- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 134 สถานการณ์พลิกผัน
บทที่ 134 สถานการณ์พลิกผัน
บทที่ 134 สถานการณ์พลิกผัน
ในบรรดาวิญญาณชั่วร้ายมากมายกลับมีผีร้ายที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ซ่อนอยู่ได้อย่างไร ทำไมผมถึงไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย?
แล้วคำพูดของเธอหมายความว่าอย่างไร หรือว่าการที่วิญญาณชั่วร้ายมากมายมารวมตัวกันที่นี่เป็นฝีมือของเธอ?
เป็นไปไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์นี้เกิดจากปัญหาฮวงจุ้ย ตกลงแล้วเธอหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
ตอนนี้ในหัวของผมสับสนวุ่นวายไปหมด ได้แต่จ้องเขม็งไปยังผีร้ายในชุดกี่เพ้าที่แค้นผมเข้ากระดูกดำ ไม่มีเวลามัวใส่ใจกับเหล่าวิญญาณชั่วร้ายที่กำลังหลบหนี
ชุดกี่เพ้า ผีร้ายหญิง แล้วก็น้ำเสียงการพูดจาแบบนี้...
หรือว่าวิญญาณร้ายที่คอยรบกวนผู้หญิงตระกูลจ้าวมาตลอดคือเธอ ไม่ใช่ฝูงวิญญาณชั่วร้ายที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่?
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง แล้วเธอซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่ ถึงขนาดหลอกยันต์ติดตามของผมได้?
“หลายปีมานี้ ในที่สุดฉันก็มีโอกาสได้ออกมาบ้าง แต่ตอนนี้กลับถูกแกทำลายไปหมดแล้ว ฉันจะฆ่าแก!” ผีร้ายในชุดกี่เพ้าคำรามลั่น ไอหยินบนร่างพลันเพิ่มสูงขึ้น
ทันใดนั้น ลมหยินที่เสียดแทงเข้ากระดูกก็พัดโหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งขึ้น ทุกคนต่างร้องเสียงหลงไม่หยุด
“หลงหยวน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมจู่ ๆ บรรยากาศถึงเปลี่ยนไปล่ะ?” เสียงของหลิวเฉิงดังมาจากด้านหลัง แต่ผมไม่มีเวลาจะตอบเขาแล้ว ทั้งยังไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
ค่ายกลถูกทำลายอย่างกะทันหัน ผลสะท้อนกลับที่ผมได้รับก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วทั้งร่างรู้สึกทรมานอย่างยิ่ง จนอดไม่ได้ที่จะกระอักเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง
“เอาชีวิตแกมา!” ผีร้ายในชุดกี่เพ้าตะโกนลั่น ร่างของมันเคลื่อนไหวราวกับเงามายาเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว
ผมตกใจมาก รีบยกมือเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก แล้วโคจรปราณในร่างกายเตรียมรับการโจมตีของผีร้ายในชุดกี่เพ้า
ผีร้ายกรีดร้องเสียงแหลม ฝ่ามือที่เปียกโชกของมันตะปบเข้าใส่ใบหน้าผม ผมรีบซัดฝ่ามืออสนีบาตออกไปทันที
เสียงดังปัง
ผมและผีร้ายในชุดกี่เพ้าต่างถอยหลังไปสองสามก้าวพร้อมกัน
ผีร้ายในชุดกี่เพ้าโกรธจัดด้วยความอับอาย พุ่งเข้ามาหาผมอีกครั้ง ขณะที่หน้าอกของผมเกิดความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นมา ความรู้สึกจากผลสะท้อนกลับนี้มันทรมานจริง ๆ
ผมไม่มีเวลามาต่อสู้ยืดเยื้อกับผีร้ายตนนี้ จึงตัดสินใจเสี่ยงเล่นงานมันอย่างหนักหน่วงสักครั้ง
ในชั่วพริบตาที่ผีร้ายในชุดกี่เพ้าพุ่งเข้ามา ผมท่องคาถาในปาก มือทำมุทรา แล้วซัดห้านิ้วอสนีบาตที่ไม่ได้ใช้มานานออกไป
ด้วยการเสริมพลังจาก ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’ อานุภาพของห้านิ้วอสนีบาตจึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ กระบวนท่านี้เมื่อซัดใส่ร่างผีร้ายในชุดกี่เพ้า ต่อให้มันเก่งกาจแค่ไหนก็ต้องเจ็บหนักอย่างแน่นอน
พลังอสนีบาตจากห้านิ้วฟาดลงบนร่างของผีร้ายในชุดกี่เพ้า มันกรีดร้องอย่างโหยหวน บนร่างปรากฏควันสีเขียวลอยขึ้นเป็นระลอกก่อนจะสลายไป
ผมตกตะลึงไป ที่ปรากฏตัวออกมาเป็นเพียงร่างแยกไอแค้นของผีร้ายเท่านั้น แล้วร่างจริงของมันอยู่ที่ไหนกันแน่?
ไม่ทันให้ผมได้คิดมาก ร่างกายก็อ่อนแรงจนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น
ความเจ็บปวดรุนแรงถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ทำให้ผมรู้สึกอ่อนแออย่างยิ่ง
ผลสะท้อนกลับบวกกับการใช้พลังของห้านิ้วอสนีบาต ทำให้เลือดเริ่มไหลซึมออกจากปากผมอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะผมฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’ ทำให้มีปราณค้ำจุนอยู่ในร่างกาย ในสภาพที่โดนผลสะท้อนกลับเช่นนี้ เกรงว่าทันทีที่ใช้ห้านิ้วอสนีบาตออกไปคงจะล้มหมดสติไปแล้ว
แต่ตอนนี้ผมเองก็อาการไม่ดีเท่าไหร่ สายตาเริ่มพร่ามัวลงเรื่อย ๆ
ร่างแยกของผีร้ายในชุดกี่เพ้าถูกผมสลายไป ลมหยินที่เสียดแทงกระดูกริมฝั่งแม่น้ำก็หยุดลง พวกหลิวเฉิงวิ่งเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“หลงหยวน นายยังโอเคไหม เกิดปัญหาอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?” หลิวเฉิงประคองผมไว้แล้วถามอย่างร้อนรน
ในตอนนั้นเอง ผมสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของผีร้ายทำท่าจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ผมรีบตะโกนบอกหลิวเฉิง “รีบหนีไปจากที่นี่ เร็วเข้า!”
“อย่ามัวยืนบื้ออยู่ รีบหนีเร็ว!” หลิวเฉิงไม่เคยเห็นผมเป็นแบบนี้มาก่อน จึงรู้ว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว
เขาไม่ถามอะไรอีก แบกผมขึ้นหลังแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งกลับวิลล่าทันที
พวกจ้าวกั๋วเหลียงก็ได้สติ รีบวิ่งตามมาอย่างลนลาน
ผีร้ายในชุดกี่เพ้าตนนี้มีที่มาไม่แน่ชัด อีกทั้งยังมีแรงอาฆาตหนักหน่วงมาก ถึงขนาดสามารถสร้างร่างแยกออกมาได้แล้ว
ด้วยสภาพที่โดนผลสะท้อนกลับของผมในตอนนี้ การอยู่ต่อที่นี่ก็เท่ากับรนหาที่ตาย ทำได้เพียงให้หลิวเฉิงพาผมรีบหนีไปเท่านั้น
จากคำพูดของผีร้ายในชุดกี่เพ้าและการที่มันปรากฏตัวในสภาพร่างแยกไอแค้น มันต้องถูกจำกัดด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถออกจากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำนี้ได้ ไม่เช่นนั้นก่อนหน้านี้มันคงไม่ใช้แค่ไอหยินควบคุมหลี่ว์หรงซิ่ว
ขอเพียงออกไปให้พ้นจากตรงนี้ มันก็ไม่สามารถทำอันตรายอะไรพวกเราได้ชั่วคราว
เจ้าหลิวเฉิงนี่กลัวตายจริง ๆ แบกผมอยู่บนหลังแต่วิ่งเร็วราวกับหมาป่า ไม่ได้สนใจเลยว่าคนเจ็บที่เขาแบกอยู่จะทนการกระแทกกระทั้นรุนแรงแบบนี้ไหวหรือไม่
ความเจ็บปวดจากผลสะท้อนกลับ บวกกับการกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้หัวของผมมึนงงมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็หมดสติไปบนหลังของเขาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในวิลล่าของตระกูลจ้าวแล้ว
พอลืมตาขึ้นมา ก็เห็นหลิวเฉิงและคนตระกูลจ้าวหลายคนเฝ้าอยู่ข้างเตียงผม
“หลงหยวนฟื้นแล้ว!” พอเห็นผมลืมตา หลิวเฉิงก็ดีใจอย่างยิ่ง
คนตระกูลจ้าวต่างก็หันมามองผม สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและตื่นตระหนก
“หลี่หลงหยวน นายไม่เป็นไรใช่ไหม?” จ้าวอี้เฟยจับแขนผมไว้แล้วถามอย่างห่วงใย
ผมส่ายหน้า บอกว่ายังพอไหว แค่ยังปวดเมื่อยตามร่างกายอยู่บ้าง
หลังจากฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’ แล้ว ผมน่าจะสามารถใช้ห้านิ้วอสนีบาตได้หนึ่งถึงสองครั้งโดยไม่บาดเจ็บ แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้ผมฝืนใช้มันในขณะที่โดนผลสะท้อนกลับ จึงได้รู้สึกทรมานแบบนี้
ประกอบกับเจ้าหลิวเฉิงที่ไม่สนใจสภาพร่างกายของผม เอาแต่วิ่งหนีสุดชีวิต ทำให้อาการบาดเจ็บของผมหนักขึ้น ถูกกระแทกจนสลบไป
“ฉันสลบไปนานแค่ไหน?” ผมลุกขึ้นนั่งแล้วเอ่ยถาม
“ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ น่าจะเกินครึ่งวันแล้วล่ะ” หลิวเฉิงตอบ
ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีที่ครั้งนี้ผมสลบไปไม่นานนัก
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ จ้าวหงก็ตาแดงก่ำแล้วร้องขอความช่วยเหลือจากผม “อาจารย์หลี่ คุณฟื้นแล้วก็ดีเลยครับ รีบช่วยเสวี่ยมั่นของผมด้วย”
“เธอเป็นอะไรไปครับ?” ผมสงสัย จ้าวเสวี่ยมั่นเป็นอะไรไป
คนตระกูลจ้าวมีสีหน้าเจ็บปวด แต่ละคนอ้าปากค้างแต่พูดอะไรไม่ออก สุดท้ายเป็นหลิวเฉิงที่พูดขึ้นมา
“เธอเหมือนจะท้องน่ะ”
ผมตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อ “ไร้สาระน่า เด็กผู้หญิงอายุเจ็ดแปดขวบ จะท้องได้ยังไง?”
“จริง ๆ นะ ท้องโตขึ้นมาแล้ว แถมในท้องเหมือนจะมีอะไรขยับอยู่ด้วย” พอเห็นผมไม่เชื่อ หลิวเฉิงก็ร้อนใจขึ้นมา
จ้าวอี้เฟยก็เช็ดน้ำตาพลางพยักหน้า “หลิวเฉิงไม่ได้พูดเหลวไหล เป็นเรื่องจริง เสวี่ยมั่นเธอ...ฮือ ๆ”
พูดจบ เธอก็ร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ พวกจ้าวหงที่อยู่ข้าง ๆ ก็อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน
มิน่าล่ะคนตระกูลจ้าวถึงได้มาเฝ้าอยู่ที่นี่ด้วยสีหน้าย่ำแย่ ที่แท้ก็เพราะจ้าวเสวี่ยมั่นเกิดเรื่องนี่เอง
ผมรีบพลิกตัวลงจากเตียง ให้พวกเขาพาไปดูสถานการณ์
ระหว่างทางไปห้องของจ้าวเสวี่ยมั่น จ้าวอี้เฟยเล่าสถานการณ์ให้ผมฟังคร่าว ๆ
ช่วงเช้ามืด จ้าวเสวี่ยมั่นที่กำลังหลับสนิทอยู่ในห้องพักของโรงแรม จู่ ๆ ก็ร้องโอดครวญออกมาอย่างเจ็บปวด ทำให้ซืออี๋และจ้าวอวี๋ที่อยู่ข้าง ๆ ตกใจตื่นขึ้นมา จากนั้นพวกเขาก็พบว่าจ้าวเสวี่ยมั่นไม่เพียงแต่หลับไม่ได้สติ แต่ใบหน้ายังซีดเผือดผิดปกติอีกด้วย
ซืออี๋ตกใจมาก รีบไปปลุกจ้าวอี้เฟยกับหลี่ว์หรงซิ่วที่อยู่ห้องข้าง ๆ
พอพวกเธอกลับมาที่ข้างเตียงของจ้าวเสวี่ยมั่นอีกครั้ง ก็พบว่าท้องของจ้าวเสวี่ยมั่นกลับนูนขึ้นมา เหมือนคนท้องไม่มีผิด แถมเมื่อลองสัมผัสยังรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังดิ้นอยู่ข้างใน
พวกเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกในทันที รีบร้อนพาจ้าวเสวี่ยมั่นที่หมดสติกลับมายังวิลล่าตระกูลจ้าว เพื่อต้องการให้ผมดูว่าเป็นอะไรกันแน่
แต่ไม่คาดคิดว่าเมื่อมาถึงวิลล่า กลับได้รู้ข่าวว่าผมสลบไป
พวกเขาทั้งหมดต่างวุ่นวายกันไปหมด ไม่มีใครมีวิธีแก้ไข ทำได้เพียงร้อนใจรอให้ผมฟื้นขึ้นมา
ขณะที่พูดคุยกัน พวกเราก็มาถึงห้องของจ้าวเสวี่ยมั่นแล้ว ซืออี๋และคนรับใช้หญิงอีกสองคนกำลังดูแลจ้าวเสวี่ยมั่นที่หมดสติอยู่ในห้อง
บนร่างของจ้าวเสวี่ยมั่นที่นอนอยู่บนเตียงแผ่ไอหยินมหาศาลออกมา ไม่น้อยไปกว่าสถานการณ์บนต้นไหวสามต้นริมฝั่งแม่น้ำเลย
ในใจผมรู้สึกงุนงง ทำไมจู่ ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?