- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 140 ทำลายล้างวิญญาณหยิน
บทที่ 140 ทำลายล้างวิญญาณหยิน
บทที่ 140 ทำลายล้างวิญญาณหยิน
ไม่นาน หลิวเฉิงก็อุ้มไหดินเผากลับมา ทำให้คนในตระกูลจ้าวต่างก็เริ่มประหม่า
หลิวเฉิงยื่นไหดินเผาให้ผม ผมรับไหมาแล้วลองสัมผัสดู พบว่าวิญญาณหยินยังอยู่ข้างใน เพียงแต่อ่อนแอลงมากแล้ว
ดูเหมือนว่าการอยู่ในตำแหน่งเฉียนมานานขนาดนี้ มันคงจะทรมานน่าดู
หลังจากตรวจสอบเสร็จ ผมก็ถือไหดินเผาเดินออกไป ทุกคนต่างก็เดินตามหลังผมมา
เมื่อเดินมาถึงกองไม้ท้อที่เตรียมไว้ ผมก็วางไหดินเผาลงบนกองไม้
ราวกับสัมผัสได้ถึงอันตราย วิญญาณหยินในไหดินเผาเริ่มดิ้นรน ไหสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เหมือนกับกำลังจะระเบิดออก
“เชี่ย วิญญาณหยินจะไม่หนีไปใช่ไหม?” หลิวเฉิงตกใจจนร้องอุทาน
คนในตระกูลจ้าวเองก็สะดุ้งตกใจ มองไหดินเผาที่กำลังสั่นอย่างตื่นตระหนก
“หนีไม่รอดหรอก” ผมตอบ บอกพวกเขาว่าไม่ต้องกังวล
จากนั้นผมก็หยิบยันต์สะกดพลังชั่วร้ายออกมาแผ่นหนึ่ง ในปากท่องคาถา มือทำมุทรา
พอรอยันต์สะกดพลังชั่วร้ายในมือลุกไหม้ ผมก็โยนยันต์เข้าไปในกองไม้ท้อ
พรึ่บ!
กองไม้ท้อพลันลุกเป็นไฟโชติช่วงทันที ราวกับถูกราดด้วยน้ำมันเบนซิน
เปลวไฟลุกโชนสู่ท้องฟ้า คลื่นความร้อนแผ่กระจายไปทั่ว บีบให้พวกเราต้องถอยหลัง
“สุดยอด ไฟลุกสะใจจริง ๆ” หลิวเฉิงทำหน้าเหมือนมาดูเรื่องสนุก
ในตอนนั้นเอง จ้าวอี้เฟยถามผมขึ้นมาอย่างสงสัยว่าทำไมผมไม่ส่งวิญญาณหยิน แต่กลับใช้ไม้ท้อเผาทำลายมันให้สิ้นซาก
ผมบอกเธอว่า วิญญาณหยินคือวิญญาณร้ายที่เกิดจากการหลอมรวมกันของวิญญาณชั่วร้ายนับร้อย โดยพื้นฐานแล้วมันไม่ได้จัดอยู่ในประเภทวิญญาณชั่วร้ายทั่วไปอีกแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถส่งวิญญาณได้ ทำได้เพียงทำลายล้างมันเท่านั้น
เธอทำท่าเหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ยังพยักหน้า
ไฟยิ่งลุกโหมรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในกองไฟเริ่มมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมา เหมือนกับเสียงตอนที่ซ่อนอยู่ในท้องของจ้าวเสวี่ยมั่น เป็นเสียงกรีดร้องที่ผสมปนเปกันไปหมด มีทั้งเสียงผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก ฟังแล้วชวนให้ขนหัวลุก
หลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะหนาวสะท้าน “เสียงร้องนี่มันประหลาดจริง ๆ ยิ่งฟังยิ่งน่าขนลุก”
“แน่นอนอยู่แล้ว พลังของเสียงร้อยภูตร่ำร้องไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ตอนนี้เป็นเพราะวิญญาณหยินใกล้จะสลายไปแล้ว ถึงได้ไม่มีผลกระทบอะไรกับพวกเรา ไม่อย่างนั้นในวินาทีที่ได้ยินเสียงนี้ คนส่วนใหญ่คงต้องเสียสติไปแล้ว” ผมเอ่ยขึ้น
เหตุผลที่คนพูดกันว่าวาจาผีสางเต็มไปด้วยเรื่องโกหก ก็เพราะว่าวาจาผีสางสามารถทำให้จิตใจคนสับสนได้
เสียงกรีดร้องของวิญญาณหยินค่อย ๆ เบาลงอย่างต่อเนื่อว เปลวไฟก็ค่อย ๆ อ่อนลงเช่นกัน นี่เป็นสัญญาณว่าวิญญาณหยินใกล้จะถูกไฟเผาจนสลายไปแล้ว
ประมาณสิบนาทีต่อมา กองไฟก็ดับสนิทอย่างสมบูรณ์
“เรียบร้อยแล้วครับ กลิ่นอายของวิญญาณหยินหายไปหมดแล้ว แสดงว่ามันสลายไปแล้ว” ผมพูดกับทุกคน
ในตอนนั้นเอง จ้าวหงเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ “ทุกคนดูสิ นอกจากกองไม้ท้อแล้ว ไฟลุกขนาดนั้นกลับไม่ไหม้ต้นไม้ใบหญ้าบริเวณใกล้เคียงเลยแม้แต่น้อย”
คนอื่น ๆ ถึงเพิ่งจะสังเกตเห็น ต่างก็พากันอุทานด้วยความประหลาดใจ
ผมยิ้มเล็กน้อย “ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ ผมใช้ยันต์สะกดพลังชั่วร้ายเป็นตัวจุดไฟ เปลวไฟจะเผาผลาญแค่สิ่งที่มีไอหยินเท่านั้น”
แม้ว่าผมจะพูดง่าย ๆ แต่มันก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกเหลือเชื่ออยู่ดี
จ้าวกั๋วเหลียงให้คนมาจัดการกับสิ่งที่เหลือจากการเผา ส่วนผมก็พาพวกเขามายังต้นไหวสามต้นริมฝั่งแม่น้ำอีกครั้ง
วิญญาณหยินถูกจัดการไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาตามหาผีร้ายในชุดกี่เพ้า และสืบหาที่มาที่ไปของมัน
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลากลางวันแสก ๆ และวิญญาณชั่วร้ายบนต้นไหวสามต้นก็ไม่มีแล้ว แต่พวกหลิวเฉิงพอมาถึงที่นี่ก็ยังคงใจเต้นระทึกด้วยความกลัว
เพราะเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ก่อนหน้านี้ ยังคงทำให้พวกเขาจำได้ขึ้นใจ ยากที่จะลืมเลือน
ริมฝั่งแม่น้ำมีธงสามเหลี่ยมเล็กสีเหลืองล้มอยู่ไม่น้อย ส่วนธงที่อยู่บนผิวน้ำคาดว่าคงถูกน้ำพัดจนหายไปหมดแล้ว
ส่วนรูปปั้นกิเลนทั้งหกตัวยังคงวางอยู่ที่เดิม มีเพียงเสาไม้ท้อใจกลางค่ายกลที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ และเชือกแดงที่กระจัดกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ
“หลงหยวน นายว่าผีร้ายในชุดกี่เพ้านั่นซ่อนอยู่ที่ไหนกันแน่?” หลิวเฉิงมองไปรอบ ๆ แล้วถามขึ้นอย่างหวาด ๆ
ผมส่ายหน้า บอกว่ายังไม่แน่ใจ แต่ต้องอยู่แถวนี้แน่นอน
พวกเขายังคงหวาดกลัวต้นไหวสามต้น ไม่ยอมเข้าใกล้ ผมจึงทำได้เพียงเดินไปใต้ต้นไหวคนเดียวแล้วสังเกตการณ์อย่างละเอียด
ผมจำได้ว่าคืนนั้นยันต์ติดตามได้สลายไปตรงนี้เป็นที่สุดท้าย แต่ทำไมตอนนั้นพวกเราถึงไม่เห็นผีร้ายในชุดกี่เพ้า?
ในใจเกิดความสงสัย ผมจึงหันไปมองผิวน้ำ
ในตอนนี้ แสงแดดยังคงถูกต้นไหวสามต้นบดบังอยู่ เงาไม้ทอดเงาลงบนผิวน้ำ ทำให้แม่น้ำกลายเป็นสีเขียวเข้ม
เดี๋ยวนะ ผิวน้ำ เงาไม้ และน้ำตำแหน่งขาน หรือว่า...
จู่ ๆ ผมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ รีบหันกลับไป “พี่จ้าว รีบหาคนที่ว่ายน้ำเก่ง ๆ มาสองสามคน ผมต้องการให้พวกเขาลงไปในแม่น้ำ”
“คุณจะให้คนลงไปในแม่น้ำทำไมครับ?” พวกเขาไม่เข้าใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ถ้าผมเดาไม่ผิด ในแม่น้ำมีคำตอบที่พวกเราอยากรู้อยู่” ผมบอกข้อสันนิษฐานของตัวเองออกไปง่าย ๆ
แต่จะเป็นจริงหรือไม่ ยังต้องมีคนลงไปช่วยยืนยัน
จ้าวหงพยักหน้า “ได้ครับ ผมจะไปหาคนมาเดี๋ยวนี้”
สิบกว่านาทีต่อมา จ้าวหงก็หาคนที่ว่ายน้ำเก่งมาได้สองคน
ผมให้พวกเขาลงน้ำในบริเวณริมฝั่งแม่น้ำแถวต้นไหวสามต้นนี้ ให้ลองหาดูว่ามีอะไรอยู่ในแม่น้ำหรือไม่ ถ้าเจออะไร ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ให้รีบว่ายขึ้นมาบอกผมเป็นอันดับแรก
ทั้งสองคนบอกว่าเข้าใจแล้ว และกำลังจะเตรียมตัวลงน้ำ
“เดี๋ยวก่อน” ผมเรียกพวกเขาไว้ “กินยันต์พิทักษ์วิญญาณนี่เข้าไป”
ผมส่งยันต์พิทักษ์วิญญาณให้ทั้งสองคน บอกให้พวกเขากินเข้าไป ตอนนี้ไม่มีเวลาและเงื่อนไขที่จะทำเป็นน้ำยันต์ได้ ทำได้เพียงให้พวกเขากินเข้าไปทั้งอย่างนั้น
ทั้งสองคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กินยันต์พิทักษ์วิญญาณเข้าไป
หลังจากกินยันต์พิทักษ์วิญญาณเสร็จ ทั้งสองคนก็กระโดดลงไปในน้ำเสียงดัง ‘ตู้ม’ แล้วจมหายไป
“สองคนนี้จะไหวเหรอ? ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาล่ะก็แย่เลยนะ” หลิวเฉิงกังวลอยู่บ้าง เพราะแม่น้ำดูเหมือนจะลึกมาก
จ้าวหงบอกพวกเราว่าไม่ต้องกังวล สองคนนี้เป็นนักดำน้ำและว่ายน้ำระดับเซียนที่อยู่กับแม่น้ำมาตลอดทั้งปี ไม่เป็นอะไรแน่นอน
ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างของคนสองคนก็โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ
แต่ดูเหมือนจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น คนหนึ่งคล้ายจะแน่นิ่งไปแล้ว ส่วนอีกคนกำลังลากเขาว่ายเข้าฝั่งด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
“ไม่ดีแล้ว คงเกิดเรื่องขึ้นแน่ รีบไปช่วยเร็ว” สีหน้าผมเปลี่ยนไป รีบพูดขึ้นทันที
พวกหลิวเฉิงก็สังเกตเห็นความผิดปกติ รีบวิ่งเข้าไปช่วยกัน
ไม่นาน ทั้งสองคนก็ถูกดึงขึ้นมาบนฝั่ง แต่มีคนหนึ่งหมดสติไม่ตอบสนองแล้ว ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากดำคล้ำ
“เชี่ย เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าหมอนี่ตัวเย็นขนาดนี้ อย่างกับน้ำแข็งเลย” หลิวเฉิงสะบัดมือพลางโวยวาย
ผมเพ่งมองดู ถึงได้พบว่าบนร่างของชายคนนั้นมีไอแค้นน่ากลัวพันอยู่
“ทุกคนถอยห่างจากเขา อย่าแตะต้องเขาอีก” ผมขมวดคิ้วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ทุกคนรีบถอยห่างออกไป ไม่กล้าเข้าใกล้ชายที่หมดสติคนนั้นอีก
“พวกคุณสองคนเห็นอะไรในแม่น้ำกันแน่?” ผมมองไปยังชายอีกคนที่ยังอยู่ในอาการตื่นตระหนก แล้วถามขึ้น
ชายคนนั้นกลืนน้ำลาย ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นพลางตอบ “ใน ในแม่น้ำ มี...”
เพราะความกลัว เขาถึงกับพูดแทบไม่เป็นคำ
“มีอะไรกันแน่ รีบพูดมาสิ” หลิวเฉิงร้อนใจ รีบเร่ง
“มี...มีโลงศพ โลงศพใหญ่มาก!” ในที่สุดชายคนนั้นก็พูดออกมา
พวกเราทุกคนต่างตกตะลึงไป “อะไรนะ!?”