- หน้าแรก
- เทพกระบี่ไร้เทียมทาน
- บทที่ 151 น้อมคารวะท่านเจ้าตำหนัก
บทที่ 151 น้อมคารวะท่านเจ้าตำหนัก
บทที่ 151 น้อมคารวะท่านเจ้าตำหนัก
อีกด้านหนึ่งก่อนหน้า เฉินฉางชิง เหอเล่อ และเริ่นเฟยเสวี่ยที่ต่างปรี่ออกจากตำหนักกระบี่พร้อมกัน หลังกลุ่มแสงจรัสพรั่งถึงภายในโถงที่พวกเขานั่งเข้าฌานอย่างสงบ ทั้งห้าเหม่อมองยังจัตุรัสร้อยกระบี่ทั่งเบิกตากว้างด้วยตกใจไม่แพ้กัน
ทั้งห้าได้ประจักษ์เห็นชัดว่าบัดนี้ ปราณกระบี่นับร้อยทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า สว่างไสวไปทั่วสวรรค์ทั้งเก้าต่างจากทุกครา นี่คือการหยั่งรู้ศิลากระบี่ทั้งร้อยเล่ม
หลายร้อยปี
หลายร้อยปีต่อมาที่สุด ก็มีคนหยั่งรู้ศิลากระบี่ทั้งหมดได้สำเร็จ!
พวกเขาไม่ได้รอแลมีชีวิตอยู่มาเนิ่นนานโดยเปล่าประโยชน์ เบื้องหน้าตอนนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว
“หลายร้อยปีมานี้ ในที่สุด ตำหนักกระบี่ของเราก็มีเจ้าตำหนักคนใหม่!” น้ำเสียงแหบแห้งจากผู้อาวุโสเหอเล่อที่เอ่ยขึ้น รู้สึกเหมือนเขากำลังสะกดอารมณ์ปิติกระทั่งลอบน้ำตาไหลออกมาไม่ไหว
“ใช่แล้ว หลายร้อยปีที่พวกเราเฝ้ารอมา มันไม่สูญเปล่า” เฉินฉางชิงคลายลมหายใจอย่างสั่นเครือขณะจับจ้องมองความอัศจรรย์
เวลาเดียวกัน ณ จวนเจ้าเมือง
เผิงจื้อกังและเหล่าวิญญาจารย์ที่อยู่ทั่วอาณาบริเวณจวนเจ้าเมืองขนาดกว้างใหญ่ไพศาล ต่างได้ตกตะลึงเบิกตามองยังปราณกระบี่นับร้อยอันจรัสเหนือสำนักเสินเจี้ยนเป็นตาเดียว แม้นความรู้สึกจะแตกต่างกัน แต่โดยรวมล้วนปลาบปลื้มอย่างสุดซึ้ง
เผิงจื้อกังพลันระเบิดเสียงหัวเราะจนตัวลอยด้วยสีหน้าปิติยินดี ทวียิ่งกว่าทุกครา “ฮ่า…ฮ่า… ในที่สุดเจ้าหนูนั่นก็ทำได้จริงๆ”
ไม่ช้า แสงแห่งปราณกระบี่นับร้อยที่ส่องสว่างอยู่เป็นเวลานาน ก็ค่อยๆ ผ่อนปรนลงจนใกล้อันตรธานหายไป
ครั้นแสงจากปรานกระบี่ใกล้สลาย เฉินฉางชิงก็สูดหายใจเข้าลึกข่มความตราตรึง แล้วกล่าวกับเหอเล่อพร้อมทั้งคนอื่นๆ ว่า
“ได้เวลาที่เราต้องออกไปคำนับ ต้อนรับท่านเจ้าตำหนักคนใหม่แล้ว”
คำนับท่านเจ้าตำหนักคนใหม่!
ผู้อาวุโสสี่คนที่เหลือต่างมีสีหน้าตะลึงอยู่ครู่ด้วยซาบซึ้งจวนเกือบลืมสิ่งสำคัญไป จากนั้นยิ้มออกมาพร้อมกับพยักหน้า แล้วร่างทั้งห้าก็กระโดดขึ้นกระบี่ ท่องไปจัตุรัสอย่างรวดเร็ว
เพราะตอนนี้ หยางเสี่ยวเทียนเป็นเจ้าตำหนักกระบี่ของสำนักเสินเจี้ยนแล้ว
ไม่นาน กลุ่มผู้อาวุโสแห่งตำหนักกระบี่ที่นำโดยเฉินฉางชิงก็มาถึงจัตุรัส พวกเขาสืบเท้าเข้าหาหยางเสี่ยวเทียน แล้วทั้งห้าคนก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อม “เฉินฉางชิง เหอเล่อ เริ่นเฟยเสวี่ย โม่เกา โจวเจ๋อ น้อมคารวะท่านเจ้าตำหนัก!”
เหล่าผู้อาวุโสทั้งห้าแห่งตำหนักกระบี่กล่าวประสานเสียง อย่างพร้อมเพรียงกัน
ซุ่มเสียงนั้นมิดังมาก แต่กลับก้องกังวานราวกับระฆังขนาดยักษ์ พานให้บรรดาอาจารย์และศิษย์ของสำนักเสินเจี้ยนต่างสะดุ้งตกใจไปตามกัน
เมื่อเห็นผู้อาวุโสทั้งห้าเป็นผู้นำกล่าว เหล่าอาจารย์และศิษย์ของสำนักเสินเจี้ยนจึงพากันตระหนักได้ว่า หยางเสี่ยวเทียนที่พวกเขาเห็นอยู่เบื้องหน้า หาใช่ศิษย์ปีหนึ่งที่พวกเขารู้จักอีกต่อไปไม่
แต่ร่างเล็กที่ยืนอยู่กลางจัตุรัสในตอนนี้ คือเจ้าตำหนักกระบี่ของสำนักเสินเจี้ยน!
“น้อมคารวะท่านเจ้าตำหนัก” หลินหยงและเฉินหยวนที่ได้สติคืนมาแล้ว ก็ต่างโค้งคำนับต่อปรมาจารย์วัยเยาว์เบื้องหน้าตนเฉกเช่นเดียวกัน
“น้อมคารวะท่านเจ้าตำหนัก!”
บัดนี้บรรดาอาจารย์และศิษย์ทุกคนในสำนัก ก็โค้งคำนับพร้อมประสานเสียงกึกก้องอย่างสุดซึ้ง
หยางเสี่ยวเทียนเหลือบมองทุกคนแล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนหันมาเอ่ยกับเฉินฉางชิงและอีกสี่คน “ผู้อาวุโสเฉิน เช่นนั้นพวกเราไปยังโถงตำหนักกระบี่กันเถอะ”
ในการใช้เปลวไฟอัสนีแห่งทัณฑ์สวรรค์ที่เป็นไฟศักดิ์สิทธิ์หลอมโอสถ เขาต้องสูญเสียปรานแท้ไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้เขารู้สึกอ่อนเพลียทุกครั้งที่ใช้มันหลอมโอสถ
แต่หากเขาสามารถพิชิตเปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณได้สำเร็จ แล้วใช้เปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณที่เป็นไฟประหลาดในการหลอมโอสถ การสูญเสียปรานแท้จะน้อยลงอย่างมาก
อีกทั้ง เปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณยังสามารถหลอมโอสถระดับนิรันดร์ได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ หยางเสี่ยวเทียนจึงบอกกล่าวเจตนาตนแก่บรรดาผู้อาวุโส ว่าเขาต้องการพิชิตเปลวไฟประหลาดแห่งตำหนักกระบี่
หลังจากที่เฉินฉางชิงพร้อมด้วยผู้อาวุโสอีกสี่คนทราบ ว่าหยางเสี่ยวเทียนกำลังต้องการพิชิตเปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณ พวกเขาต่างเหลียวหน้ามองกันอย่างลังเล แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องพยักหน้า
ไม่ช้า ผู้อาวุโสทั้งห้าจึงพาหยางเสี่ยวเทียนไปยังตำหนักกระบี่อีกครั้ง
เมื่อเข้าสู่ลานตำหนักกระบี่ หยางเสียวเทียนก็ได้เห็นว่า ภายในตำหนักกระบี่อันกว้างใหญ่ไพศาล ประหนึ่งกับพื้นที่ในวังหลวงแห่งหนึ่ง ด้วยล้วนมีทุกสิ่งอย่างที่เขาต้องการซึ่งมันเพรียบพร้อมเลยทีเดียว
มิเพียงมีโถงสำหรับเข้าฌานบำเพ็ญเท่านั้น แต่ยังมีลานฝึกยุทธ์ขนาดใหญ่ พร้อมห้องโถงหลอมโอสถซึ่งเต็มไปด้วยสมุนไพรหายากภายในนั้น อีกทั้งยังมีหอกระบี่อีกด้วย
ซึ่งภายในหอกระบี่ มีวัตถุที่เกี่ยวข้องกับกระบี่มากมาย ล้วนเต็มไปด้วยม้วนตำราและคัมภีร์ อาจเรียกได้ว่าคล้ายหอคัมภีร์ของสำนักเสินเจี้ยนอีกแห่ง แต่กลับยิ่งใหญ่กว่า
ม้วนตำราและคัมภีร์ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวกับเคล็ดวิชากระบี่ ซึ่งมีเพลงกระบี่ ค่ายกลกระบี่ และกระบี่หลายเล่มจัดเรียงกันตามผนังคล้ายดั่งกำแพง
หลังผ่านหอกระบี่ ก็เริ่มย่างกรายเข้าถึงส่วนลึกที่สุดของตำหนักกระบี่อันกว้างใหญ่ไม่แพ้กัน
ด้านหน้าส่วนนี้ของตำหนักกระบี่ จะมีจัตุรัสกลางลาน
เหนือจัตุรัส ปรากฏมีหงส์เพลิงสีทองตัวใหญ่ พร้อมเปลวไฟเก้าดวงล่องลอยรายล้อมอยู่รอบตัวมันอย่างน่าสะพรั่นพรึงด้วยความพิศวงเป็นที่สุด
นี่คือเปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณ แข็งแกร่งเป็นอันดับเก้าของบรรดาชนิดไฟประหลาดทั้งมวล
หยางเสี่ยวเทียนสืบเท้าตามเฉินฉางชิงและผู้อาวุโสทั้งสี่เกือบเข้าใกล้ยังจัตุรัส เมื่อเขามองไปที่เปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณที่ล่องลอยรายล้อมเจ้าหงส์เพลิงตัวนั้นเหนือจัตุรัส ก็พานให้ดวงตาเขาเป็นประกาย
รูปลักษณ์แท้จริงของเปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณนั้นไม่เลวทีเดียว อาจเรียกได้ว่าองอาจสมเป็นเปลวไฟอันดับเก้าของไฟประหลาดเสียนี่กระไร
“เจ้าตำหนัก นั้นคือเปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณ เปลวไฟนั้นมิอาจควบคุมได้ง่าย ทั้งยังมีพลังอันมหาศาล แม้แต่ผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิยุทธ์ก็ยากจะต่อกรกับมัน ไฉนท่านไม่รอให้แข็งแกร่งกว่านี้ก่อนแล้วค่อยกลับมาพิชิตมันในภายหลังเล่า” เฉินฉางชิงอดเป็นกังวลมิได้จึงกล่าวออกไป
เขากังวลอย่างมากเกี่ยวกับหยางเสี่ยวเทียน จึงได้กล่าวไปเช่นนั้น เพียงเพื่อหวังให้หยางเสี่ยวเทียนพิจารณาดูอีกหน
นั่นก็เพราะว่า หลังจากรอมาอย่างช้านานในที่สุดพวกเขาก็ได้เจ้าตำหนักคนใหม่ แต่หากเกิดอะไรขึ้นกับหยางเสี่ยวเทียนขณะพิชิตเปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณ นั่นก็เท่ากับพวกเขาตายทั้งเป็น
สีหน้าของผู้อาวุโสทั้งห้าในยามนี้ ต่างพากันรู้สึกกลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก ด้วยในใจพวกเขายังไม่อยากจะเสียเจ้าตำหนักไปเพียงเพราะไฟประหลาด
“ไม่จำเป็น” หยางเสี่ยวเทียนรู้ดี ว่าเฉินฉางชิงพร้อมคนทั้งสี่เป็นกังวลกับเขาแค่ไหน แต่นั้นไม่จำเป็นสำหรับเขาเลย
เขาเผยแย้มยิ้มให้คนทั้งห้าคลายพะวงแล้วกล่าว “พวกท่านมิต้องกังวลไป เปลวไฟเก้าหงส์สุวรรณไม่สามารถทำร้ายข้าได้”
“พวกท่านออกไปก่อนเถิด” เขากล่าวเสริม