เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 62 กระบี่อยู่ที่ใจ

บทที่ 62 กระบี่อยู่ที่ใจ

บทที่ 62 กระบี่อยู่ที่ใจ


ปฏิกิริยาเฉินหยวนแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน ใบหน้าเขาซีดเซียวลงเต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่ง

ขณะที่หลินหยง เฉินหยวน และคนอื่นๆ ยืนตะลึงงันดั่งตกอยู่ในห้วงภวังค์ความฝันอันน่าเหลือเชื่อ หยางเสี่ยวเทียนก็โผงตัวไปพร้อมกระบี่ในมือ โจมตีเซี้ยฉู่ทันที

ทันใดนั้น ร่างของเซี้ยฉู่ก็เหินขึ้นไปบนอากาศ ลอยละลิ่วราวกับว่าวที่ขาดเชือก พร้อมปลิวออกจากสนามประลองอย่างไว

บูม!

ไม่ช้า ร่างของเซี้ยฉู่ก็ตกลงมากระแทกเข้ากับพื้นอย่างรุนแรง ปฐพีแตกระแหงสั่นสะเทือน เศษหิน ดิน กระเบื้องกระจายเป็นชิ้นๆ ทำฝุ่นคละคลุ้งกลบร่างจนเห็นเพียงเลือนลาง

เฉิงเป้ยเป้ย หยางจง หูซิงและคนอื่นๆ ยืนมองตาค้างนิ่งไม่อาจกระพริบลง พลางอ้าปากอย่างเหลือเชื่อ

แม้แต่เกาลู่เองก็ตกตะลึงเช่นกัน เพราะไม่นานมานี้ เขาเพิ่งประสบเห็นเพลงกระบี่ของหยางเสี่ยวเทียนที่ฝึกในห้อง บรรลุถึงขั้นสำเร็จเล็กน้อยเท่านั้น มิมีทางใช้ปราณกระบี่เช่นนี้ได้แน่

“กระบี่อยู่ที่ใจ! ปราณกระบี่นั้นคล่องแคล่วปราดเปรียว! นี่คือขั้นสมบูรณ์แบบ!” เกาลู่พึมพำกับตัวเอง ในจังหวะที่ทุกคนโดยรอบต่างเงียบสงัด ส่งเสียงเพียงบางเบาดังชัดมากกว่าปกติ

ขั้นสมบูรณ์แบบ!

ศิษย์หลายคนที่ได้ยินดังนั้น ก็พลันหันมองหยางเสี่ยวเทียนด้วยความไม่อยากเชื่อ

“เจ้าฝึกฝนเพลงกระบี่สือซานจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!” เกาลู่แผดเสียงร้องถามออกไปดังลั่น เพราะมันยากที่จะยอมรับข้อเท็จจริงที่อยู่ตรงหน้าได้

“หนึ่งวันก็เพียงพอแล้ว สำหรับบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบ!” หยางเสี่ยวเทียนเหยียดยิ้มให้เกาลู่ขณะกล่าวน้ำคำราบเรียบ

ทันทีที่ได้ยินแลเห็นรอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าเจ้าเด็กคนนี้ เกาลู่ก็พลันยกมือขึ้นกุมหน้าอก ยืนโคลงเคลงราวจะล้ม คล้ายอยากอาเจียนเป็นเลือด

เพื่อบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบ ใช้เพียงวันเดียวก็พองั้นหรือ

เจ้าเด็กเหลือขอนี่ ตั้งใจกล่าวประชดได้เจ็บแสบนัก!

เขาจงใจกล่าวว่าตนสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาเพลงกระบี่สือซาน จนบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้ภายในหนึ่งวันเช่นนี้ เพราะต้องการเพียงถากถางให้อาจารย์เกาลู่โกรธจนกระอักเลือดตายไปเลยหรืออย่างไร

หลินหยงสูดหายใจลึกเข้าเต็มปอด พยายามสงบสติอารมณ์เต็มที่แล้วเอ่ยถามหยางเสี่ยวเทียน “ลูกเอ๋ย เจ้าฝึกฝนเพลงกระบี่สือซานมานานแค่ไหนแล้วงั้นหรือ”

บัดนี้ สีหน้าของหลินหยงอ่อนลงอย่างมากหากเทียบกับเมื่อก่อน ทั้งน้ำเสียงก็นุ่มนวลไม่ระแคะระคายหู ฟังดูเป็นมิตรยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เขายังไม่เชื่อว่าหยางเสี่ยวเทียนจะสามารถฝึกฝนเพลงกระบี่สือซานจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบได้ในวันเดียวจริงๆ

หยางเสี่ยวเทียนรู้ดีว่าหลินหยง เฉินหยวน รวมทั้งคนอื่นๆ ต้องไม่เชื่อในสิ่งที่เขากล่าวออกไปเมื่อครู่ ดังนั้นเขาจึงกล่าวโป้ปดออกไปสีหน้านิ่งเฉย

“ข้าฝึกฝนมาหนึ่งปีแล้ว”

แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น หลังจากฝึกฝนเมื่อคืนนี้ เขามิเพียงฝึกฝนเพลงกระบี่สือซานจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังได้ฝึกฝนเพลงกระบี่สี่ฤดูและเพลงหมัดราชันพยัคฆ์อีกด้วย

“โอ้… นับเป็นเรื่องยากมากที่จะฝึกฝนเพลงกระบี่สือซานให้บรรลุขั้นสมบูรณ์แบบภายในหนึ่งปี!” หลินหยงถึงกับกล่าวชื่นชมออกมาด้วยความประหลาดใจยิ่ง

เพราะคนส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนชีวิต ก็มิอาจฝึกฝนวรยุทธจนบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้

แต่ทว่า หยางเสี่ยวเทียนผู้นี้ กลับสามารถทำได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น นับว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

หลังจากหยางเสี่ยวเทียนได้ยินคำชมของหลินหยง เขาก็ไม่ได้แสดงทีท่าดีใจแต่อย่างใด

หลินหยงกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นอีกครา “เสี่ยวเทียน แม้เจ้าจะฝึกฝนเคล็ดวิชาเพลงกระบี่สือซานจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว แต่อย่าได้นิ่งนอนใจเป็นอันขาด เจ้ายังต้องมุ่งมั่นฝึกฝนเพลงกระบี่สี่ฤดูให้หนัก จนสามารถบรรลุขั้นฉลาดล้ำเลิศก่อนสอบปลายภาคอีกด้วย เข้าใจใช่หรือไม่”

แม้นในใจของหยางเสี่ยวเทียนจะอยากอธิบาย อยากจะบอกกล่าว ว่าตนได้สำเร็จเคล็ดวิชาเหล่านี้แล้ว แต่สุดท้าย เขาก็ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับต่อคำชี้แนะของเจ้าสำนักเท่านั้น

ส่วนทางฝั่งเซี้ยฉู่ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากคนของหูซิงพยุงให้ยืนขึ้น เขายังคงจับตามองหาหยางเสี่ยวเทียนด้วยนัยน์ตาโกรธแค้นไม่ลดละ แม้นสีหน้าก่อนหน้าจะเต็มเปี่ยมความตื่นตกใจ

ซึ่งหยางเสี่ยวเทียนเพียงเหลือบมองเซี้ยฉู่ด้วยสีหน้าแสดงความเกลียดชัง ก่อนเขาเผยยิ้มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ในเมื่อเจ้าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ก็อย่าลืมเดิมพันเสียละ จงไปยังประตูสำนัก แล้วคุกเข่าอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามตามข้อตกลงซะ”

ทันทีที่เซี้ยฉู่ได้ยินดังนั้นก็พลันแข้งขาอ่อนแรง มีใบหน้าซีดเซียวจนเกือบหมดสติ

พอกล่าวคำนั้นจบลง หยางเสี่ยวเทียนก็หันหลังเดินจากไป ตามด้วยกลุ่มคนที่เริ่มทยอยออกจากสนามประลองไปทีละคน ทีละคน

“ช่างน่าเสียดาย” หลินหยงมองตามแผ่นหลังที่กำลังจะลับตาไปนั้น ก่อนก้มหน้าลงส่ายศรีษะด้วยเวทนาสงสาร

พรสวรรค์ด้านกระบี่ของหยางเสี่ยวเทียนนับว่าไม่เลว แต่วิญญาณยุทธ์กลับมีระดับที่ต่ำเช่นนี้ เขาถูกสวรรค์ลิขิตให้ไม่อาจเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต ช่างน่าเวทนายิ่งนัก

เฉินหยวนก็เป็นอีกคนที่มองหยางเสี่ยวเทียนแล้วทอดถอนใจยาว ก่อนเอ่ยขึ้น “คงจะดีมิใช่น้อย หากเด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับวิญญาณยุทธ์ระดับสิบ”

แม้นมิใช่ระดับสิบ แต่อย่างน้อยระดับเก้าก็ยังดี หากเป็นเช่นนี้ได้จริง เด็กคนนี้จะต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสักวันอย่างแน่นอน

จบบทที่ บทที่ 62 กระบี่อยู่ที่ใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว