- หน้าแรก
- เทพกระบี่ไร้เทียมทาน
- บทที่ 149 จอมปีศาจหยางเสี่ยวเทียน
บทที่ 149 จอมปีศาจหยางเสี่ยวเทียน
บทที่ 149 จอมปีศาจหยางเสี่ยวเทียน
หยางเสี่ยวเทียนมองหลินหยางที่กำลังโค้งคำนับพร้อมแย้มยิ้มอยู่เบื้องหน้าเขา
“หลินหยาง เช่นนั้นสินะ” หยางเสี่ยวเทียนก็ยกยิ้มมุมปากเช่นกัน ที่บุคคลผู้นี้ปรากฏตัวได้อย่างประจวบเหมาะพอดี
หลินหยางรู้สึกยินดีเมื่อได้ยินหยางเสี่ยวเทียน เอ่ยเรียกเขาด้วยนามราวคนคุ้นเคยกัน สิ่งนี้ทำเขาประทับใจพร้อมเปิดปากกล่าวในทันใด
“ขอรับ ข้าหลินหยาง เคยพบคุณชายหยางในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านเจ้าเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อน เลยจดจำคุณชายได้ดีด้วยชื่นชมความสามารถโดยตลอด”
“วันนี้ ไม่คิดว่าจะได้พบคุณชายที่นี่อีกครั้ง”
จากนั้นเขาก็ถามด้วยใคร่สงสัยว่าทำไมถึงได้พบหยางเสี่ยวเทียนในที่แห่งนี้ “ไม่ทราบว่าคุณชาย มาที่สมาคมผังเมืองวันนี้เพื่อทำกิจการเรื่องอะไรหรือขอรับ”
“เอาล่ะ เช่นนั้นเข้าเรื่องเลยแล้วกัน” หยางเสี่ยวเทียนเหลือบมองไปยังหลินชาง “ท่านผู้นำสมาคมหลินชาง คือญาติเจ้าใช่หรือไม่”
“ขอรับ เขาเป็นน้องชายข้าเอง” เมื่อหลินหยางได้ยินคำถามนี้ เขาก็รีบเอ่ยตอบพลางรู้สึกปลื้มใจด้วยมีน้อยชายผู้เป็นถึงคนใหญ่คนโตประจำเมือง
ซึ่งหากพวกเขามีเส้นสายคอยสนับสนุนจากบุคคลมีชื่อเสียงอย่างหยางเสี่ยวเทียน กระทั่งท่านเจ้าเมืองยังนับถือเขามิต่างจากผู้มีอำนาจคนอื่นให้เมืองเสินเจี้ยน คนตระกูลหลินเช่นพวกเขาก็จะง่ายในการประกอบกิจการหรือกระทำการใดๆ ได้สะดวกขึ้น
“หลินชาง เจ้ายังไม่มาทำความเคารพคุณชายหยางอีก” เขาหันกล่าวกับหลินชางที่ยืนทำตัวขวางๆ รีๆ อยู่ด้านข้าง ด้วยยังมิเข้าใจสถานการณ์เพลานี้เท่าไรนัก
“คุณชายหยางเป็นผู้อาวุโสตำหนักกระบี่ของสำนักเสินเจี้ยน เจ้ามิรู้ได้อย่างไร!” เขาตะเบ็งเสียงดุหลินชางในลำคอ หลังเห็นท่าทีโง่เขลาของน้องชายตน
เพราะเขายิ่งทำตัวไม่ถูก หลังได้ยินผู้เป็นพี่ชายบอกว่าเด็กน้อยผู้นี้ คือหนึ่งในผู้อาวุโสแห่งตำหนักกระบี่
ขณะงงงันทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่ หลินชางก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อสติสัมปชัญญะกลับเข้าที่เข้าทาง
ปรากฏว่าเด็กที่ยืนนิ่งสีหน้าเคร่งขรึมตรงหน้าเขานี้ คือหยางเสี่ยวเทียน ผู้อาวุโสตำหนักกระบี่คนที่หกแห่งสำนักเสินเจี้ยนคนนั้น
เขาคือหยางเสิน ผู้หยั่งรู้ศิลากระบี่สิบเล่มในวันเดียว!
เด็กน้อยนามหยางเสี่ยวเทียนคนนี้ นับว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเมืองเสินเจี้ยน และเพลานี้ มิมีใครไม่รู้จักแซ่เขา แม้แต่ท่านเจ้าเมืองเอง ยังถือว่าเขาคือคนสำคัญสูงสุด
“หลินชางทำขายหน้าแล้ว ขอคุณชายหยางเสินอย่าได้ถือสา” หลินชางปรี่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะกล่าวด้วยความเคารพ
ตอนนั้นดวงตาของเขาคงโดนสุนัขกินไปแล้วจึงไม่เห็นหยางเสี่ยวเทียนขณะอยู่ที่ห้องอักษร ดังนั้นเขาจึงล่วงเกินบรรพบุรุษน้อยที่มีภาพลักษณ์เป็นเด็กอายุแปดขวบผู้นี้
สำหรับบุรุษหนุ่มจากสมาคมผังเมือง เมื่อได้ยินว่าผู้เยาว์ที่อยู่ตรงหน้าเขาคือหยางเสี่ยวเทียน แข้งขาเขาก็อ่อนแรงราวดินเหลวแทบไม่สามารถประคองร่างให้ยืนตรงได้อีก
หยางเสี่ยวเทียนเหลือบมองที่หลินชางผู้อยู่ตรงหน้าเขาแล้วกล่าวว่า “ผู้นำสมาคมหลินชางมีฐานะสูงส่ง ไหนเลยจะให้ท่านทำความเคารพข้าได้”
หลินชางและหลินหยางล้วนมีสีหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบของหยางเสี่ยวเทียน
ผู้อาวุโสตัวน้อยสำทับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความไม่พอใจ “หลินชาง ข้าซื้อจวนแห่งนั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายจึงนับเป็นกรรมสิทธิ์ของข้า ข้าเพียงต้องการทุบกำแพงขยายจวนเท่านั้น แต่ทางท่านไฉนส่งคนมาคอยขัดขวางอยู่ร่ำไป ท่านจะให้ข้าเข้าใจว่าอย่างไร?”
หยางเสี่ยวเทียนจงใจอ้างถึงข้อกฎหมายเพื่อกดดันผู้นำสมาคมผังเมืองเบื้องหน้า ขณะอัตยกม้วนกฎหมายจากสมาคมขึ้นแสดงเป็นหลักฐาน
หลินชางปั้นหน้าเคร่งเอ่ยกับคนหนุ่มอายุน้อยตรงหน้า “คุณชายหยางเสิน… ข้า… ข้า…”
ขณะที่หลินหยางกำลังจะกล่าวเสริมผู้เป็นน้องชาย หยางเสี่ยวเทียนก็เอ่ยวาจาขึ้นอีก “ท่านต้องการเงิน ข้าย่อมไม่ตระหนี่ หากท่านรังเกียจว่าหนึ่งร้อยเหรียญทองยังน้อยเกินไป ดังนั้นข้าจึงให้ท่านอีกเจ็ดร้อยเหรียญทอง ข้ามอบให้ท่านไปถึงเจ็ดร้อยเหรียญทองแล้ว ท่านยังต้องการให้ข้าเพิ่มเป็นสามพันหนึ่งร้อยเหรียญทอง”
“เพื่อเรื่องนี้ ข้าจึงมาขอเข้าพบผู้นำสมาคมหลินชาง ผู้ใต้บัญชาของท่านกลับบอกว่าท่านไม่อยู่ที่นี่ แต่ให้ข้าส่งมอบเงินทองออกมาโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นราคาที่ต้องจ่ายย่อมไม่ใช่เพียงเท่านี้แน่”
“ข้าเพียงอยากสอบถามท่านผู้นำสมาคมสักคำ คำว่าเร็วที่สุดของท่านคือเมื่อใด?”
หยางเสี่ยวเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าของเขายิ่งไร้ริ้วคลื่นอารมณ์ใดๆ
หลินชางพลันหัวใจไหวสะท้านด้วยความตึงเครียด ใบหน้าของเขาซีดขาวราวกระดาษ
ในเวลานี้ ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าหยางเสี่ยวเทียนที่อยู่เบื้องหน้าเขานี้คือผู้ใด
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดน้ำเสียงของหยางเสี่ยวเทียน จึงเต็มไปด้วยความไม่พึงใจนัก
สีหน้าของหลินหยางก็เปลี่ยนเป็นน่าเกลียดขึ้นมาเช่นกัน
สมองของน้องชายเขาถูกลาเตะมาหรือไร ไฉนกล้าล่วงเกินหยางเสี่ยวเทียนเช่นนี้!
หนึ่งร้อยเหรียญทองเรียกร้องแล้วก็แล้วไปเถิด!
แต่เจ็ดร้อยเหรียญทองก็ยังรังเกียจว่าไม่มากพอ
ถึงกับจะขู่เข็ญผู้อื่น เรียกเงินทองสามพันหนึ่งร้อยเหรียญทอง!
เขาตัวสั่นด้วยความโกรธ พร้อมสะบัดมือตบหลินชางหนึ่งฉาดจนแทบล้มคะมำ พร้อมผรุสสวาทออกมาอย่างเหลืออด “เจ้ามันสุนัขตาบอด!”
หลินชางถูกพี่ชายทุบตีอย่างแรงจนคล้ายฟ้าสะท้านดินสะเทือน
บุรุษหนุ่มผู้เป็นเจ้าหน้าที่จากสมาคมตระหนกจนแข้งขาอ่อนระทวยล้มลงกับพื้น เขากุมศรีษะโอดครวญกับตนเองในใจ หลังประสบเห็นผู้นำสมาคมถูกกระทำเช่นนั้น ช่วงชีวิตของตนคงต้องจบเพียงเท่านี้แล้วจริงๆ
หลินชางแทบร่ำไห้แล้ว “พี่ใหญ่ ข้าไม่รู้ว่าคุณชายน้อยท่านนี้คือหยางเสิน ข้าไม่รู้จริงๆ”
ให้ฟ้าดินจงเป็นพยาน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเด็กน้อยผู้นี้เป็นใคร หากรู้ เขาหรือจะกล้ายั่วยุแลคิดเอาเปรียบหยางเสี่ยวเทียนได้
หยางเสี่ยวเทียนคนนี้ เป็นถึงเทพผู้ไม่เกรงกลัวสิ่งใด กล้าเตะแม้กระทั่งองค์หญิงสี่เฉิงเป้ยเป้ย ร่างลอยออกไปจนบาดเจ็บ
และเขายังกล้ากระทำเช่นนั้นกับนางถึงสองครั้งสองครา แม้นจะรู้เบื้องหลังนางดี
ซึ่งครั้งสุดท้าย ยังหนักกว่าทุกครั้งที่นางเคยโดน และหากนางยังมิยอมลดละกับเขาอีก คนอย่างหยางเสี่ยวเทียนก็มิหวั่นที่จะลงมือกับนางเช่นกัน
ยิ่งกับเขา ที่เป็นเพียงผู้นำสมาคมผังเมืองตัวเล็กๆ เขาแทบไม่กล้าจินตนาการเลย ว่าหยางเสี่ยวเทียนผู้นี้จะจัดการกับเขาอย่างไร
หลินชางแทบอยากจะร้องไห้ แม้นไม่มีน้ำตา แต่ความรู้สึกทุกอย่างมันแน่นติดอยู่ในทรวงกระทั่งพรั่งพรูออกมาไม่ไหว
ก่อนจะลงเอยเช่นนี้ เขาให้คนของเขาสอบถามเจ้าของจวนสองฝั่งนั้น ว่าใครเป็นผู้กว้านซื้อ ซึ่งคำตอบที่พวกเขาได้ คือคนจากเมืองอื่นที่เพิ่งย้ายเข้าอยู่เมืองเสินเจี้ยนใหม่
ใครจะรู้ว่าคนที่ว่านั้น คือจอมปีศาจหยางเสี่ยวเทียน