เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 183 อย่าได้ไว้ไมตรี

บทที่ 183 อย่าได้ไว้ไมตรี

บทที่ 183 อย่าได้ไว้ไมตรี


สองวันต่อมา

ระหว่างวันหยางเสี่ยวเทียนก็ยังคงหมั่นฝึกฝนเพลงกระบี่ตงเทียน แต่มักจะเน้นไปที่การฝึกเพลงกระบี่นับร้อยเป็นหลักเสียมากกว่า

และมีบางครั้ง ที่ฝึกหลอมโอสถเพิ่มพูนทักษะให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมจากที่เป็นอยู่

ซึ่งระหว่างที่เขาหลอมโอสถ หยางเสี่ยวเทียนจะเรียกอูฉี หลิวอัน อัต อาลี่ หลัวชิง และคนอื่นๆ เฝ้าดูอยู่ข้างๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อทำการชี้แนะไปพลาง

ในฐานะเจ้าสำนัก หลัวชิงนับว่ามีพรสวรรค์ทางด้านการหลอมโอสถที่ดี อีกทั้งเขายังครอบครองหนึ่งในไฟประหลาดเช่นเปลวไฟวายุนิลกาฬนั่น ซึ่งถือว่าช่วยได้เยอะมากทีเดียว

ทุกการเคลื่อนไหวของทักษะที่หยางเสี่ยวเทียนกำลังใช้หลอมโอสถ เขาจะอธิบายถึงประเด็นสำคัญในแต่ละทักษะให้แก่อูฉีและคนอื่นๆ ฟังควบคู่ไปกับการได้ดูท่วงท่าเหล่านั้น ประกอบความเข้าที่มากขึ้น

ตกตอนเย็น หยางเสี่ยวเทียนถึงกลับมาบ่มเพาะปราณมังกรแรกเริ่ม

เขานั่งขัดสมาธิบนเตียงหยกเย็น พร้อมปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์เสวียนอู่และมังกรดำ ครั้นพวกมันปรากฏขึ้นเหนือศรีษะเขา ทั้งคู่ก็พลันดูดกลืนพลังทางจิตวิญญาณของสวรรค์และโลกทันที

ขนาดตัวของเจ้าเสวียนอู่เพลานี้ ขยายใหญ่ขึ้นกว่าคราก่อนมาก

ส่วนเจ้าวิญญาณยุทธ์มังกรดำที่แค่ขดตัวอยู่เหนือเขา ขนาดของมันก็ดูจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เพียงกลิ่นอายที่รายล้อมรอบตัวมันแผ่ออกมาเล็กน้อยยังทรงพลังจนน่าประหลาดใจ

ขณะที่เข้าฌานบ่มเพาะปราณมังกรแรกเริ่มอยู่นั้น ปรานแท้มังกรทั้งยี่สิบแปดตัวก็ยังปรากฏออกมาเคลื่อนไหวอยู่รอบกายหยางเสี่ยวเทียนเช่นเดิม

ทุกวันนี้ แม้หยางเสี่ยวเทียนจะมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะรากฐานให้มั่นคง โดยไม่คิดรีบเร่งทะลวงขั้นเหมือนทุกครา ถึงกระนั้น ความเร็วในการทะลวงผ่านระดับแปดเข้าสู่ระดับเก้าของขั้นเซียนสวรรค์ก็ยังนับว่าเกิดขึ้นได้รวดเร็วดังเดิม

ตอนนี้ เขายังได้ปลุกปราณแท้มังกรถึงยี่สิบแปดตัว ซึ่งพวกมันเพียงเท่านี้ ความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายของเขาก็เพิ่มขึ้นมากเป็นเท่าตัว

แต่เขากลับยังกังวล ด้วยไม่แน่ใจถึงความแข็งแกร่งตนที่เพิ่มขึ้นมานี้ มีมากเท่าไร มากพอต่อกรกับวิญญาจารย์ผู้ระดับขั้นเหนือกว่าหรือไม่…

หนึ่งวันต่อมา เป็นเช้าที่แดดจ้ากว่าทุกวัน

หยางเสี่ยวเทียนเรียกพบเลี่ยวคุนพร้อมคนทั้งสี่ ให้ตามไปยังลานฝึกยุทธ์

“นายน้อย ท่านอยากให้พวกเราร่วมกันลงมือเลยงั้นหรือ” เลี่ยวคุนและจางจิงหรงตกใจ

“ลงมือด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดที่พวกเจ้ามี อย่าได้ไว้ไมตรีต่อข้า” หยางเสี่ยวเทียนกล่าวน้ำเสียงจริงจัง

เขาต้องการทราบให้มั่นใจ ว่าขอบเขตสูงสุดของความแข็งแกร่งในปัจจุบันเขาเป็นอย่างไร และเทียบเท่าวิญญาจารย์ผู้อื่นระดับไหน

ตอนที่หยางเสี่ยวเทียนอยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ระดับห้าขั้นปลาย เขาสามารถสังหารเติ้งอี้ซึ่งอยู่ระดับสิบของขั้นเซียนสวรรค์ได้แล้ว

หากเป็นไปดั่งที่เขาประมาณการ ตอนนี้ เขาก็น่าจะสามารประมือกับวิญญาจารย์ในขั้นราชันยุทธ์ระดับสองหรือสามได้แล้วไม่ใช่หรือ

“แต่ นายน้อย…” เลี่ยวคุนและจางจิงหรงลังเล

ด้วยทั้งห้า เกรงว่าพวกตนแต่ละคนจะทำร้ายหยางเสี่ยวเทียนจนบาดเจ็บ จึงไม่แปลกที่จะมีความกังวลปรากฏขึ้นบนใบหน้าชัดเจน เพราะหากเขาเป็นอะไรขึ้นมาแม้เพียงรอยข่วนเล็กน้อย คนที่รู้สึกผิดจะเป็นพวกเขาเอง

ครั้นหยางเสี่ยวเทียนเห็นคนทั้งห้ามีสีหน้าเคร่งเครียดด้วยเป็นห่วงต่อชีวิตเขามากเกินไป เขาจึงส่ายหัวขณะเผยยิ้ม พร้อมสืบเท้าเดินออกห่างจากคนทั้งห้าไปข้างหน้าสามจั้ง

“อย่าได้กังวลต่อข้า พวกเจ้าไม่สามารถทำร้ายข้าได้”

กล่าวเช่นนั้นจบ หยางเสี่ยวเทียนก็หันกลับมาหาทั้งห้า ก่อนพุ่งปราดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเหลือไว้เพียงภาพเงาเลือนลางราวกับมีอีกคน พริบตาเดียวก็มาปรากฏตรงหน้าเลี่ยวคุนพร้อมชกออกไปทันที

“เก้าหมัดสังหารสิ้น!”

เมื่อทุกคนได้ประจักษ์เห็นหยางเสี่ยวเทียนชกหมัดออกมาเพียงครั้งเดียว แต่เฉียดข้างลำตัวเลี่ยวคุนถึงเก้าผนึกพุ่งปะทะเข้ากับศิลาเบื้องหลังเขาจนแตกละเอียด

ไม่ช้า หยางเสี่ยวเทียนก็ถอยออกไปหนึ่งก้าว พุ่งผนึกเก้าหมัดโจมเข้าหาเลี่ยวคุนอย่างรวดเร็ว

เลี่ยวคุนเห็นดังนั้น ก็รับรู้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของมันได้ทันที เขาเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม ก่อนยกมือขึ้นชกผนึกหมัดของตนสวนออกไป ด้วยหมายสกัดผนึกหมัดที่กำลังพุ่งเข้ามาอีกหน

ปัง!

ผนึกหมัดทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง จนผืนปฐพีสั่นสะเทือนเหมือนกำลังหนาวสะบั้น

เสียงดังสนั่นประหนึ่งเสียงฟ้าร้องก้องกังวานไปทั่วลานฝึกยุทธ์ จากใจกลางแรงปะทะกระจายพลังแผ่ขยายออกมาราวกับระลอกคลื่น

แขนที่เลี่ยวคุนปล่อยหมัดเข้าปะทะพลันเจ็บสะท้าน สีหน้าเขานอกจากแสดงถึงความปวดร้าวแล้วยังเคล้าไปด้วยความตกใจอีกด้วย

ร่างเขาผู้ถูกบังคับให้ต้องล่าถอยออกไปกว่าสามสิบฉื่อ เกิดรอยเท้าฝังลึกเป็นแนวยาว ลากจากจุดแรกที่เลี่ยวคุนยืนอยู่ ขณะพื้นดินยังรอยเท้าย่ำก็แตกระแหงออกเป็นใยแมงมุม

มิเพียงเลี่ยวคุนเท่านั้น กระทั่งจางจิงหรงและคนอื่นๆ ก็ตกตะลึงเช่นกัน ครั้นได้เห็นผนึกหมัดอันทรงพลังเช่นนี้ ถูกชกออกมาจากผู้อยู่ในขั้นเซียนสวรรค์

แม้พวกเขาจะรู้ ว่าทักษะการหลอมโอสถของหยางเสี่ยวเทียนนั้น พรสวรรค์สูงส่งจนยากหาใดเปรียบมิมีใครเทียบได้ แต่เรื่องความแข็งแกร่งของเขา ทั้งห้ายังคงสงสัยไม่แน่ใจมาโดยตลอด

เมื่อตอนนี้ พวกเขาเห็นเลี่ยวคุนผู้อยู่ในขั้นราชันยุทธ์ระดับสาม ถูกหยางเสี่ยวเทียนชกหมัดผนึกเข้าโจมจนถึงกับต้องล่าถอย พวกเขาจะไม่ตกใจกระทั่งเบิกตาตะลึงได้อย่างไร

โดยเฉพาะเลี่ยวคุนที่เดิมเคยคิดว่านายน้อยของพวกตน ก็อาจมีความแข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย แต่คงจะเหนือกว่าอัตและอาลี่ไม่มากนัก

กระทั่งเพลานี้ เขาถึงได้รู้ซึ้งว่าอัตและอาลี่มิอาจเทียบได้แน่นอน

“พวกเจ้าทั้งห้าคน เข้าลงมือพร้อมกัน” หลังจากหยางเสี่ยวเทียนชกหมัดใส่เลี่ยวคุนครู่นั้น เขาก็เข้าใจถึงความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้

ซึ่งเมื่อครู่เขาใช้พลังไปเพียงเก้าส่วนเท่านั้น ยังมิใช่ทั้งหมด จึงอยากรู้ว่าหากทุ่มจนสุดตัวจะมีกำลังมากถึงเพียงไหนกัน

กระบวนท่าที่เขาใช้ คือทักษะเก้าหมัดสังหารสิ้น ซึ่งเป็นวรยุทธขั้นเซียนสวรรค์

เลี่ยวคุนและจางจิงหรงหันมองหน้ากันก่อนพยักหน้าระหว่างเผยยิ้มด้วยยินดี ความกังวลที่มีพลันมลายเปลี่ยนเป็นชื่นชม หลังพบว่านายน้อยพวกตนแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่เขาคู่ควรประมือด้วยหรือไม่

“นายน้อยโปรดชี้แนะ” ครั้นเลี่ยวคุนกล่าวจบ เขาก็โผเข้าหาอย่างไม่เกรงใจอีกต่อไป

จบบทที่ บทที่ 183 อย่าได้ไว้ไมตรี

คัดลอกลิงก์แล้ว