เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 86 เจ้าจะรับกระบี่ของข้า ได้ถึงสามกระบวนท่ารึไม่

บทที่ 86 เจ้าจะรับกระบี่ของข้า ได้ถึงสามกระบวนท่ารึไม่

บทที่ 86 เจ้าจะรับกระบี่ของข้า ได้ถึงสามกระบวนท่ารึไม่


ระหว่างทุกคนกำลังเคลื่อนไหวร่างอย่างรีบร้อน จู่ๆ ปราณกระบี่อันน่าอัศจรรย์อีกอันก็ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกหน

ซึ่งครั้งนี้นั้น กลิ่นอายจากปราณกระบี่ที่แผ่ขยายออกมา ทั้งสว่างจ้าและความเข้มข้นสูงจนทำให้ผู้ถูกมันสัมผัส ถึงขั้นเวียนศีรษะไปตามๆ กัน

ขณะนี้หลินหยงและเฉินหยวนต่างหัวใจสั่นไหวแทบกระดอนออกจากทรวงอก ทั้งสองเริ่มมุ่งหน้าด้วยความเร็วเพิ่มอีกเท่าตัวเพราะเกรงจะไม่ทันเห็น

ลำแสงที่พุ่งทะยานออกมาจากศิลากระบี่ บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญในเคล็ดวิชา ซึ่งดูจากความเข้มข้นของแสงในครั้งนี้ อย่างต่ำก็คงบรรลุขั้นสำเร็จเล็กน้อยเท่านั้น จึงจะสามารถแสดงปราณกระบี่ได้เช่นนี้

สำนักเสินเจี้ยนแห่งนี้ก่อตั้งมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว แม้จะมีศิษย์หลายคนที่สามารถหยั่งรู้เคล็ดวิชาในศิลากระบี่ได้ แต่ก็ไม่เคยมีศิษย์คนใดสามารถบรรลุขั้นสำเร็จเล็กน้อยได้ทันทีหลังจากเข้าใจมัน

หูซิง เกาลู่ เฉิงเป้ยเป้ย และคนอื่นๆ ต่างเริ่มรู้สึกถึงความหวาดหวั่น เมื่อเห็นปราณกระบี่กำลังทยอยสว่างขึ้นบนเวหาเป็นระยะๆ

ขณะนี้ ไม่เพียงแค่หลินหยงและเฉินหยวนเท่านั้นที่เร่งฝีเท้า แต่ทุกคนก็เร่งความเร็วขึ้นเช่นกัน

เพียงไม่กี่อึดใจ พวกเขาก็มาถึงจัตุรัสร้อยกระบี่พร้อมกัน

ทันทีที่มาถึง สายตาทุกคู่ก็สอดส่องหาว่าผู้ใดยืนอยู่ใจกลางจัตุรัส ก่อนจะเห็นร่างผอมเพียวของคนผู้หนึ่ง ยืนจดจ้องหน้าศิลากระบี่เล่มแรกในจัตุรัสร้อยกระบี่

หูซิง เกาลู่ เฉิงเป้ยเป้ย หยางจง เซี้ยฉู่ เฉินปิงเหยา พร้อมคนอื่นๆ เบิกตาโพลงหลังเห็นร่างนั้นชัดเจนจนรู้ว่าเป็นใคร ทำให้พวกเขาทุกคนชะงักนิ่งตกตะลึงราวถูกอัสนีฟาดใส่กลางหัวใจอย่างรุนแรง

“เขาเองรึ!” ทั้งหูซิงและเฉิงเป้ยเป้ยโผงขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พวกเขาทั้งคู่ต่างวิ่งมาด้วยความหวัง กระทั่งบัดนี้ ร่างกายแข็งทื่อไม่ต่างจากถูกสาดด้วยน้ำเย็นจนชาทั้งตัว

เมื่อซูหลี่เห็นอากัปกิริยาที่แปลกไปของพวกเขา ขณะยืนอ้าปากค้างกว้างแทบสามารถยัดลูกท้อได้ทั้งผล เขาก็พลางอดถามไม่ได้

“เขาเป็นใครงั้นรึ”

“หยาง เสี่ยว เทียน!” ริมฝีปากบอบบางอมชมพูของเฉิงเป้ยเป้ย พ่นนามนั้นออกมาทีละคำ

อย่างสั่นเครือ

หูซิงมองหยางเสี่ยวเทียนผู้ยืนอยู่หน้าศิลากระบี่ด้วยแววตาอิจฉาเป็นที่สุด ริษยาเป็นที่สุดจวนควบคุมไม่ไหว

เพราะไม่มีศิษย์คนใดสามารถบรรลุขั้นสำเร็จเล็กน้อยได้ทันที หลังหยั่งรู้เคล็ดวิชาในศิลากระบี่ด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

แต่หยางเสี่ยวเทียนกลับทำได้จริงๆ!

มันบังเอิญว่าบุคคลนี้คือ หยางเสี่ยวเทียนที่เขาชิงชังหนักหนาเท่านั้นเอง

“เขานั่นเอง!” ซูหลี่รู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินว่าบุคคลนั้นคือหยางเสี่ยวเทียน เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าศิษย์ที่หยั่งรู้ศิลากระบี่ตรงนั้นจะเป็นหยางเสี่ยวเทียน ทั้งยังเป็นศิษย์ใหม่ของสำนักเสินเจี้ยนอีกต่างหาก

ซูหลี่เพ่งมองหยางเสี่ยวเทียน ขณะเขายืนนิ่งด้วยจิตใต้สำนึกจมสู่ยังโลกแห่งปราณกระบี่ของศิลาไปโดยสมบูรณ์ หัวใจของซูหลี่พลันสั่นระรัวพร้อมเคลื่อนตัวก้าวเท้าเข้าหาหยางเสี่ยวเทียนเรื่อยๆ

เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวนี้ เกาลู่ก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อขว้างความคิดอันชั่วร้ายของซูหลี่ ร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“ซูหลี่! เจ้าจะทำอะไร!”

เกาลู่รู้ดีว่าตอนนี้ หยางเสี่ยวเทียนกำลังใช้สัมผัสทางจิตวิญญาณหยั่งรู้อยู่ในโลกแห่งปราณกระบี่ ซึ่งต้องมิให้ผู้ใดขัดจังหวะเป็นอันขาด

หากถูกขัดจังหวะสำคัญนี้แล้วไซร้ ครั้งต่อไปจะยากต่อการหยั่งรู้ศิลากระบี่มากขึ้น

ในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น ปราณกระบี่อาจส่งพลังย้อนกลับ ทำลายสัมผัสทางจิตวิญญาณจนมิอาจหยั่งรู้ได้อีก

แม้เขาจะไม่ชอบหยางเสี่ยวเทียนเช่นกัน แต่การจะกระทำนี่ ถือเป็นเรื่องที่มิอาจให้อภัยได้

หากสำนักเสินเจี้ยนมีโอกาสสร้างอัจฉริยะนักกระบี่เช่นนี้ เขาจะยอมให้ผู้อื่นมาขัดจังหวะอัจฉริยะเยี่ยงหยางเสี่ยวเทียนได้อย่างไรกัน

พอเขาเห็นเกาลู่ออกมาขวาง ซูหลี่ก็ยิ้มอย่างไร้เจตนาร้ายและกล่าวว่า

“อาจารย์เกา อย่าได้กังวลไป ข้ามิได้มีเจตนาร้ายต่อเขา เรามาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับศิษย์ใหม่เท่านั้น แต่เนื่องจากหยางเสี่ยวเทียนเป็นศิษย์ใหม่ ข้าเพียงต้องการแลกเปลี่ยนความรู้กับเขาสักสองสามกระบวนเท่านั้นเอง คำขอนี้คงไม่มากเกินไปกระมัง”

กล่าวจบ จู่ๆ ซูหลี่ก็ชักกระบี่ออกมาแล้วฟาดมันไปทางหยางเสี่ยวเทียนทันที โดยมิรอฟังคำค้านใดๆ จากเกาลู่เลย

“หยางเสี่ยวเทียน ข้าคือซูหลี่จากสำนักเสินไห่ เพลงกระบี่ของข้ามิเป็นรองผู้ใดในรุ่นเดียวกัน ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะรับมือกระบี่ของข้าได้ถึงสามกระบวนท่ารึไม่!”

เกาลู่ไม่คิดว่าซูหลี่จะลงมือกะทันหันเช่นนี้ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป รีบปลดปล่อยปราณฝ่ามือออกไปหมายสกัด หมายจะขัดขวางปราณกระบี่จากซูหลี่

ทว่า เขากลับช้าไปเพียงอึดใจ ทำให้ฝ่ามือนั้นมิอาจสกัดกั้นปราณกระบี่ของซูหลี่ที่ห่างจากตัวหยางเสี่ยวเทียนไม่กี่สิบจั้งได้ทัน ซึ่งมันยังคงโถมเข้าหาหยางเสี่ยวเทียนอย่างรวดเร็ว

แต่ทันใดนั้น ปราณกระบี่ของหยางเสี่ยวเทียนก็ระเบิดออกมาจากสรรพางค์กาย ปิดกั้นปราณกระบี่ของซูหลี่ทันที

แม้นหยางเสี่ยวเทียนจะไม่เป็นอะไร แต่นั่นทำให้การแตกฉานในศิลากระบี่ถูกขัดขวาง

หยางเสี่ยวเทียนเบิกตาขึ้นพร้อมนัยน์ตาลุกวาวแฝงเจตนาฆ่ารุนแรง ขณะชายหางตาอันเย็นยะเยียบมองซูหลี่ ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่สมควรตาย

เมื่อซูหลี่เห็นว่าตนขัดจังหวะหยางเสี่ยวเทียนได้สำเร็จ ใบหน้าก็พานสำราญหนักหนา เขาคว้าด้ามกระบี่กระชับแน่น แล้วกระแทกฝ่าเท้าลงพสุธาเหินเวหาขึ้นสูงลิ่ว ก่อนร่ายรำปราณกระบี่ฟาดลงมาหาหยางเสี่ยวเทียนอีกครา

“กระบวนท่าที่สอง!”

ปราณกระบี่ที่กำลังทะลวงลงมานั้น ส่องสว่างสุกสกาว

“เพลงกระบี่อรชร!”

ซึ่งเพลงกระบี่อรชร เป็นวรยุทธกระบี่ที่มีพลังโจมตีขั้นรุนแรงสุดในบรรดาวรยุทธภาคบังคับปีหนึ่งของสำนักเสินไห่

อีกทั้ง ซูหลี่ยังได้ฝึกฝนมันจนบรรลุขั้นวรยุทธไร้เทียมทานแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจินตนาการถึงพลังอันมหาศาลของมันเลย

ครั้นเห็นคู่ต่อสู้พุ่งเข้าหาตนด้วยปลายกระบี่แหลม หยางเสี่ยวเทียนก็ไม่รีรอพลันยกขาขึ้นเตะสวนออกไปทันทีตามสัญชาตญาณ

ความเร็วของเพลงเตะนี้ ทำให้ซูหลี่ไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำว่าหยางเสี่ยวเทียนแสดงกระบวนท่าตอนไหน กว่าเขาจะตอบสนอง ก็ถูกสกัดไม่ต่างจากร่างกระแทกโดนเสาหินแข็ง ฟาดเข้าหน้าท้องอย่างหนักหน่วง

บูม!

ซูหลี่เด้งตัวงอราวกุ้งย่างมิมีผิด

ร่างเขาถูกเตะรุนแรง จนลอยละลิ่วออกนอกจัตุรัสร้อยกระบี่ทันที ระหว่างอยู่กลางอากาศปากก็พ่นเลือดออกมาอย่างน่าอับอาย

หยางเสี่ยวเทียนดึงเท้ากลับมาเนิบนาบ แต่แววตาพลันประกายแสงเย็นเฉียบหนาวจับยันกระดูกสันหลัง

จบบทที่ บทที่ 86 เจ้าจะรับกระบี่ของข้า ได้ถึงสามกระบวนท่ารึไม่

คัดลอกลิงก์แล้ว