เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 213 พวกเรามิอาจปกป้องท่านเจ้าตำหนักเอาไว้ได้

บทที่ 213 พวกเรามิอาจปกป้องท่านเจ้าตำหนักเอาไว้ได้

บทที่ 213 พวกเรามิอาจปกป้องท่านเจ้าตำหนักเอาไว้ได้


หลังได้ยินหยางเสี่ยวเทียนกล่าวว่าไม่มีใครทำร้ายเขาได้ในการแข่งขันระดับสำนัก เฉินฉางชิง และหลินหยงก็ต่างเหลียวมองหน้ากัน ก่อนแต่ละคนจะแสดงรอยยิ้มแหยๆ

ไฉนเจ้าตำหนักของพวกเขายังคงมีอารมณ์ขันเช่นนี้ พวกเขาล้วนเข้าใจว่าหยางเสี่ยวเทียนมีระดับพลังยุทธ์อยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ ไยจึงกล่าวว่าขั้นราชันยุทธ์มิอาจทำอันตรายเขาได้ หากมิใช่อารมณ์ขันแล้วจะแปลว่าอะไร

ครั้นหลินหยงประสบว่าหยางเสี่ยวเทียนยังมิเห็นอันตรายที่อาจเกินขึ้นกับตนเอง เขาจึงเปิดปากกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านเจ้าตำหนัก เราได้ทราบมาว่าในการแข่งขันครั้งนี้ มีบรรดาศิษย์ในอาณาจักรเสินไห่เข้าร่วมมากกว่าแสนสี่หมื่นคน”

“ซึ่งอยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ระดับเจ็ดขึ้นไป มากถึงเก้าส่วน”

“และอีกหลายพันคน ยังอยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ระดับสิบ”

“ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบรรดาศิษย์อีกหกหรือเจ็ดร้อยคนที่อยู่ในขั้นราชันยุทธ์”

“หกหรือเจ็ดร้อยคนอยู่ในขั้นราชันยุทธ์งั้นหรือ” หยางเสี่ยวเทียนแสดงสีหน้าประหลาดใจ

ในอดีต การแข่งขันระดับสำนักของอาณาจักรเสินไห่นั้น มีผู้ที่อยู่ในขั้นราชันยุทธ์เข้าร่วมเพียงสองหรือสามคนเท่านั้น ไฉนครานี้กลับมีมากถึงหกหรือเจ็ดร้อยคน

เฉินฉางชิงแสดงรอยยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าวเสริมอีกผู้ “เพราะสองเดือนก่อนหน้า มีข่าวว่าเจ้าตำหนัก จะเข้าร่วมการประลองระดับสำนักในครั้งนี้ นั่นจึงสร้างความฮึกเหิมให้แก่บรรดาศิษย์จากหลายตระกูลและสำนักโดยรอบอาณาจักรเสินไห่”

“พวกเขาจึงต่างเร่งลงทะเบียนแข่งขันครั้งนี้ด้วย อีกทั้งพวกเขายังฝึกฝนกันอย่างบ้าคลั่งตลอดกลางวันและกลางคืน”

“ศิษย์หลายคนที่ก่อนหน้าอยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ระดับสิบ ก็ได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์กันเป็นจำนวนมาก นี่ล้วนเป็นผลมาจากเจ้าตำหนักทั้งสิ้น”

เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หยางเสี่ยวเทียนจึงเผยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องจริงงั้นหรือ เช่นนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้ว ข้าไม่คิดเลยว่า การที่ข้าเข้าร่วมแข่งขันจะสร้างผู้แข็งแกร่งในขั้นราชันยุทธ์ให้แก่อาณาจักรเสินไห่ได้มากถึงเพียงนี้”

เมื่อเห็นว่า หยางเสี่ยวเทียนยังคงไม่ตระหนักถึงความอันตราย หลินหยงจึงกล่าวเสริม

“ข้าได้ยินมาว่าเฉิงหลงถูกเจียงอวี๋ขับออกจากสำนักเมื่อเดือนก่อน นั่นทำให้เฉิงหลงเกลียดเจ้าตำหนักมากเสียยิ่งกว่าสิ่งใด”

“เพราะเขารู้สึกว่าการที่เขาถูกขับออกจากสำนัก ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของเจ้าตำหนักทั้งสิ้น หากเจ้าตำหนักยังเข้าร่วมแข่งขันในคราวนี้ เกรงว่าเขาคงหาโอกาสลงมือทำร้ายท่านเจ้าตำหนักเป็นแน่”

ความเป็นจริง มิใช่เพียงเฉิงหลงเท่านั้น ที่ต้องการให้หยางเสี่ยวเทียนตาย แต่ยังมีผู้คนอีกมากที่หมายประสงค์ร้ายต่อเขาอยู่เช่นกัน

เพียงแค่ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายเขาอย่างเปิดเผย แต่หากหยางเสี่ยวเทียนเข้าร่วมแข่งขันระดับสำนักในครานี้ นั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้พวกเขาลงมือเท่านั้นเอง

“เป็นเช่นนั้นจริงหรือ” หยางเสี่ยวเทียนเหยียดยิ้มมุมปาก เมื่อได้ยินว่าเฉิงหลงกำลังวางแผนจะทำร้ายตนอยู่ ซึ่งในใจเขากลับคิด ว่าคนอย่างเฉิงหลงจะทำเช่นไรกับเขากันนะ

ครั้นยังเห็นใบหน้าของหยางเสี่ยวเทียนที่กำลังยิ้มอย่างมิเป็นกังวลใจ และยังคงไม่ตระหนักถึงความอันตรายต่อตนเอง เฉินหยวนจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวเสริมอีกครั้ง

“ท่านเจ้าตำหนัก ความแข็งแกร่งของเฉิงหลงนั้นหาใช่ธรรมดา ตามที่ได้ยินมาเขาน่าจะอยู่ในขั้นราชันยุทธ์ระดับสามขั้นปลาย นั่นมิใช่เรื่องง่ายที่ท่านเจ้าตำหนักจะรับมือ”

“อีกทั้ง สำนักยวินฮุยยังมีความแค้นเคืองฝังลึกต่อสำนักเสินเจี้ยนของเราอยู่ หากท่านเจ้าตำหนักเข้าร่วมการแข่งขันระดับสำนัก เกรงว่าศิษย์ของสำนักยวินฮุย อาจอาศัยโอกาสนี้ทำร้ายท่านเจ้าตำหนักเป็นแน่”

“ส่วนโอกาสที่ว่านั้น หมายถึงช่วงเวลาการแข่งขันล่าสัตว์อสูรในป่า ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเรามิอาจปกป้องท่านเจ้าตำหนักเอาไว้ได้”

“ด้วยเหตุนี้ ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านเจ้าตำหนักจะนำไปไตร่ตรองอีกครั้ง” เฉินหยวนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

หยางเสี่ยวเทียนมองไปยังเฉินฉางชิง หลินหยง เฉินหยวนและคนอื่นๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นเคย “พวกท่านอย่าได้กังวลใจไป ข้าไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว”

ในขณะที่เฉินฉางชิงกำลังจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง หยางเสี่ยวเทียนจึงกล่าวแทรกขึ้นว่า “เอาล่ะ พวกเราอย่าได้กล่าวถึงเรื่องการแข่งขันระดับสำนักอีกเลย”

จากนั้นเขาก็หยิบโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์ออกมาร้อยขวดหยก แล้วมอบให้หลินหยง พร้อมกับกล่าวว่า “ในฐานะเจ้าตำหนักกระบี่ ทุกวันนี้ข้าเอาแต่ฝึกเพลงกระบี่เท่านั้น และไม่สามารถชี้แนะบรรดาศิษย์ของสำนักได้ นี่เป็นโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์หนึ่งร้อยชุด ที่ข้าหลอมมันขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสำนักแทนคำชี้แนะ”

โอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์อีกหนึ่งร้อยชุดงั้นหรือ!

หลินหยงและคนอื่นๆ ต่างยืนตกตะลึงด้วยความประหลาดใจยิ่ง

“เจ้าตำหนัก ท่านช่วยเหลือสำนักมามากพอแล้ว แม้แต่โอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์ที่ท่านมอบให้เมื่อคราวก่อนยี่สิบขวดหยก ทางสำนักยังใช้ไม่หมดเลย เราไม่อยากรบกวนท่านเจ้าตำหนักไปมากกว่านี้” หลินหยงรีบกล่าวปฏิเสธ

หยางเสี่ยวเทียนส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “รับไว้เถอะ หากข้าสามารถเข้าสู่สิบอันดับแรกในการแข่งขันระดับสำนัก และผ่านการประเมินของสำนักเทียนโต้ว เกรงว่าในอนาคตอาจได้กลับมาสำนักไม่บ่อยนัก ดังนั้น สิ่งใดที่ข้าสามารถทำในตอนนี้ข้าก็อยากทำมันให้ดีที่สุด”

หลินหยง เฉินหยวนและเฉินฉางชิง ต่างหันมองหน้ากันโดยไม่มีใครกล่าวสิ่งใดออกมา

พวกเขายังคงกังวลเรื่องความปลอดภัยของหยางเสี่ยวเทียนในการแข่งขันระดับสำนักครั้งนี้ แต่เมื่อหยางเสี่ยวเทียนยังยืนยันจะเข้าร่วม พวกเขาก็มิอาจฝืนใจอีกต่อไป จึงทำได้เพียงภาวนาให้เขาสามารถเข้าสิบอันดับแรก และผ่านการประเมินของสำนักเทียนโต้เท่านั้น

สุดท้าย หลินหยงก็มิได้กล่าวสิ่งใดถึงเรื่องการแข่งขันระดับสำนักอีก เพียงรับโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์ร้อยชุด แล้วกล่าวแสดงความขอบคุณต่อหยางเสี่ยวเทียน “ท่านเจ้าตำหนัก ข้าขอขอบคุณแทนบรรดาศิษย์ของสำนักด้วย”

หยางเสี่ยวเทียนโบกมือปัดพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่จำเป็นต้องกล่าวขอบคุณ นี่เป็นเรื่องดีๆ ที่ข้าควรทำให้แก่สำนักอยู่แล้ว”

ครั้นกล่าวขอบคุณแล้ว หลินหยงและเฉินหยวนก็ขอตัวลากลับสำนัก พร้อมใบหน้าที่ยังคงมีความกังวลใจแต่ก็มีรอยยิ้ม

ด้วยโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์หนึ่งร้อยชุด มันมากพอจะพัฒนาความก้าวหน้าของบรรดาศิษย์หลายคนในสำนักได้มิใช่น้อย

หลังสนทนากันไปได้สักพัก เฉินฉางชิงและคนอื่นๆ ก็ขอตัวลากลับเช่นกัน

จบบทที่ บทที่ 213 พวกเรามิอาจปกป้องท่านเจ้าตำหนักเอาไว้ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว