- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 120 ไอหยิน
บทที่ 120 ไอหยิน
บทที่ 120 ไอหยิน
บทที่ 120 ไอหยิน
“สวัสดีจ้าวอี้เฟย ไม่เจอกันนานเลยนะ!” ผมยิ้มทักทายเธอ
เธอก็ยิ้มพยักหน้า “ใช่ ไม่เจอกันนานเลย หลังจากจบการศึกษาก็ไม่เคยเจอนายอีกเลย ไปเรียนที่ตัวเมืองปรับตัวได้หรือยัง?”
ผมตอบเธอก็ว่าก็ดี งั้น ๆ แหละ
เว่ยฟางทำหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ ใช้ไหล่กระทุ้งจ้าวอี้เฟยเบา ๆ “เป็นไงล่ะ ฉันพาแฟนหนุ่มในข่าวลือสมัยมัธยมปลายของเธอมาให้แล้ว เธอไม่คิดจะขอบคุณฉันหน่อยเหรอ?”
“พูดอะไรเหลวไหล” จ้าวอี้เฟยพูดอย่างแง่งอนพลางหยิกเพื่อนสนิท เว่ยฟางหัวเราะร่าพลางหลบเป็นพัลวัน
เจิ้งอวี่ที่ถูกเมินเริ่มไม่พอใจ “เว่ยฟาง คราวหน้าเธอพูดจาระวังหน่อยสิ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด”
จ้าวอี้เฟยกับเว่ยฟางหยุดหยอกล้อกัน จากนั้นจ้าวอี้เฟยก็หันไปมองหลิวเฉิง “นี่เพื่อนของนายเหรอ?”
“คนสวยจ้าว สวัสดีครับ ผมหลิวเฉิง เพื่อนสนิทของหลงหยวน ได้ยินหลงหยวนพูดถึงคุณบ่อย ๆ วันนี้ได้มาเจอตัวจริง ได้ยินชื่อมานานไม่สู้ได้พบหน้าจริง ๆ” เจ้าหลิวเฉิงนี่รับมุกได้เร็วดีจริง ๆ เริ่มขุดหลุมให้ผมแล้ว
“จริงเหรอ?” จ้าวอี้เฟยเบิกตาสวย มองมาที่ผมอย่างคาดไม่ถึง
บ้าเอ๊ย ไอ้คิงคองบ้านี่ เก่งแต่เรื่องขุดหลุมให้ฉัน
ผมเตะเขาไปหนึ่งที แต่เขาระวังตัวอยู่แล้วจึงหลบได้ทัน
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง” เขายิ้มเจ้าเล่ห์พูดต่อ
ผมรีบอธิบาย “เขาชอบพูดจาเหลวไหลไปเรื่อย อย่าไปสนใจเขาเลย”
เจิ้งอวี่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำอธิบายของผม ส่งสายตาเป็นปรปักษ์มาให้
“ได้ยินเว่ยฟางบอกว่าคุณน้าป่วย ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงใช่ไหม?” ไม่อยากจะสร้างความเกลียดชังไปมากกว่านี้ ผมจึงฉวยโอกาสเปลี่ยนเรื่อง
พอพูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของจ้าวอี้เฟยก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอีกครั้ง “ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน ท่านเอาแต่เหม่อลอย กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไปตรวจตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ก็ไม่พบสาเหตุ”
“คุณน้าเป็นคนดีมีคุณธรรม จะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” ผมได้แต่ปลอบใจ
จ้าวอี้เฟยรีบให้พวกเรานั่งลง “ท่านเพิ่งจะหลับไป รอท่านตื่นแล้วฉันจะพาพวกเธอไปเยี่ยมท่านนะ”
พวกเราทุกคนพยักหน้า ไม่มีใครคัดค้าน
เธอเรียกคนรับใช้มา สั่งว่าอาหารเย็นวันนี้ให้ทำอย่างหรูหราหน่อย จะต้องต้อนรับเพื่อนเก่าอย่างพวกเราให้ดี
“จะลำบากเกินไปหรือเปล่า?” ผมถามขึ้น
“ไม่เลย พวกเธอมาฉันดีใจจะตาย” จ้าวอี้เฟยยิ้ม “ถ้าไม่ใช่เพราะช่วงนี้คุณแม่ฉันสุขภาพไม่ดี ฉันคงอยากจะชวนเพื่อนมาที่บ้านให้ครึกครื้นกว่านี้อีก”
ตอนนั้นเอง ก็มีหญิงสูงศักดิ์วัยสามสิบกว่าคนหนึ่งพาเด็กสองคนเข้ามาในบ้าน
เด็กสองคนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง หน้าตาน่ารักมากทั้งคู่
“เอ๊ะ อี้เฟย ที่บ้านมีแขกมาเหรอจ๊ะ?” หญิงสูงศักดิ์เห็นพวกเราก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแล้วถามขึ้น
พวกเราหลายคนรีบทักทายเธอ เธอยิ้มตอบ เหลือบมองผมกับหลิวเฉิงสองสามครั้ง “สองคนนี้ดูหน้าไม่คุ้นเลย เป็นเพื่อนของเธอเหมือนกันเหรอ?”
คาดว่าเว่ยฟางกับเจิ้งอวี่คงจะมาบ้านตระกูลจ้าวบ่อยครั้ง เธอจึงไม่รู้จักแค่ผมกับหลิวเฉิง
ดังนั้นจ้าวอี้เฟยจึงแนะนำผมกับหลิวเฉิงให้เธอรู้จัก และแนะนำผู้หญิงกับเด็กสองคนให้พวกเรารู้จักด้วย
ผู้หญิงคนนี้คือพี่สะใภ้ของจ้าวอี้เฟย ชื่อซืออี๋ เด็กสองคนเป็นลูกของจ้าวหงพี่ชายของเธอกับซืออี๋ เด็กชายเป็นพี่ชื่อจ้าวอวี๋ เด็กหญิงชื่อจ้าวเสวี่ยมั่น
จ้าวอวี๋กับจ้าวเสวี่ยมั่นเรียนอยู่ชั้นประถม ซืออี๋เพิ่งไปรับทั้งสองคนกลับมาจากโรงเรียน ดวงตาของจ้าวอวี๋เป็นประกายสดใส ตั้งแต่เข้ามาในบ้านก็มองสำรวจพวกเราอย่างสงสัย ส่วนจ้าวเสวี่ยมั่นกลับดูไม่มีชีวิตชีวา ดูเซื่องซึม
และที่แปลกที่สุดคือ บนตัวเธอมีไอหยินประหลาดที่บางเบาเหมือนที่ผมสัมผัสได้ตอนมาถึงบ้านตระกูลจ้าวใหม่ ๆ ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย รีบมองไปที่ซืออี๋อย่างละเอียดอีกครั้ง
พบว่าบนตัวเธอเองก็มีไอหยินแบบเดียวกัน เพียงแต่เจือจางกว่าของจ้าวเสวี่ยมั่นอยู่ไม่น้อย หากไม่สังเกตให้ดีก็จะมองข้ามไปได้ง่าย ๆ
ผิดปกติ ผิดปกติอย่างแน่นอน! สายตาของผมหันไปมองจ้าวอี้เฟยอีกครั้ง
สถานการณ์คล้ายกับซืออี๋ มีไอหยินที่ยากจะสังเกตเห็น แทบจะมองข้ามไปได้เลย
บนตัวของผู้หญิงทั้งสามคนต่างก็มีไอหยินอยู่ไม่มากก็น้อย แต่บนตัวของจ้าวอวี๋กลับไม่มีอะไรเลย ดูเหมือนว่าบ้านตระกูลจ้าวจะมีปัญหาบางอย่าง
ในใจผมคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง คาดว่าบนตัวคุณแม่ของจ้าวอี้เฟยเองก็น่าจะมีไอหยินแบบเดียวกัน เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น
แต่ทุกอย่างต้องรอให้ผมได้เจอคุณแม่ของเธอและคนอื่น ๆ ในบ้านตระกูลจ้าวก่อนถึงจะแน่ใจได้ ตอนนี้ทำได้แค่เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจก่อน
หลังจากซืออี๋พาเด็กสองคนขึ้นไปชั้นบนแล้ว ผมก็เอ่ยถามถึงคนอื่น ๆ ในบ้านตระกูลจ้าว
“คุณพ่อกับพี่ชายฉันไปคุยเรื่องความร่วมมือที่ในเมืองเมื่อสองวันก่อน ไม่รู้ว่าวันนี้จะกลับมาหรือเปล่า” จ้าวอี้เฟยตอบ
จากนั้นผมก็ถามต่อ “ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนพวกเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอ?”
ครั้งนี้เป็นเว่ยฟางที่ตอบ “ใช่ บ้านพักหลังนี้ตระกูลจ้าวเพิ่งจะซื้อเมื่อปีที่แล้ว แล้วก็ย้ายเข้ามาอยู่”
“บ้านพักหลังนี้เมื่อก่อนเป็นของเถ้าแก่สวี่ ครอบครัวของพวกเขาย้ายไปทำธุรกิจที่ต่างถิ่น เลยขายบ้านพักหลังนี้ให้ตระกูลจ้าวในราคาถูก” เจิ้งอวี่พูดแทรกขึ้นมา
จ้าวอี้เฟยบอกว่าที่บ้านของเธอซื้อบ้านพักหลังนี้เป็นเพราะมีคนพูดกันเยอะว่าฮวงจุ้ยของบ้านพักเถ้าแก่สวี่ที่นี่ดี สามารถรวบรวมทรัพย์สินได้
ธุรกิจของเถ้าแก่สวี่ในตัวอำเภอก็ดีมาโดยตลอดจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะจู่ ๆ เขาก็บอกว่าจะรีบไปทำธุรกิจที่ต่างถิ่น ตระกูลจ้าวของพวกเขาก็คงไม่ได้ซื้อบ้านพักหลังนี้มาในราคาถูก
ผมพยักหน้า ที่นี่ฮวงจุ้ยดีจริง ๆ พลังของพื้นที่ก็แข็งแกร่งมาก ดังนั้นครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่นี่โชคลาภก็จะยิ่งรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ผมกลับยิ่งรู้สึกว่ามันผิดปกติ ที่ดินล้ำค่าเช่นนี้เถ้าแก่สวี่น่าจะอยากครอบครองไว้ตลอดไปเสียอีก ทำไมถึงได้จู่ ๆ ก็จะขายบ้านแล้วย้ายไปทำธุรกิจที่ต่างถิ่นในตอนที่ธุรกิจกำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟู เรื่องนี้มันแปลกเกินไปแล้ว
หรือว่าที่นี่จะมีปัญหาอะไรที่ผมมองไม่เห็น?
เมื่อยังไม่เข้าใจเรื่องราว ผมก็ไม่กล้าสรุปส่งเดช ได้แต่ถามต่อไปอย่างอ้อม ๆ
“แล้วคุณน้าเริ่มป่วยหลังจากที่พวกเธอย้ายมาที่นี่หรือเปล่า? คนอื่น ๆ ในบ้านมีอะไรผิดปกติบ้างไหม หรือว่าเคยเกิดเรื่องแปลก ๆ อะไรขึ้นบ้าง?”
คำพูดของผมเริ่มทำให้จ้าวอี้เฟยสงสัย เธอถามอย่างไม่เข้าใจ “นายถามเรื่องพวกนี้ทำไมเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ถามไปเรื่อยเปื่อย” ผมยิ้มตอบ
ส่วนหลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ทำหน้าแปลก ๆ มองมาที่ผม อ้าปากจะพูดแต่ก็ไม่พูด
ถึงแม้จะแปลกใจ แต่จ้าวอี้เฟยก็ยังตอบผม “คุณแม่ฉันเริ่มป่วยหลังจากที่พวกเราย้ายมาได้ไม่นานจริง ๆ นอกจากท่านแล้ว พวกเราทุกคนก็สบายดี ส่วนเรื่องอื่น ๆ เพราะว่าส่วนใหญ่ฉันอยู่ที่โรงเรียน กลับมาแค่ช่วงปิดเทอม เลยไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่”
“หลี่หลงหยวน นายถามอะไรเยอะแยะ จะสำรวจสำมะโนประชากรหรือไง?” เมื่อเห็นผมคุยกับจ้าวอี้เฟยไม่หยุด เจิ้งอวี่ก็นั่งไม่ติดแล้ว พูดขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์
ผมรู้ว่าถามจ้าวอี้เฟยต่อไปก็คงไม่ได้อะไรมากไปกว่านี้ และพวกเขาก็เริ่มสงสัยในคำถามของผมแล้ว ผมจึงได้แต่เงียบไป
ตอนนั้นเอง หลิวเฉิงที่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ มาตลอดก็กระซิบถามผม “หลงหยวน ที่นี่คงไม่ได้เกิดเรื่องทำนองนั้นขึ้นใช่ไหม?”
ผมส่ายหน้าบอกว่าตอนนี้ยังไม่แน่ใจ แต่ก็มีปัญหาที่น่าสงสัยอยู่จริง ๆ
“อย่าเลยนะ ฉันแค่อยากจะกินข้าวดี ๆ สักมื้อเท่านั้นเอง” หลิวเฉิงทำหน้าบูดบึ้ง กระซิบ
คุยเล่นกันต่ออีกสักพัก ผมถามว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหนแล้วก็ลุกขึ้นไป
ตอนที่ผมออกมา เจิ้งอวี่มายืนอยู่หน้าห้องน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“นายก็จะเข้าห้องน้ำเหรอ?” ผมเกือบจะตกใจเพราะเขาแล้ว ก่อนถามขึ้น
เขายังคงจ้องมองผมด้วยสายตาเป็นปรปักษ์ จากนั้นก็พูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยคำเตือน “หลี่หลงหยวน แกอย่าได้คิดจะฉวยโอกาสตีสนิทกับอี้เฟย คางคกคิดจะกินเนื้อหงส์ ขอเตือนแกว่ากินข้าวเสร็จแล้วก็รีบไสหัวไปซะ”
ผมทนเขามาครึ่งค่อนวันแล้ว ไม่คิดว่าเขายังได้คืบจะเอาศอกอีก
ผมจึงตอบกลับไปอย่างรำคาญ “แกเป็นบ้าหรือเปล่า ถ้ายังพูดมากอีกเชื่อไหมว่าฉันจะตบแก ไอ้โง่เอ๊ย!”
คาดว่าคงไม่คิดว่าผมจะด่าแรงขนาดนี้ เขาถึงกับยืนนิ่งเป็นไก่ตาแตก ตะลึงงันอยู่กับที่
ผมไม่ได้สนใจเขาอีก เตรียมจะเดินกลับไปที่ห้องโถง
ตอนที่เดินผ่านบันได ผมรู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องมองตัวเองอยู่ จึงเงยหน้าขึ้นไปมอง
ก็เห็นจ้าวเสวี่ยมั่นกำลังยืนจ้องมองผมเขม็งอยู่บนบันได สายตาเย็นชา ไม่เหมือนกับสายตาที่เด็กคนหนึ่งควรจะมีเลย