เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 128 เขาไม่คู่ควรเป็นผู้อาวุโสของตำหนักกระบี่

บทที่ 128 เขาไม่คู่ควรเป็นผู้อาวุโสของตำหนักกระบี่

บทที่ 128 เขาไม่คู่ควรเป็นผู้อาวุโสของตำหนักกระบี่


จางจิงหรงกล่าวแทรกอย่างตื่นเต้น “เจ้าเมืองเสินเจี้ยนมั่นใจว่าหยางเสี่ยวเทียนผู้นี้ ต้องเป็นวิญญาจารย์อันดับหนึ่ง ของอาณาจักรเสินไห่ภายในเวลาสิบปีได้อย่างแน่นอน!”

แม้นางจะพยายามอย่างหนักเพื่อสงบสติอารมณ์แลควบคุมริมฝีปากบางอันสั่นไหว แต่ไม่ว่านางจะพยายามมากขนาดไหน ก็มิอาจอดกลั้นความรู้สึกชื่นชมในใจไว้ได้

“หยางเสี่ยวเทียนคนนี้น่าทึ่งมากจริงๆ” จางจิงหรงกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาเปล่งประกาย

นางยกมือขึ้นประสานแนบแก้มซ้ายพลางกล่าวว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าสำนักจะเคารพเขาและเต็มใจที่จะติดตามเขา”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรทำอย่างไรต่อไปดี” เฉินอี้ซานถามเลี่ยวคุน

ในบรรดาศิษย์สำนักดาบสีชาดที่ยังเหลือรอดห้าคน เลี่ยวคุนเป็นผู้แข็งแกร่งแลเป็นผู้ที่ทั้งสี่ให้ความนับถือมากสุด ทั้งยังมีความสามารถโดดเด่นกว่าใคร

หากสำนักดาบสีชาดไม่ถูกทำลาย เลี่ยวคุนผู้เป็นอัจฉริยะวัยเยาว์ มาตรว่าเขาต้องเป็นเจ้าสำนักคนต่อไปเป็นแน่

“เจ้าสำนักมีความเมตตาต่อข้าตั้งแต่ได้พบหน้า แล้วข้าเป็นเพียงผู้เดียวที่เจ้าสำนักไว้ใจมากที่สุด ในเมื่อเจ้าสำนักคิดเช่นไร ข้าก็ขอติดตามเจ้าสำนัก” เลี่ยวคุนพึมพำ

คนอื่นๆ อีกหลายคนก็พยักหน้าเช่นกัน

หลายปีนับจากนี้สืบไป เลี่ยวคุนและจางจิงหรง จะได้รู้ว่าการตัดสินใจของพวกเขาในวันนี้นั้นปราดเปรื่องมากแค่ไหน หากได้มองย้อนกลับมานึกถึงเรื่องราว ณ เพลานี้

อีกด้านหนึ่ง เมื่อหยางเสี่ยวเทียนหลอมโอสถวิญญาณสี่ประการระดับนิรันดร์เม็ดที่สามสำเร็จ หลัวชิง อัตและอาลี่ ก็ต่างเดินทางกันกลับมาทีละคน กระทั่งพร้อมหน้า

ทั้งสามทำตามความหวังของหยางเสี่ยวเทียนได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยซื้อทาสกลับมาเป็นจำนวนหลายคน ซึ่งทาสเหล่านั้นล้วนอยู่ในขั้นนักยุทธ์ระดับสิบขั้นปลาย มีทั้งหมดสามสิบเจ็ดคน

หยางเสี่ยวเทียนใช้เงินเกือบแปดหมื่นเหรียญทอง ซื้อทาสเหล่านี้กลับมาได้ทั้งหมดสามสิบเจ็ดคน

ครั้นหยางเสี่ยวเทียนตรวจสอบทาสทั้งหมดสามสิบเจ็ดคนนี้โดยละเอียด สีหน้าเขาก็บ่งบอกถึงความพึงพอใจเป็นอย่างมาก

แม้ทาสทั้งสามสิบเจ็ดคนตรงหน้า จะไม่อาจเทียบเท่าอัต อาลี่ และหลัวชิงได้ แต่ก็มีคนที่มีรากฐานการฝึกฝนไม่เลว ทั้งในด้านวิญญาณยุทธ์และวรยุทธ ต่อให้ผู้มีฝีมือน้อยมากก็ยังนับว่าคุ้มค่า

จากนั้น หยางเสี่ยวเทียนก็หยิบคัมภีร์เคล็ดวิชาหลายเล่มที่ได้มาจากถ้ำหงเฟิง ส่งต่อให้กับคนสามสิบเจ็ด เพื่อให้พวกเขานำไปฝึกฝน

พร้อมกับได้มอบโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์ส่วนหนึ่ง ให้แก่คนทั้งสามสิบเจ็ดเหล่านั้น

ซึ่งแน่นอน ว่าก่อนที่หยางเสี่ยวเทียนจะมอบคัมภีร์เคล็ดวิชาพร้อมกับโอสถแก่คนเหล่านั้น เขาก็ยังไม่ลืม ที่จะให้คนทั้งสามสิบเจ็ดกลืนยาพิษควบคุม

นั่นเพราะว่าตอนนี้ หยางเสี่ยวเทียนมีความลับมากเกินไป จึงมีเพียงวิธีเดียวที่จะสามารถควบคุมให้ผู้คนเหล่านั้นจงรักภักดี และเพื่อสอดส่องดูแลได้สะดวก

หลังทาสเหล่านั้นกลืนโอสถสร้างฐานวิญญาณระดับสวรรค์เพื่อฝึกฝน หยางเสี่ยวเทียนก็เรียก หลัวชิงไปพบที่จวนหลัก

ไม่นานจากนั้นหลัวชิงก็มาถึง หยางเสี่ยวเทียนไม่รีรอพลันหยิบโอสถวิญญาณสี่ประการระดับนิรันดร์ออกมากางบนฝ่ามือทันที

“โอสถวิญญาณสี่ประการระดับนิรันดร์!” หลัวชิงอุทานด้วยความตกใจ เมื่อเห็นโอสถที่ส่องประกายอยู่ในมือหยางเสี่ยวเทียน

“ถูกต้อง มันคือโอสถวิญญาณสี่ประการระดับนิรันดร์” หยางเสี่ยวเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มแล้วยื่นมันให้หลัวชิง

จากนั้นเขากล่าวว่า “เจ้าจงกลืนมันลงไปแล้วฝึกฝน ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นบรรพจารย์ยุทธ์ได้หรือไม่”

หลัวชิงมองดูโอสถวิญญาณสี่ประการระดับนิรันดร์ในมือเขา ขณะหัวใจพลางเต้นระรัว ด้วยคาดไม่ถึงพร้อมตะลึงไปกับใจกว้างของเขา โอสถอันล้ำค่านี้ นายน้อยเตรียมไว้ให้เขากลืนเพื่อฝึกฝนจริงๆ นะหรือ

เขามองไปยังหยางเสี่ยวเทียน แล้วโค้งคำนับด้วยความซึ้งใจเป็นที่สุด “นายน้อยไม่ต้องกังวล ด้วยโอสถเม็ดนี้ ข้าต้องสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นบรรพจารย์ยุทธ์ได้อย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะไม่มีโอสถวิญญาณสี่ประการระดับนิรันดร์ เขาก็ยังสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นบรรพจารย์ยุทธ์ได้ภายในหนึ่งเดือนอย่างแน่นอน แต่เมื่อเขามีโอสถเม็ดนี้ เขาก็มั่นใจในการทะลวงครั้งนี้มากขึ้น

“ดีมาก!” หยางเสี่ยวเทียนพยักหน้าขณะแย้มยิ้ม

ก่อนหลัวชิงจากไป หยางเสี่ยวเทียนได้หยิบยาพิษควบคุมออกมาห้าเม็ดแล้วยื่นให้เขา โดยกล่าวว่า “เจ้ามอบยาทั้งห้าเม็ดนี้ให้กับเลี่ยวคุน และอีกสี่คน หากพวกเขาทั้งห้าเต็มใจยอมติดตามข้า ก็ให้พวกเขากลืนยา แต่หากไม่ข้าก็มิได้บังคับฝืนใจ”

หลัวชิงพลางมีสีเคร่งเครียดด้วยกังวล เกรงว่ากลุ่มของเลี่ยวคุนอาจตัดสินใจพลาดหากไม่ขอติดตามนายน้อย เขาใคร่ครวญอยู่ครู่ แล้วตอบกลับด้วยเคารพ

“ไม่ต้องกังวลนายน้อย ข้าจะพยายามโน้มน้าวเลี่ยวคุน และคนอื่นๆ ให้ตัดสินใจแลกลืนมันด้วยความเต็มใจได้แน่นอน” หลังจบประโยคเขาก็ถอยกลับออกไปทันที

ณ สำนักเสินเจี้ยน

เวลานี้เอง หยางจงวิ่งปรี่ขณะร้องไห้เข้าหาเฉิงเป้ยเป้ยและหูซิง ซึ่งทั้งคู่กำลังสนทนากันยังลานฝึกที่เรือนพักของหูซิง

“ศิษย์พี่หญิง ศิษย์พี่ใหญ่หู หยางเสี่ยวเทียนช่างเหิมเกริมยิ่งนัก”

เขาสูดหายใจเก็บกลั้นอารมณ์อยู่ครู่ แล้วเล่าเรื่องราวต่อ “เขาใช้กำลังทำตามอำเภอใจ บุกเข้าไปในหมู่บ้านสกุลหยาง แล้วทำร้ายพ่อของข้าจนบาดเจ็บสาหัส ทั้งที่พ่อข้าเป็นลุงแท้ๆ ของเขา”

“จริงๆ แล้วข้ารับรู้มาโดยตลอดว่าเขาเป็นคนโหดเหี้ยมมาก แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะทำการชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้!”

“ศิษย์พี่หญิง ศิษย์พี่ใหญ่หู ได้โปรดทวงความเป็นธรรมให้ข้าผู้นี้ด้วย”

ครั้นได้ยินสิ่งนี้ สีหน้าหูซิงก็พลันมืดลง “เจ้าคนต่ำช้านั่น มันไม่คู่ควรเป็นผู้อาวุโสของตำหนักกระบี่แม้แต่น้อย!”

“ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าทางสำนักตั้งกฎเช่นนี้ขึ้นมาตั้งแต่แรกได้อย่างไร ผู้ที่หยั่งรู้ศิลากระบี่ได้มากถึงสามสิบเล่ม จะได้รับตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสของตำหนักกระบี่ กฎเกณฑ์เช่นนี้เหลวไหลสิ้นดี”

น้ำเสียงเฉิงเป้ยเป้ยก็ดูจะไม่พอใจเช่นกัน “เจ้าซื่อบื้อหยางเสี่ยวเทียน เป็นแค่วิญญาจารย์ขั้นนักยุทธ์ ไม่สามารถเอาชนะข้าได้ด้วยซ้ำ แล้วเขามีคุณสมบัติอะไรมารับตำแหน่งผู้อาวุโสของตำหนักกระบี่”

เฉิงเป้ยเป้ยมีความสามารถเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์ชั้นปีหนึ่ง ทั้งพลังยุทธ์ของนางยังอยู่ในขั้นนักยุทธ์ระดับสิบขั้นปลายอีกต่างหาก

ด้วยสถานะเช่นนี้ นางย่อมมีสิทธิ์โอหังเป็นธรรมดา

จบบทที่ บทที่ 128 เขาไม่คู่ควรเป็นผู้อาวุโสของตำหนักกระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว