เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 132 นำทางดวงวิญญาณ ส่งสิ่งชั่วร้าย

บทที่ 132 นำทางดวงวิญญาณ ส่งสิ่งชั่วร้าย

บทที่ 132 นำทางดวงวิญญาณ ส่งสิ่งชั่วร้าย


“รูปปั้นกิเลนหรือครับ?” จ้าวหงไม่ค่อยเข้าใจ

ผมพยักหน้า “ใช่ครับ ขนาดต้องไม่ใหญ่เกินไป และต้องไม่เล็กเกินไป ความสูงอยู่ระหว่างสามสิบถึงสี่สิบเซนติเมตรจะดีที่สุด วัสดุอะไรก็ได้ ยิ่งหามาได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี”

หลิวเฉิงแปลกใจ จึงถามผมว่าเมื่อครู่เพิ่งบอกว่าต้องการแค่ห้าถึงหกตัว ทำไมตอนนี้กลับบอกว่ายิ่งเยอะยิ่งดี

“เพราะต้องคัดเลือกตัวที่มีลักษณะดีที่สุดออกมาสองสามตัว ไม่อย่างนั้นจะสะกดวิญญาณชั่วร้ายจำนวนมากขนาดนั้นไม่อยู่” ผมอธิบาย

จริง ๆ แล้วการใช้รูปปั้นกิเลนที่แกะสลักจากวัสดุชนิดเดียวกันจะดีที่สุด เพียงแต่ในเวลาอันสั้นคงหาวัสดุชนิดเดียวกันที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมได้ยาก ผมจึงลดข้อกำหนดลงเล็กน้อย

“อาจารย์หลี่ พอจะบอกได้ไหมครับว่าจะนำรูปปั้นกิเลนไปทำอะไร?” จ้าวกั๋วเหลียงเอ่ยถามผม

ผมบอกพวกเขาว่า ผมจะใช้มันในการตั้งค่ายกล นำทางดวงวิญญาณ ส่งสิ่งชั่วร้าย เพื่อส่งวิญญาณชั่วร้ายบนต้นไหวสามต้นออกไปทีละตนอย่างเป็นระบบ

การจะส่งวิญญาณพวกมันทั้งหมดแทบจะเป็นไปไม่ได้ ผมทำได้เพียงเลือกทางเลือกที่ดีรองลงมาคือส่งพวกมันทั้งหมดออกไป

ส่วนเหตุผลที่ต้องใช้กิเลน เป็นเพราะบริเวณต้นไหวสามต้นตั้งอยู่ในตำแหน่งขาน ธาตุน้ำ ส่วนกิเลนเป็นธาตุดิน ดินข่มน้ำ ประกอบกับกิเลนเป็นสัตว์มงคล จึงสามารถเสริมอิทธิพลของค่ายกลต่อวิญญาณชั่วร้ายได้ดีที่สุด

ทั้งสามคนเข้าใจแล้ว จึงพยักหน้าพร้อมกัน

“ได้ครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” จ้าวหงไม่รอช้า เพิ่งกลับมาได้ไม่นานก็ออกเดินทางไปจัดหารูปปั้นกิเลนทันที

จากนั้นผมมองไปที่หลิวเฉิง สั่งให้เขาไปเตรียมของที่เหลืออีกสองสามอย่าง

“นายไปเตรียมธงสามเหลี่ยมเล็กสีเหลืองจำนวนหนึ่ง ชาด เชือกแดงขนาดเท่านิ้วก้อย แล้วก็เสาไม้ท้อหนึ่งต้น”

หลิวเฉิงขมวดคิ้ว สีหน้าขมขื่น “หลงหยวน ฉันเพิ่งมาอำเภอนายครั้งแรก ไม่คุ้นเคยกับที่นี่เลย นายจะให้ฉันไปเตรียมของที่ไหน?”

จริง ๆ แล้วไอ้หมอนี่แค่ขี้เกียจไม่อยากไป เลยจงใจหาข้ออ้างปัดความรับผิดชอบ

ของเหล่านี้แน่นอนว่าตระกูลจ้าวก็เตรียมให้ได้ เพียงแต่เขาเป็นผู้ช่วยของผม ผมจึงจงใจให้เขาไปทำ เพื่อไม่ให้เขามีตำแหน่งผู้ช่วยแค่ในนาม

“นักเรียนหลิว ฉันจะให้คนไปด้วยกัน รบกวนเธอสักหน่อย หลังจากเรื่องนี้เสร็จสิ้น ฉันจะให้ค่าตอบแทนห้าแสน” จ้าวกั๋วเหลียงให้คำมั่นสัญญาโดยตรง

หลิวเฉิงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ปากแทบจะฉีกถึงรูหู “ถ้าอย่างนั้นมอบเป็นหน้าที่ของผมได้เลย รับรองว่าเตรียมพร้อมอย่างดีแน่นอน แต่ผมไม่ได้ทำเพื่อเงินห้าแสนนี่นะ แต่เป็นเพราะผมคือผู้ช่วยของหลงหยวนต่างหาก”

ไอ้หมอนี่หน้าหนาจริง ๆ หาข้ออ้างให้ตัวเองได้ตลอด

“ฮะ ๆ ถ้าอย่างนั้นรบกวนเธอแล้ว” จ้าวกั๋วเหลียงไม่ได้ใส่ใจอะไร เพียงแค่ยิ้ม

“ไม่ต้องหาคนอื่นแล้วค่ะ หนูไปกับเขาเอง” จ้าวอี้เฟยมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “ระหว่างทางมาหนูเจอกับพี่ชาย เขาเล่าสถานการณ์ให้ฟังแล้ว หนูขอช่วยด้วยคนนะคะ”

หลิวเฉิงยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ “มีคนสวยไปเป็นเพื่อน แบบนี้ก็ดีเยี่ยมไปเลยสิครับ ฮ่า ๆ”

หลังจากทั้งสองคนออกไปแล้ว ผมกับจ้าวกั๋วเหลียงรอพวกเขาอยู่ที่วิลล่า

ระหว่างที่รอ ผมเองไม่ได้อยู่เฉย ๆ ได้วาดอักขระยันต์ที่ต้องใช้เตรียมไว้จำนวนหนึ่ง

ประมาณสามชั่วโมงต่อมา หลิวเฉิงกับจ้าวอี้เฟยกลับมาพร้อมกับของกองใหญ่

“โอย หลงหยวน ของสองสามอย่างที่นายบอกมานี่หาในอำเภอนายไม่ง่ายเลยนะ ฉันกับน้องอี้เฟยวิ่งวุ่นอยู่นานกว่าจะรวบรวมของที่นายต้องการได้ครบ” หลิวเฉิงเหงื่อท่วมหัวพลางวางของลง

จ้าวอี้เฟยเองก็เหงื่อซ่กไปทั้งตัว ร้อนจนแก้มแดงระเรื่อ เธอรินน้ำดื่มแก้วหนึ่ง ท่าทางมีเสน่ห์มาก

ต้องยอมรับว่า หลังจากจบมัธยมปลายจ้าวอี้เฟยสวยขึ้นมาก คาดว่าในมหาวิทยาลัยเยี่ยนจิงคงจะเป็นที่ชื่นชอบของหนุ่ม ๆ เหมือนตอนมัธยมปลายอย่างแน่นอน

หลังจากมองอยู่ครู่หนึ่ง ผมละสายตากลับมา เดินไปที่ของซึ่งพวกเขาซื้อกลับมา แล้วพลิกดูอยู่พักหนึ่ง

นอกจากเสาไม้ท้อที่เล็กไปหน่อย อย่างอื่นไม่มีปัญหา สามารถใช้งานได้

“เอาของมานี่ ฉันต้องเตรียมการต่อ” ผมสั่งหลิวเฉิงที่นอนแผ่หมดสภาพอยู่บนเก้าอี้

เขาบ่นพึมพำอย่างไม่เต็มใจสองสามคำ แล้วลุกขึ้นมาลงมือทำ

ขั้นแรกผมวาดอักขระยันต์นำทางลงบนธงสามเหลี่ยมเล็กสีเหลือง แล้วให้หลิวเฉิงช่วยเอาชาดทาบนเชือกแดง

หลังจากจัดการธงสามเหลี่ยมเล็กสีเหลืองเสร็จ ผมหยิบเสาไม้ท้อขึ้นมา เตรียมใช้ชาดเขียนพระคาถานำทางลงไป ถึงเวลาจะได้ใช้เสาไม้ท้อเป็นเสานำทางปักไว้ตรงกลางค่ายกลหกประสานกิเลน

แต่ตอนนี้ผมต้องการคนช่วยจับไว้คนหนึ่ง ส่วนหลิวเฉิงกำลังง่วนอยู่กับเรื่องเชือกแดง

จ้าวอี้เฟยที่อยู่ด้านข้างเห็นว่าผมต้องการความช่วยเหลือ จึงเดินเข้ามาช่วยจับเสาไม้ท้อให้

“แบบนี้ได้ไหม?” เธอใช้สองมือจับเสาไม้ท้อแล้วถามผม

ผมพยักหน้า แสดงว่าใช้ได้ “ขอบคุณนะ”

เราสองคนอยู่ใกล้กันมาก ผมได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเธอ ชวนให้ใจสั่นไหว

“ขอบคุณฉันทำไม ควรจะเป็นฉันที่ขอบคุณนายมากกว่า ถ้าไม่มีนาย ครั้งนี้ตระกูลจ้าวของพวกเราไม่รู้จะทำยังไงจริง ๆ” จ้าวอี้เฟยหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบ

ผมหัวเราะแห้ง ๆ สองสามครั้ง พยายามตั้งสติ แล้วเริ่มตั้งใจเขียนพระคาถานำทางลงบนเสาไม้ท้อ

ตั้งแต่ผมเริ่มเขียนจนใกล้จะเสร็จ จ้าวอี้เฟยยืนจับเสาไม้ท้ออยู่ข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไร สายตาจับจ้องมาที่ผมตลอด ผมพยายามตั้งสมาธิ แต่ก็ยังถูกเธอจ้องจนรู้สึกเขินอยู่บ้าง

ผมฝืนทนความกระอักกระอ่วนจนเขียนพระคาถานำทางเสร็จ แล้วแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ดูเหมือนนายจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลย ยังคงตั้งใจทำอะไรจริงจังเหมือนตอนมัธยมปลาย แต่ผู้ชายที่ตั้งใจทำอะไรจริงจังนี่มีเสน่ห์มากเลยนะ” จู่ ๆ จ้าวอี้เฟยก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา ทำเอาผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว

วินาทีนี้ผมรู้สึกเพียงว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย ได้แต่กลืนน้ำลาย ไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไร

เมื่อเห็นว่าผมไม่พูดอะไร เธอก็พูดต่อ “เขียนเสร็จแล้วเหรอ?”

“อืม เสร็จแล้ว” ผมพยักหน้า

“งั้นฉันปล่อยมือแล้วนะ” หลังจากปล่อยมือ เธอก็เดินจากไป

ผมไม่รู้ว่าคำพูดเมื่อครู่เธอแค่พูดไปอย่างนั้นหรือเปล่า จึงบอกตัวเองว่าอย่าคิดฟุ้งซ่าน แล้ววางเสาไม้ท้อเก็บไว้ให้ดี

เดินไปทางหลิวเฉิง เขาก็ใกล้จะทำเสร็จแล้วเช่นกัน

“หลงหยวน เมื่อกี้นายคุยอะไรกับน้องอี้เฟยเหรอ?” หลิวเฉิงถามอย่างสอดรู้สอดเห็น พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“จะคุยอะไรได้ ไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังเขียนอักขระอยู่?” พูดจบ ผมรีบเดินหนีทันที เพื่อไม่ให้เจ้าหลิวเฉิงจับพิรุธได้

ช่วงเวลาตะวันตกดิน จ้าวหงนำรถบรรทุกคันหนึ่งกลับมา

ก่อนที่เขาจะกลับมาไม่นาน ผมให้จ้าวอี้เฟยกลับไปที่โรงแรมก่อนแล้ว เรื่องวิญญาณชั่วร้ายยังไม่คลี่คลาย ผู้หญิงตระกูลจ้าวจะอยู่ที่วิลล่าต่อในช่วงเวลานี้ไม่ได้

“อาจารย์หลี่ รูปปั้นกิเลนตามขนาดที่คุณบอกเท่าที่พอจะหาได้ในอำเภอและเมืองใกล้เคียง ผมเอามาทั้งหมดแล้ว เชิญคุณเลือกด้วยตัวเองเลยครับ” ประสิทธิภาพการทำงานของจ้าวหงรวดเร็วมาก ซึ่งเกินความคาดหมายของผม

รูปปั้นกิเลนบนรถบรรทุกส่วนใหญ่ทำจากหิน ส่วนน้อยทำจากคริสตัล วัสดุอื่น ๆ มีอยู่ประปรายสองสามตัว มองคร่าว ๆ แล้วคาดว่าน่าจะมีรูปปั้นกิเลนความสูงสามสิบถึงสี่สิบเซนติเมตรอยู่ทั้งหมดราวห้าสิบถึงหกสิบตัว

เมื่อเห็นรูปปั้นกิเลนมากมายขนาดนั้น หลิวเฉิงถึงกับตาค้าง “เชี่ย เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”

“ใช่ครับ ผมขอให้เพื่อนช่วยหาหลายคน รูปปั้นกิเลนที่ตรงตามข้อกำหนดของอาจารย์หลี่ในอำเภอและเมืองใกล้เคียงเกือบทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว” จ้าวหงตอบ

จ้าวหงไม่เพียงแต่ทำงานมีประสิทธิภาพ แต่ยังจริงจังมากอีกด้วย ในอนาคตธุรกิจของตระกูลจ้าวในมือเขาเกรงว่าจะยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ

“ไม่เลวครับ” ผมพยักหน้า แสดงความเห็นด้วย

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผมเลือกรูปปั้นกิเลนที่มีลักษณะดีที่สุดหกตัวออกมาจากกองรูปปั้นทั้งหมด หลังจากนำรูปปั้นกิเลนหกตัวที่เลือกแล้วลงจากรถบรรทุก จ้าวหงให้คนนำรูปปั้นที่เหลือบนรถบรรทุกออกไป

หลิวเฉิงถามผมว่าของเตรียมพร้อมแล้ว จะเริ่มทำพิธีเมื่อไหร่

“ไม่ต้องรีบ รอถึงยามจื่อ(23.00-01.00 น.)ก่อนค่อยว่ากัน” ผมเหลือบมองรูปปั้นกิเลนทั้งหกตัวแล้วตอบ

พูดจบ พวกเราหลายคนเดินเข้าไปในวิลล่า

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ก็พักผ่อนกันสักครู่ พอถึงยามจื่อ ผมให้พวกเขานำของทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังต้นไหวสามต้นริมฝั่งแม่น้ำหลังวิลล่าทันที

เช่นเดียวกับครั้งก่อน พวกเขาทั้งหมดดื่มน้ำยันต์พิทักษ์วิญญาณล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ขวัญหนีดีฝ่อ

คืนนี้แสงจันทร์ยังคงงดงาม แต่ใบหน้าของพวกเราทุกคนกลับเคร่งขรึม

ริมฝั่งแม่น้ำ ต้นไหวใหญ่โตสามต้นที่กิ่งก้านใบดกหนาค่อย ๆ โอนเอนไปตามสายลมเอื่อย ๆ ภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน พวกเราหยุดยืนอยู่ห่างจากต้นไม้ไม่กี่เมตร

“เริ่มตั้งค่ายกล!” ผมเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

จบบทที่ บทที่ 132 นำทางดวงวิญญาณ ส่งสิ่งชั่วร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว