- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 55 ฝ่ามืออสนีบาต
บทที่ 55 ฝ่ามืออสนีบาต
บทที่ 55 ฝ่ามืออสนีบาต
“โอ๊ย!” แม้แต่คนตัวใหญ่อย่างหลิวเฉิงยังถูกกระแทกจนล้มลงกับพื้นและร้องออกมาด้วยความตกใจ ไม่ต้องพูดถึงอีกสี่คนที่เหลือ
สภาพของซูจวิ้นอวี่ในตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่เรื่องอาคมมารดรบุตรกำเริบธรรมดา แต่ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ใช้อาคมมารดรบุตรเป็นสื่อกลาง พยายามจะเข้าร่างเพื่อควบคุมเขา
“แย่แล้ว รีบถอยเร็ว!” ผมสัมผัสได้ถึงไอที่น่าสะพรึงกลัวจากตัวของซูจวิ้นอวี่ จึงรีบตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
หลิวเฉิงลูบก้นพลางถอยมาอยู่ข้าง ๆ ผมด้วยความตกตะลึง “เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณหมอซูถึงมีแรงเยอะขนาดนี้ พวกเราห้าคนยังเอาเขาไม่อยู่เลย”
ตอนนั้น ต่งหลิงกับหยวนซิ่วฉินก็ประคองซูหลินชุนและอวี๋หย่งถอยมาแล้วเช่นกัน
ซูหลินชุนกับอวี๋หย่งอายุมากแล้ว โดนเข้าไปแบบนี้คงเจ็บไม่น้อย
“อย่าเข้าไปใกล้เขานะครับ ตอนนี้ไม่เพียงแค่อาคมมารดรบุตรของเขากำเริบ แต่ผีร้ายกำลังเข้าร่างเขาอยู่” ผมทำหน้าขรึม เตือนพวกเขาอย่างจริงจัง
พอได้ยินว่าผีร้ายกำลังเข้าร่างซูจวิ้นอวี่ ทุกคนต่างหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
หลิวเฉิงถามผมว่าผีร้ายมาเข้าร่างซูจวิ้นอวี่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมบอกเขาว่าผีร้ายไม่ได้มาที่นี่ แต่มันใช้อาคมมารดรบุตรเป็นสื่อกลาง ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าร่างกายของซูจวิ้นอวี่จากระยะไกลผ่านอาคมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการสิงร่าง
แต่สถานการณ์แบบนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นตอนนี้ซูจวิ้นอวี่จึงยังไม่ได้โจมตีพวกเรา
ทันทีที่การสิงร่างเสร็จสมบูรณ์ ผีร้ายจะควบคุมร่างกายของซูจวิ้นอวี่แล้วเข้าโจมตีพวกเราอย่างแน่นอน
“ให้ตายเถอะ ยังมีวิธีแบบนี้อีกเหรอเนี่ย ป้องกันยังไงก็ไม่ไหวจริง ๆ” หลิวเฉิงอุทานด้วยความประหลาดใจ
วิชาอาคมนั้นลึกลับซับซ้อนโดยธรรมชาติ ต่อให้เป็นผู้มีพลังอำนาจสูงส่งที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อศึกษาค้นคว้าวิชาอาคม ก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าตนเองจะเชี่ยวชาญและเข้าใจวิชาอาคมทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ตอนนี้ในบ้านมีลมเย็นยะเยือกพัดมาเป็นระลอก ไฟก็ติด ๆ ดับ ๆ เหมือนกับฉากในหนังสยองขวัญไม่มีผิด ซูจวิ้นอวี่อยู่ในท่าเหมือนถูกคนจับแขวนไว้ ปลายเท้าเท่านั้นที่แตะพื้น ดวงตาทั้งสองข้างเหลือแต่ตาขาว ปากเต็มไปด้วยเลือดสีดำ ไม่เพียงแต่ใบหน้าจะเรืองแสงสีเขียว แต่ยังมีเส้นเลือดปูดโปนเต็มใบหน้าราวกับใยแมงมุม ดูน่าสยดสยองอย่างที่สุด
พวกเขาหลายคนกลัวจนตัวสั่น ถอยไปอยู่ข้างหลังผม
“สภาพของคุณหมอซูตอนนี้ มันน่าตื่นเต้นกว่าดูหนังสยองขวัญอีกว่ะ” หลิวเฉิงกลืนน้ำลายแล้วพึมพำ
หลังจากผ่านเรื่องคราวก่อนมา ความกล้าของเขาก็เพิ่มขึ้นมาบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงวิ่งหนีไปนานแล้ว
หยวนซิ่วฉินกลัวจนร้องไห้ออกมา ถ้าไม่ได้ต่งหลิงคอยพยุงไว้ ป่านนี้คงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว แต่แน่นอนว่าต่งหลิงเองก็ไม่ได้มีอาการดีไปกว่าเธอเท่าไหร่นัก
“อาจารย์หลี่ รีบช่วยเขาเถอะครับ คุณต้องช่วยเขาให้ได้นะ” แม้ซูหลินชุนจะตกใจกลัวอย่างมาก แต่ด้วยหัวใจที่อยากจะช่วยลูกชาย เขาก็ยังคงอ้อนวอนอย่างสุดกำลัง
ผมจ้องเขม็งไปที่ซูจวิ้นอวี่ซึ่งอยู่ตรงข้าม สุดท้ายทำได้เพียงตอบกลับไปว่า “ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ครับ”
การจับผีถอนคำสาปไม่ใช่ทางถนัดของซินแสฮวงจุ้ยอย่างพวกเราอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอาคมมารดรบุตรที่ซูจวิ้นอวี่โดนก็มีความซับซ้อน ผมจึงไม่มั่นใจเลยว่าจะช่วยเขาได้จริง ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
ทันใดนั้น ซูจวิ้นอวี่ที่อยู่ตรงข้ามก็แสยะยิ้มออกมา ขณะที่หัวเราะก็มีเลือดสีดำไหลทะลักออกจากปาก
เสียงหัวเราะของเขาน่าขนลุกอย่างยิ่ง เดี๋ยวก็เหมือนเสียงหัวเราะของผู้หญิง เดี๋ยวก็เหมือนเสียงหัวเราะของเด็ก ชวนให้รู้สึกขนหัวลุก
เสียงหัวเราะที่น่าขนลุกสองเสียงดังก้องอยู่ในบ้าน แล้วค่อย ๆ ผสานเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความรู้สึกมึนงงอย่างประหลาด ภาพที่เห็นตรงหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยว
ผมตกใจมาก รีบตั้งสติแล้วท่องคาถาสงบจิตในใจ หลังจากท่องคาถาจบ ความรู้สึกบิดเบี้ยวนั้นจึงหายไป
ตอนนี้เหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่นหลังของผม ไอแค้นจากอาคมมารดรบุตรรวมกับไอมารของผีร้าย ช่างร้ายกาจจริง ๆ ไม่ทันรู้ตัวผมก็เกือบจะโดนเล่นงานเข้าให้แล้ว
ผมรีบหันกลับไปดู พบว่าคนที่อยู่ข้างหลังโดนเสียงหัวเราะอันน่าขนลุกของผีร้ายสะกดจิตไปหมดแล้ว ดวงตาของพวกเขาเหม่อลอย สีหน้าเลื่อนลอย
สถานการณ์ไม่ค่อยดี ผมจึงรีบใช้เนตรวัชระพิโรธตะคอกใส่พวกเขา “ตื่นได้แล้ว!”
ในน้ำเสียงของผมได้ผสานพลังเข้าไปด้วย มันจึงดังสนั่นราวกับเสียงระฆังยักษ์ ทำให้ทุกคนได้สติกลับคืนมาทันทีพร้อมกับสีหน้างุนงง
“เกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเมื่อกี้ไปอยู่ที่อื่นมา มึน ๆ งง ๆ ไปหมด?” หลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
ต่งหลิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็บอกว่ารู้สึกเหมือนกัน “หลี่หลงหยวน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้”
“เสียงของผีร้ายทำให้สติของทุกคนเลื่อนลอย รีบอุดหูไว้ พยายามอย่าไปฟังเสียงหัวเราะของมัน” ผมอธิบาย
ทุกคนรีบอุดหู แต่กลับบอกว่าไม่ได้ผล เสียงหัวเราะในบ้านมีพลังทะลุทะลวงรุนแรงเกินไป
หมดหนทาง ผมจึงทำได้เพียงหยิบยันต์พิทักษ์วิญญาณสามใบที่เหลืออยู่ในกระเป๋าออกมา ให้หลิวเฉิงนำไปทำน้ำยันต์แล้วให้พวกเขาดื่ม หลิวเฉิงรับยันต์ไปแล้วรีบทำตามทันที ส่วนผมค่อย ๆ เดินเข้าไปหาซูจวิ้นอวี่
ตอนนี้ผีร้ายยังยึดครองร่างกายของซูจวิ้นอวี่ได้ไม่สมบูรณ์ ผมต้องรีบหาวิธีหยุดมันให้ได้ หากมันทำสำเร็จเรื่องจะยุ่งยากกว่านี้แน่นอน
เมื่อเห็นผมเดินเข้าไปหาซูจวิ้นอวี่ ผีร้ายก็หยุดหัวเราะทันทีแล้วพูดเสียงเย็น “แกมายุ่งเกี่ยวกับความแค้นระหว่างฉันกับตระกูลซูทำไม? ฉันขอเตือนพวกแกที่ไม่เกี่ยวข้องรีบไปจากที่นี่ซะ ฉันจะไว้ชีวิตพวกแก”
เสียงที่ออกมาจากปากของซูจวิ้นอวี่เป็นเสียงของผู้หญิงและเด็กผสมกัน ฟังดูน่าขนพองสยองเกล้าอย่างยิ่ง
“หยินหยางต่างมีหนทางของตน ภูตผีทำร้ายผู้คนเป็นเรื่องที่ฟ้าดินไม่ยอมรับอยู่แล้ว ฉันจะไม่ยุ่งได้ยังไง?” ผมตอบกลับเสียงขรึม
มันแค่นเสียงเย็นชา แล้วพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “ตอแหล! ซูจวิ้นอวี่ทำร้ายฉันถึงขนาดนี้ ฉันไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่าย ๆ แน่ ฉันต้องการให้มันตาย ให้ตระกูลซูของพวกมันสิ้นสุดวงศ์ตระกูล ใครกล้าขวางฉัน มันต้องตาย!”
คำว่า ‘ตาย’ คำสุดท้ายมันพูดออกมาด้วยความเคียดแค้น ใช้ดวงตาที่เหลือแต่ตาขาวของซูจวิ้นอวี่จ้องเขม็งมาที่ผม ไอแค้นบนตัวก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
ไอแค้นของมันรุนแรงเกินไป ทั้งยังถูกคนหลอมให้เป็นผีแม่ลูก มันไม่มีทางยอมรามือแน่ ผมจึงไม่เสียเวลาพูดต่อ ในใจเริ่มท่องคาถาอสนีบาต แล้วยกมือซัดฝ่ามืออสนีบาตฝออกไปสายหนึ่ง
ฝ่ามืออสนีบาตเป็นวิชาสายฟ้าวิชาใหม่ที่ผมเพิ่งเรียนรู้จาก ‘คัมภีร์เคล็ดวิชาเร้นลับอู๋ซ่างต้งเสวียน’ เมื่อไม่นานมานี้ แม้พลังทำลายจะไม่รุนแรงและน่าเกรงขามเท่าห้านิ้วอสนีบาต แต่ข้อดีคือใช้พลังน้อย และโดยพื้นฐานแล้วจะไม่ส่งผลสะท้อนกลับมาที่ตัวผม
เปรี้ยง! ฝ่ามืออสนีบาตฟาดลงบนร่างของซูจวิ้นอวี่ เขาสะท้านไปทั้งตัวทันที ผีแม่ลูกที่อยู่ในร่างกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน
แต่อย่างไรเสียฝ่ามืออสนีบาตก็ไม่รุนแรงเท่าห้านิ้วอสนีบาต ผีแม่ลูกจึงยังไม่ถูกขับไล่ออกไป
“จวิ้นอวี่!” ซูจวิ้นอวี่แสดงสีหน้าเจ็บปวด ทำให้ซูหลินชุนที่อยู่ไม่ไกลจากข้างหลังผมร้องออกมาด้วยความเป็นห่วง
“ศาสตราจารย์ซูครับ ฝ่ามืออสนีบาตส่งผลต่อภูตผีปีศาจเท่านั้น เสียงกรีดร้องนั่นคือเสียงของผีแม่ลูกที่กำลังกัดกินคุณหมอซูอยู่ในร่างของเขา” เพราะกลัวว่าซูหลินชุนจะทำอะไรลงไป ผมจึงรีบอธิบาย
จากนั้น ผมก็ซัดฝ่ามืออสนีบาตออกไปอีกหลายสาย โจมตีจนผีแม่ลูกกรีดร้องไม่หยุด
ตอนนี้กลิ่นอายของผีแม่ลูกในร่างของซูจวิ้นอวี่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ผมจึงฉวยโอกาสกัดนิ้วกลางของตัวเอง แล้วพุ่งเข้าไปใช้เลือดจากนิ้วกลางแตะลงบนหว่างคิ้วของซูจวิ้นอวี่
“บัญชา!” ผมตะโกนลั่น
ผีแม่ลูกกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนทันที ร่างของซูจวิ้นอวี่ก็อ่อนยวบลงแล้วล้มลงไปกองกับพื้น
ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก การสิงร่างของผีแม่ลูกล้มเหลว ถูกผมขับไล่กลับไปได้สำเร็จ
เมื่อเห็นซูจวิ้นอวี่ล้มลง ซูหลินชุนและคนอื่น ๆ ก็รีบเดินเข้ามา
“อาจารย์หลี่ จวิ้นอวี่เขาเป็นยังไงบ้างครับ?”
“ผีแม่ลูกถูกผมขับไล่กลับไปแล้วครับ” ผมตอบกลับ
พอได้ฟังสีหน้าของซูหลินชุนและคนอื่น ๆ ก็ดีขึ้นทันที แต่ผมก็พูดต่อ “ถึงแม้ผีแม่ลูกจะถอยไปแล้ว แต่อาคมมารดรบุตรยังไม่ถูกแก้ไข คุณหมอซูยังคงตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตครับ”
คำพูดของผมทำให้สีหน้าของพวกเขากลับมาเคร่งเครียดอีกครั้งในทันที