- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 122 นักพรต
บทที่ 122 นักพรต
บทที่ 122 นักพรต
ผมได้ผสานปราณเข้าไปในน้ำเสียงของตัวเอง คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ หลี่ว์หรงซิ่วก็เช่นกัน
แต่ไม่นานเธอก็ได้สติกลับคืนมา แล้วหันมามองผม
มุมปากของเธอยกสูงขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ทั้งยังปล่อยมือที่จับจ้าวหงเอาไว้
จ้าวหงกุมมือร้องด้วยความเจ็บปวดพลางถอยหลังไปสองสามก้าว จ้องมองหลี่ว์หรงซิ่วตรงหน้าด้วยความหวาดผวา
ซืออี๋รีบพาเด็กสองคนเข้าไปหา แล้วถามเขาอย่างร้อนรนว่าเป็นอะไรหรือไม่
“ไม่... ไม่เป็นไร” สีหน้าของจ้าวหงดีขึ้นเล็กน้อย เขามองหลี่ว์หรงซิ่วด้วยความประหลาดใจเต็มเปี่ยม “แม่ของผม เมื่อกี้แรงของท่านเยอะมาก”
“คุณแม่คะ ท่าน...” ซืออี๋กำลังจะเอ่ยปาก
แต่จู่ ๆ ร่างของหลี่ว์หรงซิ่วก็อ่อนยวบลง โครมเดียวก็ล้มฟุบลงบนโต๊ะอาหารทั้งตัว
“หรงซิ่ว!”
“แม่!”
“คุณแม่คะ!”
คนตระกูลจ้าวตกใจกันหมด ต่างพากันวิ่งเข้าไปหาหลี่ว์หรงซิ่วที่หมดสติไป
หลี่ว์หรงซิ่วสลบไสลไม่ได้สติ คนตระกูลจ้าวกระวนกระวายใจราวกับมดบนกระทะร้อน ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
“หลี่หลงหยวน ดูสิว่าแกทำบ้าอะไรลงไป!” ในตอนนั้นเอง เสียงที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ก็ดังขึ้น เป็นเสียงของเจิ้งอวี่เจ้าคนสารเลวนั่นเอง
ทุกคนหันมามองผม ส่วนผมทำหน้างุนงง “ฉันไปทำอะไร?”
“แกยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะแกคลั่งขึ้นมาตะคอกใส่คนป่วยเสียงดัง คุณน้าจะตกใจจนสลบไปได้ยังไง?” ให้ตายสิ เขาฉวยโอกาสโยนความผิดมาให้ผมหน้าตาเฉย
ผมถึงกับพูดไม่ออก ส่วนหลิวเฉิงก็ด่าสวนทันที “ฉันว่าแกนั่นแหละที่สมองมีปัญหา ไม่เห็นหรือไงว่าเมื่อกี้ท่านดูแปลก ๆ? ถ้าไม่ใช่เพราะหลงหยวน มือของพี่จ้าวคงโดนหักไปแล้ว”
“เหลวไหล!” เจิ้งอวี่ถุยน้ำลายเสียงดัง ตั้งใจจะสาดน้ำสกปรกใส่ผมอย่างชัดเจน
ตอนนี้เป็นช่วงที่คนตระกูลจ้าวกำลังสับสนวุ่นวายใจ ผมจึงดึงหลิวเฉิงไว้ไม่ให้เขามีเรื่องกับเจิ้งอวี่
“เจิ้งอวี่ อย่าก่อเรื่องน่า” จ้าวอี้เฟยมองเจิ้งอวี่อย่างหงุดหงิด
ครู่ต่อมา คนตระกูลจ้าวก็เรียกหมอส่วนตัวมา แต่กลับตรวจไม่พบผลลัพธ์อะไร
หลี่ว์หรงซิ่วก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมา จ้าวอี้เฟยร้อนใจจนน้ำตาไหล เว่ยฟางคอยปลอบอยู่ข้าง ๆ
“คุณอาจ้าวครับ มีบางเรื่องผมไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่” สถานการณ์ของบ้านตระกูลจ้าวมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด ผมคิดว่าควรจะเตือนพวกเขาเสียหน่อย
จ้าวกั๋วเหลียงอารมณ์ห่อเหี่ยว เขาถามผมว่าอยากจะพูดอะไร
“ผมสงสัยว่าที่วิลล่าของตระกูลจ้าวมีสิ่งชั่วร้ายอาละวาดอยู่ครับ” ผมไม่พูดอ้อมค้อม แต่พูดออกไปตรง ๆ
“อะไรนะ!?”
ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไป แล้วจ้องมองผมด้วยความตกตะลึง
ส่วนเจ้าโง่เจิ้งอวี่ก็ยังคงหาทางสร้างตัวตนต่อไป เขาหัวเราะเสียงดังลั่น “หลี่หลงหยวน แกพูดบ้าอะไร ไม่ดูเลยว่าที่นี่คือที่ไหน ยังจะพูดว่ามีสิ่งชั่วร้ายอาละวาดอีก ตลกว่ะ”
“ฉันเคยหาอาจารย์มาดูหลายครั้งแล้ว พวกเขาทุกคนบอกว่าฮวงจุ้ยที่นี่ดีเยี่ยม เป็นไปไม่ได้ที่จะมีสิ่งชั่วร้าย” จ้าวกั๋วเหลียงส่ายหน้า ไม่ค่อยเชื่อคำพูดของผมเท่าไหร่
ที่นี่ฮวงจุ้ยดีเยี่ยมจริง ๆ ส่งเสริมทั้งคนทั้งทรัพย์สิน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสิ่งชั่วร้ายอาละวาด และนี่คือจุดที่น่าประหลาดใจ
แล้วไอหยินบนตัวของผู้หญิงตระกูลจ้าวมาจากไหนกัน?
อีกอย่างเรื่องเมื่อครู่นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งชั่วร้ายอย่างแน่นอน ผมไม่มีทางเข้าใจผิดแน่
“นั่นสิ” เจิ้งอวี่พูดอย่างได้ใจอยู่ข้าง ๆ “ไม่รู้แล้วยังจะมาทำเป็นรู้ดี”
หลิวเฉิงโกรธจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ผมส่งสัญญาณบอกเขาว่าอย่าสร้างความวุ่นวาย
“พวกคุณลองนึกดูดี ๆ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่สิครับ โดยเฉพาะผู้หญิงในบ้าน เคยเกิดเรื่องแปลก ๆ ขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ?” ผมทำได้เพียงพูดต่อไป
จ้าวกั๋วเหลียงไม่พูดอะไร แต่ซืออี๋กลับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า
“เหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะคะ หลังจากที่คุณแม่สามีป่วย ท่านก็มักจะทำตัวแปลก ๆ เป็นบางครั้ง ช่วงนี้ฉันเองก็รู้สึกนอนไม่ค่อยหลับ บวกกับอาการของเสวี่ยมั่น หรือว่าจะเป็นเรื่องจริง...” เธอไม่กล้าพูดต่อไป
ดูเหมือนจ้าวหงจะเชื่อใจซืออี๋มาก พอเห็นเธอพูดแบบนั้น เขาก็เริ่มลังเล
เขาพูดกับจ้าวกั๋วเหลียงว่า “พ่อครับ เราหาหมอเก่ง ๆ มาไม่รู้กี่คนแล้วก็ไม่มีประโยชน์ อีกอย่างที่ซืออี๋กับนักเรียนหลี่พูดก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เมื่อกี้ท่าทางของแม่ดูไม่ปกติจริง ๆ แถมแรงยังเยอะผิดปกติด้วย ผมว่าเราน่าจะหาคนมาดูอีกครั้งดีกว่าครับ”
จ้าวกั๋วเหลียงมองหลี่ว์หรงซิ่วบนเตียงแวบหนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจ “ได้ งั้นฉันจะลองถามคนดูว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้บ้างไหม”
หลิวเฉิงอยากจะพูด แต่ผมส่งสายตาบอกให้เขาเงียบไว้ เขาไม่เข้าใจแต่ก็ยังยอมหุบปากแต่โดยดี
“เหะ ๆ คุณอาจ้าว ไม่ต้องถามแล้วครับ เมื่อสองวันก่อนพ่อของผมเพิ่งเชิญนักพรตเก่ง ๆ ท่านหนึ่งไปทำพิธีที่บ้านผม เดี๋ยวผมโทรหาพ่อ ให้ท่านช่วยแจ้งนักพรตให้มาที่นี่” เจิ้งอวี่ไม่ปล่อยโอกาสที่จะแสดงตัวต่อหน้าคนตระกูลจ้าว เขารีบพูดขึ้น
จ้าวกั๋วเหลียงดีใจมาก ขอบคุณเจิ้งอวี่ไม่หยุดปาก
“คุณอาจ้าว เกรงใจเกินไปแล้วครับ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างผมกับอี้เฟย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว” เจิ้งอวี่หน้าหนาไม่ใช่เล่น
คำพูดของเขาทำให้จ้าวอี้เฟยขมวดคิ้ว แต่เธอก็ยังอดทนไม่พูดอะไรออกมา
“นักพรตอะไรกัน จะเชื่อถือได้เหรอ คงไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎหรอกนะ?” หลิวเฉิงไม่ยอมแพ้ พ่นลมหายใจออกมาคำหนึ่ง
เจิ้งอวี่ตะโกนขึ้นมาทันที “นักพรตเป็นคนที่พ่อฉันจ้างมาด้วยเงินก้อนโต จะเป็นของปลอมได้ยังไง? ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่นักพรตทำพิธีที่บ้านฉัน ฉันก็เห็นกับตาตัวเอง ท่านเก่งกาจไม่ธรรมดาเลยนะ”
คนตระกูลจ้าวพอได้ฟังก็ยิ่งมีความหวังมากขึ้น พวกเขารบเร้าให้เจิ้งอวี่รีบเรียกนักพรตมาโดยเร็ว
เจิ้งอวี่เผยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะให้ผมกับหลิวเฉิง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกไป
“บ้าเอ๊ย ดูท่าทางได้ทีขี่แพะไล่ของมันสิ” หลิวเฉิงโมโห “หลงหยวน ทำไมนายไม่แสดงตัว แล้วลงมือช่วยคนตระกูลจ้าวเองเลยล่ะ?”
เขาถามผมเสียงเบาด้วยความสงสัย
ผมบอกเขาว่าเรื่องของตระกูลจ้าวมันแปลกประหลาดมาก เมื่อครู่ตอนที่หลี่ว์หรงซิ่วเกิดเรื่อง ผมไม่พบว่ามีสิ่งชั่วร้ายปรากฏตัวออกมา เธอแค่ถูกควบคุมโดยไอหยินบนตัวเท่านั้น
สถานการณ์แบบนี้ผมยังไม่เคยเจอมาก่อน ประกอบกับผมมองไม่ออกว่าฮวงจุ้ยที่นี่มีปัญหาอะไร จึงคิดจะให้นักพรตที่เจิ้งอวี่เรียกมาลองเชิงดูก่อน
เผื่อว่านักพรตคนนั้นเป็นผู้มีฝีมือจริง ผมจะได้เรียนรู้จากเขาไปด้วย
“ได้ งั้นก็ให้พวกเขาลองดู เดี๋ยวถ้าทำไม่ได้นายค่อยลงมือ แบบนั้นยิ่งทำให้นายดูเจ๋งกว่าอีก” เจ้าหลิวเฉิงนี่ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้ปักใจเชื่อว่านักพรตที่เจิ้งอวี่เรียกมาต้องแก้ปัญหาไม่ได้แน่
หลังจากวางสาย ความพึงพอใจบนใบหน้าของเจิ้งอวี่ยิ่งชัดเจนขึ้น “คุณอาจ้าว พวกคุณวางใจได้ครับ พ่อผมบอกว่าอีกสักครู่นักพรตก็จะมาถึงแล้ว”
คนตระกูลจ้าวถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย “อย่างนั้นก็ดี อย่างนั้นก็ดี”
ประมาณสี่สิบนาทีต่อมา คนรับใช้ก็นำชายที่แต่งกายเหมือนนักพรตคนหนึ่งเข้ามา
นักพรตคนนั้นดูอายุราวสี่สิบกว่าปี ไว้เคราแพะ สวมชุดนักพรตสีเหลือง ด้านหลังสะพายกระบี่ไม้ท้อ ดูแล้วก็มีมาดอยู่เหมือนกัน
เจิ้งอวี่รีบเข้าไปแนะนำทันที “คุณอาจ้าวครับ นี่คือนักพรตเฉิน”
คนตระกูลจ้าวรีบพูดคุยทักทายกับนักพรตเฉินสองสามประโยค แล้วขอให้เขาช่วยดูว่าที่บ้านมีสิ่งชั่วร้ายอาละวาดอยู่จริง ๆ หรือไม่
“เล่าสถานการณ์ให้ข้าพเจ้าฟังหน่อยสิ” นักพรตเฉินทำท่าทางเป็นผู้ทรงศีล ลูบเคราแพะของตัวเองไม่หยุด
หลังจากเล่าสถานการณ์ให้เขาฟังคร่าว ๆ นักพรตเฉินก็ทำท่าครุ่นคิด จากนั้นก็หยิบจานหลัวผานอันหนึ่งออกมา แล้วเริ่มเดินไปทั่วบ้าน
ทุกคนเดินตามเขาไปข้างหลัง ไม่มีใครกล้าส่งเสียง
“หลงหยวน นักพรตคนนี้ของจริงหรือของปลอม?” หลิวเฉิงถามผมเสียงเบา
ผมยิ้มแล้วบอกว่า อย่างไรเสียผมก็ไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายเฉพาะตัวของนักพรตจากตัวเขา แต่ทุกเรื่องย่อมมีข้อยกเว้น รอดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
นักพรตเฉินถือจานหลัวผานเดินไปทางทิศตะวันออกที ทิศตะวันตกทีในวิลล่า บางครั้งก็หยุดเพื่อนับนิ้วคำนวณ
ในที่สุด เขาก็เก็บจานหลัวผานแล้วหันกลับมาพูดกับคนตระกูลจ้าวว่า “เรื่องราวพอจะเข้าใจแล้ว ในวิลล่ามีสิ่งชั่วร้ายซ่อนอยู่จริง ๆ”
ผมขมวดคิ้ว ในวิลล่ามีสิ่งชั่วร้ายซ่อนอยู่ทำไมผมถึงไม่รู้ แต่สัมผัสได้เพียงไอหยินจาง ๆ บนตัวของผู้หญิงตระกูลจ้าวเท่านั้น
หรือว่านักพรตเฉินคนนี้จะมีวิชาอาคมพิเศษที่สามารถค้นหาสิ่งชั่วร้ายที่ผมหาไม่พบได้?
พอได้ยินว่ามีสิ่งชั่วร้ายอยู่จริง คนตระกูลจ้าวก็ร้อนใจกันหมด พวกเขาร้องขอให้นักพรตเฉินช่วยกำจัดมันให้
“วางใจเถิด ข้าพเจ้าจะพยายามอย่างเต็มที่” นักพรตเฉินลูบเคราแพะแล้วพูดกับคนตระกูลจ้าว
เขาสั่งให้คนตระกูลจ้าวนำเตียงมาไว้ที่ห้องโถง ให้หลี่ว์หรงซิ่วนอนอยู่บนนั้น จากนั้นก็ให้คนยกโต๊ะมา วางของที่เขาต้องการลงไป แล้วจัดเป็นแท่นบูชาชั่วคราวขึ้น
จากนั้นเขาก็หยิบยันต์เหลืองแผ่นหนึ่งออกมา แล้วให้คนนำไปแปะไว้ที่หน้าอกของหลี่ว์หรงซิ่ว
พอเห็นยันต์เหลืองแผ่นนั้นในมือของเขา ผมก็ถึงกับตะลึงไป แล้วอดหัวเราะในใจไม่ได้
อีกเดี๋ยวคงจะมีเรื่องสนุก ๆ ให้ดูแล้ว