- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 144 เฟิ่งเฉินเมิ่ง
บทที่ 144 เฟิ่งเฉินเมิ่ง
บทที่ 144 เฟิ่งเฉินเมิ่ง
พวกเรารออยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเป็นเวลานาน โลงศพในค่ายกลยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ทุกคนเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว
“หลงหยวน ผีร้ายชุดกี่เพ้านี่คงไม่ได้ปอดแหกไปแล้วใช่ไหม ป่านนี้แล้วยังไม่ยอมปรากฏตัวอีก?” หลิวเฉิงสูบบุหรี่หมดมวน ก็โยนลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้จนไฟดับ
บนพื้นมีก้นบุหรี่อยู่ไม่น้อย ล้วนเป็นของเขาและจ้าวหงที่สูบไประหว่างนี้
ผมเหลือบมองเวลา ตอนนี้เป็นยามไฮ่ (21.00-23.00 น.) แล้ว ถ้าผีร้ายชุดกี่เพ้ายังไม่ปรากฏตัวอีก เช่นนั้นเธอก็คงกำลังรอยามจื่อ (23.00-01.00 น.) อยู่เป็นแน่
“คิดอะไรอยู่? ไอแค้นของเธอรุนแรงขนาดนั้น ทั้งยังถูกพวกเราทำลายเรื่องที่เตรียมการมานาน เธออยากจะจับพวกเรากินทั้งเป็นอยู่แล้ว จะไม่ปรากฏตัวออกมาได้ยังไง” ผมพูดกับหลิวเฉิง
“แล้วทำไมผ่านมานานขนาดนี้ เธอยังไม่ปรากฏตัวอีก?” หลิวเฉิงเตรียมจะจุดบุหรี่อีก “ฉันสูบบุหรี่จนคอจะพ่นไฟได้อยู่แล้วเนี่ย”
ผมพูดอย่างไม่สบอารมณ์เล็กน้อย “คอจะพ่นไฟได้อยู่แล้วยังจะสูบอีกเหรอ?”
เขายิ้มอย่างเก้อเขิน “ฉันก็แค่เบื่อที่ต้องรอ แล้วก็ประหม่าด้วยน่ะ”
ผมยิ้มอย่างจนใจ ขี้เกียจจะสนใจเขา
“อาจารย์หลี่ เป็นไปได้ไหมครับว่าผีร้ายชุดกี่เพ้ารู้ว่าพวกเราเตรียมตัวพร้อมรอให้เธอปรากฏตัวอยู่ เลยจงใจไม่ปรากฏตัวออกมา?” จ้าวกั๋วเหลียงเองก็กังวลว่าผีร้ายชุดกี่เพ้าจะไม่ปรากฏตัว
ผมส่ายหน้า “ไม่หรอกครับ เธอกำลังรออยู่”
“รออะไรหรือครับ?” ทุกคนไม่เข้าใจ มองผมอย่างสงสัย
“เธอฉลาดมาก รู้ว่าพวกเราเตรียมพร้อมแล้ว จึงต้องการรอให้ถึงยามจื่อก่อนถึงจะปรากฏตัว ยามจื่อเป็นช่วงเวลาที่ไอหยินรุนแรงที่สุด และเป็นเวลาที่ได้เปรียบสำหรับเธอที่สุดด้วย” ผมอธิบายให้พวกเขาฟัง
หลิวเฉิงถอนหายใจ “เชี่ย เธอนี่ฉลาดเหมือนกันนะ”
ในใจผมหนักอึ้ง รู้สึกกังวลอยู่บ้าง
ผีร้ายชุดกี่เพ้าตนนี้ทำให้ผมรู้สึกหมือนกับว่าเธอเป็นนักพรต ถ้าหากตอนมีชีวิตเธอเป็นนักพรตจริง ๆ เช่นนั้นเรื่องราวก็จะยิ่งยุ่งยากมากขึ้น
แต่ความคิดนี้ถูกผมเก็บซ่อนไว้ในใจ ไม่ได้แสดงออกมา
เวลาผ่านไปทีละนาทีทีละวินาที หลิวเฉิงสูบบุหรี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว ไม่สนใจภาพลักษณ์วิ่งไปนั่งลงกับพื้นข้าง ๆ
ส่วนผมหลับตาสงบจิตใจมาโดยตลอด คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายรอบด้านอยู่เสมอ
ลมกลางคืนอันเย็นสบายพัดผ่าน ยามจื่อมาถึงแล้ว
โลงศพในค่ายกลหกประสานกิเลนซึ่งไม่มีความเคลื่อนไหวมาตลอด ในที่สุดก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง
ผมลืมตาขึ้น มองเข้าไปในค่ายกล พลันเห็นไอสีดำสายแล้วสายเล่าทะลักออกมาจากโลงศพไม่หยุด ซึ่งม้วนตัวตลบอบอวลไปทั่วทั้งโลงศพ
คนอื่น ๆ ก็สังเกตเห็นสถานการณ์นี้เช่นกัน ต่างก็เผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมา
หลิวเฉิงเองก็รีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างร้อนรน ตบก้นแล้ววิ่งเข้ามา “หลงหยวน ผีร้ายชุดกี่เพ้าจะปรากฏตัวแล้วใช่ไหม”
ผมพยักหน้า ยกมือโบกไปข้างหลัง ให้พวกเขาถอยออกไปอีกหน่อย
“ผีร้ายชุดกี่เพ้าจะมาแล้ว ทุกคนถอยไปข้างหลังอีกหน่อย จะได้ไม่เกะกะหลงหยวน” หลิวเฉิงเข้าใจความหมายของผมทันที พูดกับคนอื่น ๆ พลางถอยหลัง
“หลี่หลงหยวน นายระวังตัวด้วยนะ” เสียงของจ้าวอี้เฟยดังมาจากข้างหลังด้วยความเป็นห่วง
ผมไม่ได้หันกลับไป เพียงพยักหน้า “อืม”
ไอสีดำที่ปกคลุมโลงศพและม้วนตัวไม่หยุดเริ่มบิดตัวลอยขึ้นเหมือนงูเลื้อย วนรอบค่ายกลหกประสานกิเลนอยู่สองสามรอบ จากนั้นก็พุ่งลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วไม่หยุด
ในพริบตา ไอสีดำก็รวมตัวกันเป็นผู้หญิงในชุดกี่เพ้าคนหนึ่ง ที่ปรากฏตัวยังคงเป็นร่างแยกไอแค้นของผีร้าย เพียงแต่ร่างแยกไอแค้นของเธอในครั้งนี้ร้ายกาจกว่าครั้งไหน ๆ ที่ผ่านมา
ตราบใดที่ผนึกของโลงศพยังไม่ถูกทำลาย เธอก็ไม่สามารถปรากฏร่างจริงออกมาได้ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมกล้าเลือกที่จะเผชิญหน้ากับเธอเช่นนี้
เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของผีร้ายชุดกี่เพ้า ทุกคนที่อยู่ข้างหลังต่างก็ส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือด
ผีร้ายชุดกี่เพ้าในตอนนี้ปรากฏร่างในสภาพของผีร้าย ไม่เพียงแต่ใบหน้าจะดุร้ายน่ากลัว ทั้งร่างยังอาบไปด้วยเลือด ดูแล้วน่ากลัวจริง ๆ
“เชี่ย! ทำไมถึงน่ากลัวกว่าเมื่อก่อนอีก น่ากลัวชะมัด” หลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น เขาถูกผีร้ายชุดกี่เพ้าทำให้ตกใจกลัวอีกครั้ง
ผมไม่พูดอะไร จ้องมองผีร้ายชุดกี่เพ้าในค่ายกลอย่างเย็นชา
“ไอ้ซินแสฮวงจุ้ยรนหาที่ตาย ทำไมต้องมาขัดขวางแผนการของฉันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วย?” ผีร้ายชุดกี่เพ้าเอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงชวนให้คนฟังขนหัวลุก
“ถึงแม้ผมจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เรื่องที่คุณจะทำนั้นผิดต่อหลักฟ้าดิน ผมจึงไม่ยุ่งไม่ได้” ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ผีร้ายชุดกี่เพ้าแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ๆ เสแสร้ง ผู้ชายมันก็เหมือนกันหมด ไม่ใช่คนดีสักคน การเปลี่ยนแปลงฮวงจุ้ยของที่นี่ทำให้ฉันมีโอกาสหลบหนี ทั้งหมดนี้คือลิขิตสวรรค์ สวรรค์กำลังช่วยฉันอยู่ แกมีสิทธิ์อะไรมาขัดขวางฉัน”
เธอจ้องมองผมอย่างโกรธเกรี้ยว ราวกับว่าลูกตาจะถลนออกมา
“ฉันเฟิ่งเฉินเมิ่ง ตลอดชีวิตไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายอะไร มีเพียงความชื่นชอบในการแสดงบนโรงละครเท่านั้น แต่ว่า ทำไม ทำไมพวกแกชายชั่วถึงได้ใจร้ายหลอกลวงฉัน รังแกฉันถึงขนาดนั้น แม้แต่ฉันตายไปแล้ว ก็ยังไม่ปล่อยฉันไปอีกเหรอ?” เพราะใบหน้าที่ดุร้ายของเฟิ่งเฉินเมิ่ง ทำให้มองไม่เห็นความสุขความเศร้าบนใบหน้าของเธอแล้ว
แต่จากน้ำเสียงของเธอ ยังคงฟังออกถึงความเคียดแค้นและความเศร้าโศกในใจ
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะมีเบื้องหลังซ่อนอยู่จริง ๆ โชคดีที่ผมไม่วู่วามลงมือไปโดยตรง
“เฟิ่งเฉินเมิ่ง ใครทำร้ายคุณ แล้วทำไมต้องทำให้คุณไม่ได้ผุดได้เกิดตลอดกาล?” ผมเอ่ยถามขึ้น
เธอจ้องมองผมอย่างเย็นชาแล้วแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เฮอะ แกรู้แล้วจะได้อะไร? แกก็เหมือนกับมัน ล้วนอยากจะให้ฉันตาย พวกแกมันก็เหมือนกันหมด เหมือนกันหมด กรี๊ด!”
ทันใดนั้นเธอก็กรีดร้องคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง อารมณ์ไม่มั่นคงอย่างยิ่ง ภายใต้การกดข่มของค่ายกลหกประสานกิเลน ไอแค้นของเธอกลับยังคงเพิ่มสูงขึ้น
ผีร้ายกรีดร้องยาวนาน พลังทำลายล้างไม่ธรรมดา ทุกคนที่อยู่ข้างหลังผมส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา ถูกเสียงคำรามของเฟิ่งเฉินเมิ่งส่งผลกระทบเข้าให้แล้ว
ผมตกใจมาก รีบหันกลับไป ใช้เนตรวัชระพิโรธ และส่งผ่านปราณเข้าไปในน้ำเสียง
“ทุกคนใจเย็น ๆ ตั้งสติไว้ รีบอุดหูเร็ว!” ผมตะโกนลั่น
ด้วยการเสริมพลังของปราณ เสียงของผมดังก้องกังวานราวกับระฆังใบใหญ่ กลบเสียงคำรามของเฟิ่งเฉินเมิ่งได้
ทุกคนพอได้สติกลับมาเล็กน้อย ก็รีบอุดหูทันที แต่ยังมีคนสองสามคนเลือดไหลออกจากปากและจมูก เกือบจะหมดสติไป
ผมรีบวิ่งไปที่นั่นแล้ววางค่ายกลแผนผังไท่จี๋เพื่อปกป้องพวกเขา
“ให้ตายสิพับผ่า เฟิ่งเฉินเมิ่งดุร้ายเกินไปแล้ว เสียงคำรามเมื่อกี้เกือบจะทำให้พวกเราสลบไปเลย” หลิวเฉิงกลืนน้ำลาย รู้สึกกลัวขึ้นมา
ไม่ได้ตอบคำพูดของเขา ผมให้พวกเขาอยู่ในค่ายกลแผนผังไท่จี๋ จากนั้นก็เดินกลับไปข้างหน้า
“เฟิ่งเฉินเมิ่ง ในเมื่อคุณถูกคนทำร้าย แล้วทำไมตอนนี้ถึงคิดจะทำร้ายคนอื่น?” ผมตะคอกเสียงดัง หยุดไม่ให้เธอกรีดร้องต่อไป
“เฮอะ ตอนนี้พวกแกไม่ได้คิดจะทำร้ายฉันหรือไง? ยังวางค่ายกลไว้อีก ฉันจะยอมให้พวกแกสมหวังได้ยังไง?” เธอยังคงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่ในที่สุดก็หยุดกรีดร้องแล้ว
ผมถอนหายใจ แล้วอธิบายอย่างอดทน “คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมแค่อยากจะรู้ความจริง ถ้าคุณยอมวางความแค้นลง ผมยินดีจะช่วยคุณ ให้คุณได้หลุดพ้นไปเกิดใหม่โดยเร็ว”
“ตอแหล!” เฟิ่งเฉินเมิ่งไม่เชื่อผมเลยแม้แต่น้อย “คำพูดของพวกผู้ชายเชื่อไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อีกอย่างถ้าแกรู้เรื่องราวที่ฉันประสบมา แกจะยังกล้ามาเกลี้ยกล่อมให้ฉันปล่อยวางอีกหรือ?”
ผมไม่พูดอะไร ไม่นานเฟิ่งเฉินเมิ่งถึงค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของเธอออกมา
“ตอนนั้นเป็นยุคสมัยที่ขุนศึกในยุคสาธารณรัฐวุ่นวาย ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยไฟสงคราม ประชาชนทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง ส่วนฉัน ก็เป็นเพียงหนึ่งในประชาชนที่น่าสงสารเหล่านั้น”
ผมอดไม่ได้ที่จะชะงักไป ยุคสาธารณรัฐ!
ไม่คิดเลยว่าเฟิ่งเฉินเมิ่งจะเป็นคนในยุคสาธารณรัฐจริง ๆ เช่นนั้นเธอก็ถูกกักขังอยู่ที่นี่มาเกือบร้อยปีแล้วน่ะสิ!