เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 หยางหมิง เจ้าสุนัขตาบอด

บทที่ 42 หยางหมิง เจ้าสุนัขตาบอด

บทที่ 42 หยางหมิง เจ้าสุนัขตาบอด


ระหว่างที่หยางเสี่ยวเทียนกำลังจะถูกฟันจนขาดครึ่งด้วยดาบของหลินเฉิงซิน ทันใดนั้น ลำแสงสีครามสว่างใสดุจหยก รี่ประกายวับจากฝ่ามือราบข้างลำตัวเขา พุ่งตรงยังหน้าอกของหลินเฉิงซินชั่วพริบตาท่ามกลางความมืดมิด

จู่ๆ หลินเฉิงซินก็รู้สึกชายังหน้าอกตน ทว่าไม่นาน มันก็แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสบีบให้เขาก้มหน้าลงมอง ถึงพบกระบี่ยาวเล่มหนึ่งปักแทงทะลุอกตนอยู่

เขาค่อยๆ เลื่อนสายตามองตามตัวกระบี่ไป จนพบกับมือน้อยหนึ่งกระชับด้ามกระบี่แน่นด้วยมือเพียงข้างเดียว และมือนั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็นของหยางเสี่ยวเทียนที่พลันจับจ้องนัยน์ตาเขาสีหน้าเรียบเฉย

ม่านตาเขาเบิกกว้างด้วยไม่เชื่อ ครู่หนึ่งก็พลันได้ยินเสียงเรียบเย็นลอดไรฟันส่งผ่านอากาศราวกับเสียงแว่ว

“เจ้าเช่นกัน หากเกิดใหม่ภพหน้า อย่าออกมาวิ่งเล่นในยามวิกาลเช่นคืนนี้”

น้ำเสียงที่หยางเสี่ยวเทียนเอื้อนเอ่ยนั้นช่างเยือกเย็นไร้ปราณี ไม่ช้าเขาก็กระชากกระบี่ตงเทียนออก แล้วเหวี่ยงไปด้านข้างสะบัดของเหลวโสโครกที่เปื้อนเปรอะอยู่ยังคมกระบี่ทิ้ง

ทันที่ทีกระบี่ถูกดึงออก เลือดก็พ่นทะลักจากอกของหลินเฉิงซิน หลั่งไหลลงตามลำตัวปานสายธารขนาดย่อม

ฉากนี้ประทับอยู่ในสายตาของหลี่กวงกับชิวไห่ชิว ความสยดสยองนี้เริ่มก่อตัวภายในจิตใจ จนเกิดเป็นความกลัวส่งผ่านไปทั่วกาย ทำเอาแขนขาสั่นสะท้านไปหมด

จนกระทั่ง ร่างไร้วิญญาณของหลินเฉิงซินล้มลงกระแทกกับพื้นแข็งเสียงดัง ทั้งสองถึงได้คืนสติ

“เจ้า!” เสียงร้องสะดุ้งตกใจดังลั่น ซ้อนน้ำเสียงจากคนทั้งสองที่อุทานออกมาพร้อมกัน

หลี่กวงและชิวไห่ชิว ยังไม่ทันเห็นเลยว่าหยางเสี่ยวเทียนชักกระบี่ออกมาตอนไหน เมื่อไร

หลินเฉิงซิน ในฐานะหัวหน้าองครักษ์ของเจ้าเมืองซิงเยว่ เขาเป็นถึงวิญญาจารย์ขั้นเซียนสวรรค์ระดับสี่ตอนปลาย ซึ่งภายในปีหน้า เขาก็จะทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนสวรรค์ระดับห้าได้สำเร็จ

แต่มาบัดนี้ วิญญาจารย์ผู้โดดเด่นคนนั้น กลับถูกสังหารไปแล้ว!

ด้วยน้ำมือของเด็ก อายุเพียงแปดขวบ

หลี่กวงและชิวไห่ชิวช้อนตามองไปยังหยางเสี่ยวเทียนที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ในมือถืกกระบี่พร้อมกับแววตาสะท้อนแสงรำไรราวกับปีศาจ แผ่กลิ่นอายอันน่าพรั่นพรึงราวกับมิใช่เด็ก

ทันใดนั้น ใบหน้าของพวกเขาก็ซีดเผือดลง เผยให้เห็นถึงความหวาดหวั่น แรงกดดันมหาศาลบังคับขาให้ก้าวถอยหลังไปอย่างพร้อมเพรียงกัน สวนลึกในจิตใจร่ำร้องให้หนีไป... หนีไป…

เด็กแปดขวบที่เพิ่งปลุกวิญญาณยุทธ์ขึ้นมาได้เพียงสองเดือน ตอนนี้กลายเป็นวิญญาจารย์ขั้นเซียนสวรรค์

ทันทีที่นึกถึงเรื่องนี้ บรรยากาศก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ ทำพวกเขาถึงกับขนลุกชันรู้สึกหนาวสั่นยันกระดูกสันหลังราวตัวตกสู่หล่มน้ำแข็ง

ชิวไห่ชิวหันขวับหาหลี่กวงพลันตะคอกด้วยโทสะ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับสั่นเครืออย่างครั่นคร้าม

“เจ้าไม่ได้บอกเองหรือ ว่าเด็กคนนี้มีเพียงวิญญาณยุทธ์ขยะระดับสอง แล้วนี่มันอะไร”

ขณะที่หลี่กวงกำลังจะเปิดปากเอ่ย หยางเสี่ยวเทียนก็ผลุนผลันกระโจนขึ้นสูงเหนือพื้นราวสิบจั่ง ร่ายรำเพลงกระบี่ปลดปล่อยกระบวนท่า

“หนึ่งกระบี่ชั่วพริบตา!”

มิช้า ปราณกระบี่ก็ปรากฎลอยเด่นท่ามกลางเวหา คล้ายคลาม่านแสง จำแลงคล้ายจันทร์เสี้ยว

ม่านแสงกว้างใหญ่ฉายสุกสกาว ราวดอกไม้ไฟที่เจิดจ้าท่ามกลางนภาอันมืดมิด

แม้นม่านกระบี่จะพราวแสงงดงามน่าอัศจรรย์ แต่อากัปกิริยาของหลี่กวงและชิวไห่ชิวกลับผันเปลี่ยน รู้สึกถึงภยันตรายแลความตายที่ใกล้คืบคลานเข้ามา ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้า

ชั่วเพลานี้ ทั้งคู่ต่างมีความรู้สึกที่หลากหลายคละเคล้ากันไป ทั้งหวั่นวิตก โกรธแค้น แลเอาชีวิตรอด ก่อนคิดชักกระบี่ยาวในมือฟันออกไปอย่างสุดกำลัง

นี่คือการโจมตีที่รุนแรงและทรงพลังมากสุดในชีวิตของพวกเขา

เพียงเพื่อต้านทานม่านกระบี่ขนาดใหญ่จากเด็กน้อยอันกำลังซัดดิ่งเข้าหา

ปราณกระบี่จากพวกเขาทั้งสองฟันสวนขึ้นไปป้องกัน แต่กลับไร้ประโยชน์

เมื่อต้องเผชิญกับม่านกระบี่คล้ายจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ ปราณกระบี่ที่พุ่งขึ้นไปต้านทานกลับสลายสิ้นครั้นโดนแรงปะทะอย่างหนักหน่วง ตัดผ่านลำคอของทั้งสองอย่างพร้อมเพรียงปานไร้สิ่งกีดขวาง

ชายทั้งสองยืนแข็งทื่อ

จิตรับรู้ของหลี่กวงผันดับ ดั่งโลกเงียบงันลงทันตา

ขณะร่างโอนเอนไปข้างหน้า หลี่กวงพลันปักกระบี่ในมือลงพื้นเบื้องล่าง เพื่อช่วยพยุงร่างไร้เรี่ยวแรงของตนเอาไว้ ก่อนที่ความพยายามจากแรงหยาดสุดท้ายจะ

ส่งร่างหลี่กวงและชิวไห่ชิวล้มลงกองกับพื้นแข็งไปทีละคน

ทั้งสองทำได้เพียงนอนตาลอยแน่นิ่ง เหม่อมองดูเลือดที่ไหลหลั่งออกจากลำคอของกันและกันอย่างน่าสังเวช

หยางเสี่ยวเทียนสืบเท้าเข้าหาพวกเขา แล้วเหลือบมองร่างทั้งสองผู้สิ้นหวัง

ครั้นหลี่กวงเห็นเท้าของเด็กน้อยตรงหน้า เขากลับอยากใช้แรงที่เหลืออันน้อยนิด ดึงคว้าเพื่อบอกกล่าวบางอย่างแก่เขา แต่กลับทำได้แค่เขยื้อนมือไม้เท่านั้น

หลี่กวงแสดงรอยยิ้ม กล่าวออกมาน้ำเสียงแหบแห้งแผ่วเบา “หยางหมิง เจ้ามันตามืดบอด”

แน่นอนว่าหยางหมิงไม่ใช่คนเดียวที่ตามืดบอด

เขาเองก็ไม่เคยพบใครในโลกแห่งวิญญาจารย์ ที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนสวรรค์ได้ภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน หลังปลุกวิญญาณยุทธ์

หยางเสี่ยวเทียนคนนี้ มีเพียงวิญญาณยุทธ์เต่าขยะระดับสองจริงหรือ

วิญญาณยุทธ์เขา คือวิญญาณยุทธ์ขั้นสูงหรือเปล่า

หรือบางที อาจเป็นขั้นสูงสุด!

นี่คือความคิดสุดท้ายในใจของหลี่กวง ก่อนสิ้นลมหายใจ

ข้างๆ ร่างไร้วิญญาณของหลี่กวง ชิวไห่ชิวกำลังพยายามอ้าปากพะงาบๆ อย่างเต็มที่เพื่อสูดอากาศหายใจ ซึ่งมันทำให้เขาได้รู้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ว่าการหายใจสำคัญมากแค่ไหน

“หยาง… เสี่ยว… เทียน” น้ำเสียงแผ่วเบาพยายามเอ่ยจดจำชื่อนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ

ชิวไห่ชิวเป็นหนึ่งในนักปรุงโอสถที่อายุน้อยที่สุดในอาณาจักรเสินไห่ และมีอนาคตสดใสไร้ขีดจำกัด แต่ตอนนี้ กลับต้องมาตายในถิ่นทุรกันดารแห่งนี้

วันนี้ เขายังไม่อยากตาย ไม่อยากตายในที่แบบนี้

“อาจารย์ ล้างแค้นแทนข้า ด้วย…” ใบหน้าจมไปกับพื้นเย็นหลังได้เอื้อนเอ่ยประโยคสุดท้าย

สิ้นเสียง ลมหายใจสุดท้ายของชิวไห่ชิวก็พลันหยุดลงและไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ

จบบทที่ บทที่ 42 หยางหมิง เจ้าสุนัขตาบอด

คัดลอกลิงก์แล้ว