สัมผัสถึงขอบเขตของขั้นที่หนึ่งแล้ว เช่นนั้นก็สามารถยืมพลังของยันต์เพื่อชดเชยช่องว่างนี้ได้
ไม่รอช้า คิดได้แล้วก็ลงมือทำ ผมเคลื่อนตัววิ่งไปยังตำแหน่งเจิ้นทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่เป็นตัวแทนของอสนีบาต
จากนั้นผมไม่ได้ใช้พู่กันและชาดในการวาดอักขระยันต์ แต่กลับยื่นมือข้างหนึ่งออกไปแล้วเลือกที่จะใช้ปราณวาดอักขระยันต์ขึ้นกลางอากาศ
การทำเช่นนี้ต้องอาศัยฝีมือในระดับหนึ่ง การสิ้นเปลืองพลังก็มากกว่าการวาดอักขระยันต์ทั่วไปที่ต้องใช้สมาธิมากกว่า แต่ด้วยการเสริมพลังของปราณ การทำเช่นนี้ของผมอย่างน้อยก็ง่ายกว่าคนทั่วไปถึงหกเจ็ดส่วน
มือข้างหนึ่งผมควบคุมพลังชี่ของผืนดินที่เหลืออยู่ไม่มาก อีกมือหนึ่งก็ค่อย ๆ วาดอักขระยันต์ขึ้นกลางอากาศ
ไม่นาน ยันต์ควบคุมอสนีที่เปล่งแสงสีทองจาง ๆ ก็ถูกผมวาดเสร็จ
ยันต์ควบคุมอสนีลอยอยู่ในอากาศ เหมือนกับภาพโฮโลแกรม น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
และในตอนนี้ ยันต์นำชี่ก็หมดฤทธิ์ แสงจากลูกแก้วคริสตัลสลายไป พลังชี่ของผืนดินก็หายไปด้วย
ผมรีบร้อนท่องคาถาควบคุมอสนี “พลังแห่งเต๋า จงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับข้า อสนีในอุรา ขับเคลื่อนได้ตามประสงค์ บัญชา!”
ทันใดนั้น ผมก็คว้าไปที่ยันต์ควบคุมอสนีซึ่งประทับอยู่ในอากาศ ระดมปราณในร่าง พลันเกิดเสียงเปรี๊ยะปร๊ะดังขึ้น พลังอสนีสีแดงสายแล้วสายเล่าก็รวมตัวกันอยู่ในฝ่ามือของผม
เมื่อมองดูอสนีสีแดงในฝ่ามือ ผมก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง อสนีที่ได้รับการเสริมพลังจากปราณกลับกลายเป็นสีแดง อีกทั้งผมยังสัมผัสได้ว่าพลังของอสนีแดงนั้นรุนแรงกว่าห้านิ้วอสนีบาตเสียอีก
ทุกคนที่อยู่ข้างหลังเห็นผมถืออสนีสีแดงอยู่ในมือ ต่างก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ฮ่า ๆ น้องชายข้านี่มันเจ๋งเป้งจริง ๆ!” หลิวเฉิงหัวเราะเสียงดังแล้วพูดอย่างภาคภูมิใจ
ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นผมใช้คาถาควบคุมอสนี เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เขาจึงไม่ค่อยประหลาดใจเท่าไหร่ เพียงแต่ตอนนั้นผมใช้อสนีบาตธรรมดา ไม่ใช่อสนีแดง
แม้แต่เฟิ่งเฉินเมิ่งในค่ายกลก็ยังสีหน้าเปลี่ยนไป มองอสนีแดงในมือของผมอย่างหวาดระแวง อสนีบาตแต่ไหนแต่ไรก็เป็นศัตรูตัวฉกาจของสรรพสิ่งที่เป็นหยินบนโลก กลิ่นอายของอสนีแดงทำให้เฟิ่งเฉินเมิ่งสัมผัสได้ถึงอันตราย
ตอนนี้ผมอาจจะดูองอาจผึ่งผาย แต่จริง ๆ แล้วการจะควบคุมอสนีแดงในมือไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งยังสิ้นเปลืองปราณที่เพิ่งจะฝึกฝนขึ้นมาได้ไม่มากในร่างกายของผมอย่างมหาศาล
ผมตะคอกเสียงดัง แล้วซัดอสนีแดงในฝ่ามือไปยังเฟิ่งเฉินเมิ่งในค่ายกล
อสนีแดงตกกระทบร่างของเฟิ่งเฉินเมิ่ง ทันใดนั้นเธอก็กรีดร้องออกมาอย่างน่าเวทนา อสนีแดงพันธนาการร่างของเธอไว้ บนร่างมีควันสีเขียวลอยขึ้นมาเป็นระลอก ไอหยินและไอแค้นบนร่างกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว
ผมดีใจอย่างยิ่ง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่แน่ว่าอสนีแดงอาจจะสามารถสลายไอแค้นบนร่างของเธอได้จนหมด ขอเพียงไอแค้นสลายไป เช่นนั้นเฟิ่งเฉินเมิ่งก็จะรอดแล้ว
ผมยกมือขึ้น ปล่อยอสนีแดงออกไปไม่หยุด เฟิ่งเฉินเมิ่งถูกอสนีแดงซัดจนล้มลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น ร้องโหยหวนไม่หยุด
อสนีแดงสิ้นเปลืองปราณมากเกินไป ไม่นานผมก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงเริ่มถดถอย เหมือนว่าปราณในร่างกายใกล้จะหมดสิ้นแล้ว
แต่ถ้าผมหยุดมือในตอนนี้ ก็เท่ากับว่าที่ทำมาทั้งหมดต้องสูญเปล่า ผมฝืนร่างกายทนกัดฟันยืนหยัดต่อไป
เสียงร้องโหยหวนของเฟิ่งเฉินเมิ่งที่อยู่บนพื้นค่อย ๆ เบาลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งผมไม่สามารถสัมผัสได้ถึงไอแค้นแม้แต่น้อยแล้ว ผมถึงได้หยุดใช้อสนีแดง แล้วลดฝ่ามือลง
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหมดแรงไปทั้งตัว เกือบจะยืนไม่ไหว ทำได้เพียงใช้สองมือยันเข่าทั้งสองข้างเพื่อพยุงร่างกายไว้
ค่ายกลแผนผังไท่จี๋เองก็สลายไปเพราะผมไม่มีแรงจะรักษามันไว้อีกต่อไป
หลิวเฉิงรีบวิ่งเข้ามาทันที ทุกคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินตามมา
“หลงหยวน เมื่อกี้นายเท่มากเลย เทียบกับหนังไซไฟฮอลลีวูดได้เลยนะ” พอหลิวเฉิงมาถึงก็ชื่นชมอย่างตื่นเต้น
พอเขาสังเกตเห็นว่าสีหน้าผมไม่ค่อยดี ถึงได้เริ่มเป็นห่วง “หลงหยวน นายไม่เป็นไรนะ?”
“ยังพอไหว” ผมตอบไปคำหนึ่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ยืนตัวตรง
จ้าวอี้เฟยที่เดินมาพร้อมกับทุกคนมองผมด้วยสีหน้าเป็นกังวล ผมจึงส่งยิ้มให้เธอ เพื่อให้เธอวางใจ
“อาจารย์หลี่ เฟิ่งเฉินเมิ่งเป็นยังไงบ้างครับ?” จ้าวกั๋วเหลียงเอ่ยปากถาม
ผมเหลือบมองเฟิ่งเฉินเมิ่งที่ล้มอยู่บนพื้นในค่ายกลหกประสานกิเลนและไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ แล้วพูดขึ้น “ไอแค้นบนร่างของเธอถูกอสนีแดงสลายไปแล้ว น่าจะไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้วครับ”
ในตอนนี้ เฟิ่งเฉินเมิ่งที่ล้มอยู่บนพื้นก็เริ่มเคลื่อนไหว ค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้น
พวกหลิวเฉิงรู้สึกกลัว อดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปสองก้าว
“ฉันเป็นอะไรไป?” หลังจากเฟิ่งเฉินเมิ่งลุกขึ้นยืน ก็มองดูตัวเองอย่างงุนงง แล้วมองไปรอบ ๆ
หลิวเฉิงเบิกตากว้างทันที “ให้ตายสิ สาวสวยคนนี้เป็นใครกัน?”