เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 104 ผู้อาวุโสทั้งห้าแห่งตำหนักกระบี่

บทที่ 104 ผู้อาวุโสทั้งห้าแห่งตำหนักกระบี่

บทที่ 104 ผู้อาวุโสทั้งห้าแห่งตำหนักกระบี่ 


เพียงตำหนักเดียวทั้งสำนัก ก็กินพื้นที่เขาทั้งลูกส่งภาพโดยรวมของตำหนักกระบี่ มีความยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจสมคำล้ำลือดั่งที่ใครก็โหยหาเกียรติแลตำแหน่งการเป็นจ้าวตำหนัก ครั้นมองจากระยะไกล ความใหญ่โตโอฬารของมันยิ่งทำให้ใจเขาสะท้านสั่นด้วยตื่นเต้น

และทางเข้าตำหนัก ต้องเดินขึ้นบันไดยาวจากเชิงเขานี้เท่านั้น

“หลินหยงมีเรื่องต้องพบผู้อาวุโสทั้งห้า” หลังมาถึงซุ้มประตูใหญ่ยังทางเข้า หลินหยงก็ยืนหยุดนิ่งก่อนแผดเสียงดังกังวาน

ณ โถงกลางตำหนักกระบี่

เฉินฉางชิงและอีกสี่คนที่กำลังศึกษาวิถีกระบี่สูงสุด ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงอันน่ารำคาญของหลินหยง ซึ่งมารบกวนในยามนี้ พานทำให้หนึ่งในผู้อาวุโสทั้งห้าอารมณ์มิดีนัก

“มีอะไรก็รีบกล่าวออกมา อย่ามัวชักช้าเสียเวลาน่ารำคาญ” เหอเล่อเกรี้ยวกราดพลางกระแทกเสียงแทรกผ่านบานประตูหนาออกไปจากในตำหนัก

หลินหยงยิ้มเจื่อนอย่างขมขื่น แต่เขานั้นคุ้นเคยกับอารมณ์ฉุนเฉียวของผู้อาวุโสเหอเล่อมาช้านานแล้ว ดังนั้นจึงมิได้สนใจนัก

ก่อนหลินหยงจะเผยปากกล่าวอย่างตรงไปตรงมามิมีอ้อมค้อมว่า “ที่หลินหยงมารบกวนผู้อาวุโสทั้งห้าในครานี้ เพราะมีศิษย์ผู้หนึ่งของสำนักสามารถหยั่งรู้ศิลากระบี่ได้ทั้งสิบเล่ม จึงนำทางเขามาคารวะผู้อาวุโสทั้งห้า”

เฉินฉางชิงและอีกสี่คนหยุดการกระทำทุกอย่างในมือลงทันที

“หลังจากผ่านไปหลายทศวรรษ ในที่สุด ก็มีศิษย์ผู้สามารถหยั่งรู้ศิลากระบี่ได้มากถึงสิบเล่มแล้ว” ในโถงกลางยามนี้ เฉินฉางชิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงปิติยินดียิ่ง

“ข้าอยากรู้นัก ว่าเป็นศิษย์ฝ่ายในคนใดกัน” จากนั้นเขาก็เอ่ยปากถามต่อ

“เขามิใช่ศิษย์ฝ่ายในของสำนัก แต่เป็นศิษย์ฝ่ายนอกปีหนึ่งของสำนักขอรับ” หลินหยงตอบคำถามอย่างรวดเร็ว

“อะไรนะ ศิษย์ปีหนึ่งงั้นรึ!” เฉินฉางชิงและเหอเล่ออุทานขึ้นเกือบจะพร้อมกันในทันที ไม่ช้าร่างทั้งห้าก็ทะยานปราดออกจากโถงกลางด้านในตำหนัก พร้อมกับคลื่นของปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่พุ่งออกมา

หยางเสี่ยวเทียนรู้สึกเพียงสายลมพลันวูบปะทะใบหน้า ก่อนร่างผู้อาวุโสทั้งห้าจะปรากฏกายยืนนิ่งต่อหน้าเขา

ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งห้าคน ประกอบด้วยบุรุษสี่และสตรีหนึ่ง แววตาของทั้งห้าพลันจับจ้องมองดูหยางเสี่ยวเทียนด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

“เจ้าหมายความว่า เด็กคนนี้ใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนเพื่อหยั่งรู้ศิลากระบี่ทั้งสิบเล่มอย่างนั้นหรือ” เฉินฉางชิงถามหลินหยงเสียงเข้ม

เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วตั้งแต่สำนักเริ่มทำการเรียนการสอน เฉินฉางชิงพร้อมทั้งคนอื่นๆ ต่างเข้าใจไปเองว่าหยางเสี่ยวเทียน ใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนเพื่อหยั่งรู้ศิลากระบี่ทั้งสิบเล่ม

เพียงหนึ่งเดือน กับศิลากระบี่สิบเล่ม! ความเร็วเช่นนี้ จึงมิแปลกที่จะทำให้เฉินฉางชิงและอีกสี่คนถึงกับตกใจพุ่งพรวดออกมา

เฉินฉางชิงเคยอวดอ้างว่าตนนั้นมีทักษะการหยั่งรู้ศิลากระบี่ที่เป็นเลิศ กระนั้นแล้วเขายังต้องใช้เวลามากถึงเจ็ดปี กว่าจะหยั่งรู้ศิลากระบี่ได้สิบเล่ม แต่เด็กคนนี้นั้นใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนกลับสามารถเทียบเท่ากับเขาเจ็ดปี แล้วจะมิให้เขาตกใจได้อย่างไรกัน

หลินหยงส่ายหัวพลางกล่าวว่า “ผิดแล้ว อันที่จริงเขาใช้เวลาเพียงสี่วันในการหยั่งรู้ทั้งสิบศิลากระบี่เท่านั้น”

ห่ะ!  สี่วัน!

ครั้นได้ยินดังนั้น เฉินฉางชิง เหอเล่อ และอีกสามคน ยืนแสบสะท้านไปทั้งทรวงราวกับถูกอัสนีศักดิ์สิทธิ์เก้าสวรรค์ ฟาดกระหน่ำพวกเขาอย่างมิปรานี

“ไม่ เป็นไปไม่ได้!” เรื่องน่าเหลือเชื่อเช่นนี้ ทำเหอเล่อแทบเส้นลมปราณแตกสลาย มือไม้พลางสั่นอย่างอ่อนแรง

“สี่วันหรือ เจ้าจะบอกว่าเขาหยั่งรู้ในสี่วันเองกระนั้นเรอะ” เหอเล่อกล่าวน้ำเสียงแหบแห้ง

แม้พวกเขาจะรู้อยู่เต็มอก ว่าหลินหยงมิได้ตลกกับเรื่องนี้แต่อย่างใด ทว่า เฉินฉางชิง และคนอื่น ๆ ก็ยังคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ มันจะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร

“เด็กน้อย เจ้าช่วยแสดงให้เราได้เห็นอย่างถนัดชัดตาทีว่า เพลงกระบี่จากศิลาทั้งสิบเล่มที่เจ้าหยั่งรู้มานั้น มันเป็นอย่างไร” เฉินฉางชิงมองไปที่หยางเสี่ยวเทียน เด็กน้อยผู้มีใบหน้าขาวบริสุทธิ์ ท่าทีดูนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหยกตรงหน้าเขา

เขาพยายามควบคุมอารมณ์ให้ได้มากที่สุดขณะสบตากับหยางเสี่ยวเทียน แต่เสียงของเขาที่มิได้เปล่งออกมานับหลายสิบปียามนี้กลับสั่นเครือ

หยางเสี่ยวเทียนพยักหน้า แล้วบิดตัวเยื้องย่างไปยังพื้นที่โล่งกว้างหน้าตำหนักกระบี่ ครั้นเมื่อบรรลุถึง เขาจึงชักกระบี่แล้วร่ายรำออกไปอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้น ปราณกระบี่อันน่าทึ่ง ก็เปล่งแสงแรงกล้าราวกับสุริยันที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้เป็นเถ้าถ่าน ปรากฏออกมาประจักษ์ชัดต่อสายตาเหล่าผู้อาวุโสทั้งห้ายังเบื้องหน้าทันที

สิ่งที่หยางเสี่ยวเทียนกำลังแสดงอยู่นี้ คือ “เพลงกระบี่ระพีแผดเผา” เคล็ดวิชาจากศิลากระบี่เล่มแรก หากมองจากระยะไกล แสงของปราณกระบี่ดูสว่างไสวขึ้นๆ ลงๆ ประหนึ่งดวงสุริยันอันแข็งแกร่งแลทรงพลังยิ่ง

คราได้ประสบกับเพลงกระบี่ระพีแผดเผาของหยางเสี่ยวเทียน ดวงตาของเฉินฉางชิงพร้อมทั้งสี่คนก็สั่นไหว

“ขั้นฉลาดล้ำเลิศ!”

เดิมที พวกเขาต่างคิดว่าหยางเสี่ยวเทียนนั้น เพิ่งหยั่งรู้เคล็ดวิชาจากศิลากระบี่ได้หมาดๆ คงมิอาจแสดงพลังได้มากเท่าไรนัก

แต่ยามนี้ กลับต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ไปมิใช่น้อย เพราะเพลงกระบี่ระพีแผดเผาของหยางเสี่ยวเทียนที่ร่ายรำออกมานั้น ได้ฝึกฝนจนบรรลุขั้นฉลาดล้ำเลิศแล้ว

มิเพียงผู้อาวุโสทั้งห้าเท่านั้น แต่หลินหยงและเฉินหยวนต่างก็ตะลึงลานเช่นกัน เนื่องด้วยมิคาดคิดว่าหยางเสี่ยวเทียนจะฝึกฝนเพลงกระบี่ระพีแผดเผา จนบรรลุขั้นฉลาดล้ำเลิศได้ในเวลาเพียงสี่วันเท่านั้น

เพียงหนึ่งถ้วยชา หยางเสี่ยวเทียนก็จบกระบวนท่าของเพลงกระบี่ระพีแผดเผา ไม่ถึงอึดใจก็ใช้กระบวนท่าต่อไปทันที “เพลงกระบี่จันทราเยือกแข็ง”

เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้ากระจ่างใสเบื้องบน แม้นจะเป็นยามกลางวันที่แสงแดดนั้นแรงกล้า แต่หิมะสีขาวกลับร่วงหล่นลงมาอย่างน่าประหลาดใจยิ่ง

ท่ามกลางปราณกระบี่น้ำแข็งที่โปรยปรายหิมะอันหนาวเหน็บ กลับมีพระจันทร์ลอยเด่นอยู่เหนือฟากฟ้าเบื้องหน้า แผ่กลิ่นอายเย็นเฉียบออกมาประหนึ่งเป็นเหมันต์ฤดู

เฉินฉางชิงและคนอื่นๆ ต่างเบิกตาทึ่งตกใจจนมิสอดคล้องกัน เพลงกระบี่นี้ก็บรรลุถึงขั้นฉลาดล้ำเลิศอีกแล้วงั้นรึ!

จบบทที่ บทที่ 104 ผู้อาวุโสทั้งห้าแห่งตำหนักกระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว