- หน้าแรก
- ยอดเซียนชาวไร่สายซุ่ม แค่ปลูกผักก็ดรอปรางวัลเทพ
- บทที่ 1 - หยกวิเศษเลือกนาย
บทที่ 1 - หยกวิเศษเลือกนาย
บทที่ 1 - หยกวิเศษเลือกนาย
บทที่ 1 - หยกวิเศษเลือกนาย
ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าสีน้ำหมึก สาดแสงนวลใสดั่งสายน้ำลงมาอาบไล้ทุ่งร้างกว้างใหญ่จนสว่างไสวราวกับกลางวัน
บนพื้นดิน ทุ่ง "ข้าววิญญาณ" สีทองอร่ามทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา รวงข้าวอวบอ้วนถ่วงต้นจนโค้งงอ ยามลมราตรีพัดผ่านก็เกิดเป็นคลื่นสีทองระลอกแล้วระลอกเล่า พัดพาเอากลิ่นหอมจางๆ ของพลังวิญญาณลอยฟุ้งไปในอากาศ
ท่ามกลางความเงียบสงบ มีเงาร่างนับสิบกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขะมักเขม้น เคียวในมือตวัดเกี่ยวรวงข้าวด้วยความเร็วสูง ท่าทางของพวกเขาดูเหนื่อยล้าเต็มที แต่กลับไม่มีใครกล้าหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว
"หวังอัน" คือหนึ่งในกองทัพแรงงานเหล่านั้น ร่างกายของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและเศษใบข้าว
เหงื่อเม็ดโป้งไหลอาบแก้มตอบๆ จนเสื้อผ้าชุ่มโชก สภาพของเขาดูทรุดโทรมไม่ต่างอะไรกับขอทาน จะดีกว่าหน่อยก็ตรงที่เสื้อผ้ายังครบชิ้น ไม่ขาดวิ่นเหมือนพวกหนีภัยสงคราม
ถึงจะเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด แต่หวังอันก็ไม่กล้าอู้งาน มือที่กำด้ามเคียวสั่นระริกเพราะออกแรงติดต่อกันนานเกินไป ข้อนิ้วขาวซีด แขนปวดร้าวเหมือนจะยกไม่ขึ้น แต่เขาก็ยังกัดฟันตวัดเคียวลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า มัดข้าวที่เกี่ยวได้กองไว้ด้านหลังอย่างคล่องแคล่ว
เขารู้ดีว่าถ้าเกี่ยวข้าวไม่เสร็จตามกำหนด หรือส่งยอดไม่ครบตามจำนวน บทลงโทษที่รอพวก "แรงงานรับใช้" อย่างเขาอยู่ มันน่ากลัวเกินจินตนาการ!
หวังอันเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่จำความได้ แต่เมื่อสองปีก่อน จู่ๆ เขาก็ระลึกชาติได้และรู้แจ้งว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า "ผู้บำเพ็ญเพียร" อยู่จริง
ตั้งแต่นั้นมา การตามหา "วาสนาเซียน" เพื่อก้าวสู่เส้นทางอมตะก็กลายเป็นเป้าหมายเดียวในชีวิตของเขา
แต่เพราะโชคชะตาเล่นตลก ให้เขาเกิดมาพร้อมกับ "รากวิญญาณผสม 5 ธาตุ" ซึ่งถือเป็นพรสวรรค์ขยะ เขาจึงทำได้แค่สมัครเข้าเป็นแรงงานบุกเบิกของสำนัก "หุบเขาชิงเสีย" กลายเป็นนักปลูกวิญญาณชนชั้นล่างสุด แล้วถูกส่งมายังทุ่งร้างห่างไกลความเจริญแห่งนี้
เผลอแป๊บเดียว เขาก็ติดอยู่ที่นี่มา 3 ปีแล้ว
ตลอด 3 ปี หวังอันตื่นก่อนไก่โห่ แบกจอบไปถางที่รกร้าง ดูแลประคบประหงมไร่นาอย่างดี เพราะต้นข้าววิญญาณเป็นพืชที่เรื่องมากสุดๆ สภาพแวดล้อมต้องเป๊ะ เขาถึงไม่กล้าสะเพร่าแม้แต่นิดเดียว
ลำพังตัวคนเดียวต้องดูแลที่นา 7-8 ไร่ ตั้งแต่หว่านเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยว แทบไม่มีวันไหนได้หยุดพัก ชีวิตบัดซบยิ่งกว่าตอนเป็นคนธรรมดาซะอีก!
ตอนมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ทางสำนักแจกตำราวิชา "เคล็ดวิชาฉางชิง" ให้ทุกคนเล่มหนึ่ง บอกว่าเอาไว้ฝึกยามว่าง ถ้าใครฝึกจนสำเร็จขั้นต้นได้ ก็มีสิทธิ์เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก
วิชาฉางชิงเป็นแค่วิชาพื้นฐานกากๆ แต่สำหรับหวังอัน มันคือแสงสว่างเดียวที่จะพาเขาไปสู่โลกแห่งเซียน
ตอนนี้เขาอายุครบ 18 ปีแล้ว ฝึกวิชาฉางชิงมา 3 ปีเต็ม แต่ผลลัพธ์คือได้แค่ "สัมผัสพลังปราณ" แผ่วๆ ยังแตะไม่ถึงขอบประตูขั้น "กลั่นลมปราณระดับ 1" ด้วยซ้ำ!
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ขยัน แต่เพราะงานในทุ่งนามันหนักเกินไป!
ตื่นเช้ายันดึกดื่น กลับถึงกระท่อมไม้ซอมซ่อก็หัวถึงหมอนหลับเป็นตาย จะเอาแรงที่ไหนไปนั่งสมาธิเดินลมปราณ?
ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือรายได้แทบไม่เหลือเก็บ ผลผลิตข้าววิญญาณที่ได้ 50% ต้องส่งเข้าสำนักเป็นภาษี (อันนี้กฎเหล็ก ห้ามขาดแม้แต่เม็ดเดียว) ส่วนอีก 50% ที่เหลือก็ต้องเอามาหมุนเป็นค่ากินค่าอยู่
สรุปคือ ทำงานแทบตาย สุดท้ายไม่เหลือข้าววิญญาณไว้กินเสริมพลังบำเพ็ญเพียรเลย
แล้วถ้าปีไหนซวย จ่ายภาษีไม่ครบ? โดนเตะออกจากเขตตลาดบุกเบิกทันที!
ในเขตตลาดยังมีผู้ฝึกตนของสำนักคอยคุ้มกัน แต่ข้างนอกนั่นคือดงสัตว์อสูร! คนธรรมดาอย่างเขาออกไปก็เหมือนเดินเข้าปากเสือ ไม่เกินสามก้าวคงโดนคาบไปกิน
นี่แหละชะตากรรมของชนชั้นล่างในโลกเซียน ไม่มีสิทธิ์เลือก ไม่มีทางสู้ และมองไม่เห็นอนาคต
เคียวในมือเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ หวังอันเฉือนต้นข้าวขาดไปอีกกอ สีหน้าตายด้าน แววตาที่เคยมีความหวังค่อยๆ ริบหรี่ลง
สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว ทิ้งตัวลงนั่งแปะกับคันนา ปล่อยให้โคลนเลอะกางเกง หอบหายใจแฮกๆ เหมือนปลาขาดน้ำ
อากาศในทุ่งนาร้อนอบอ้าว ลมสักนิดก็ไม่มี เหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับอกไว้ หายใจแทบไม่ออก
"เฮ้อ..." หวังอันถอนหายใจยาวเหยียด พึมพำกับตัวเอง "ทางสำนักเร่งขยายพื้นที่ไม่หยุด ได้ยินว่าแนวหน้าสู้กับสัตว์อสูรหนักมาก พวกเราแนวหลังเลยซวยไปด้วย..."
สถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีนัก พวกนักปลูกวิญญาณต้องควงกะดึกเพื่อให้ได้ยอดตามเป้า แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จู่ๆ ก็มี "โรคแมลง" ระบาดในทุ่งนา ข้าวที่สุกแล้วถ้าไม่รีบเกี่ยวจะโดนแมลงเจาะกินเกลี้ยง!
ไอ้แมลงบ้านี่ก็มาไวไปไว ผู้ฝึกตนจากสำนักมาดูแล้วก็แก้ไม่หาย แต่ถึงผลผลิตจะเสียหาย ทางสำนักก็ไม่ยอมลดหย่อนภาษีแม้แต่บาทเดียว!
หวังอันกวาดตามองรวงข้าวข้างตัว เห็นรอยรูพรุนเล็กๆ เต็มไปหมด บางรวงโดนแทะจนแหว่งเห็นเมล็ดลีบๆ ข้างใน เห็นแล้วปวดใจชะมัด
3 ปีในทุ่งร้างสอนให้เขารู้สัจธรรมข้อหนึ่ง... ตั้งแต่ก้าวเข้ามาเป็นแรงงานบุกเบิก ชีวิตเขาก็ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป
ความคับแค้นใจเอ่อล้น หวังอันกำด้ามเคียวแน่น พวกผู้ฝึกตนบนหอคอยนั่นมองพวกเขาเป็นแค่ผักหญ้า ตายไปก็หาคนใหม่มาแทน
คนอยากเป็นเซียนมีถมเถไป ขาดพวกเราไปสักคนโลกก็ไม่แตก
ที่เขารอดมาได้ถึงวันนี้ก็เพราะความฉลาดและลูกขยันล้วนๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะยื้อไปได้อีกนานแค่ไหน อาจจะพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ เขาอาจจะเป็นคนต่อไปที่ล้มตายคาแปลงนา หรือไม่ก็โดนถีบหัวส่งออกไปตายข้างนอก
เจ็บใจ... แต่ทำอะไรไม่ได้!
หวังอันกัดฟันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ฝ่ามือที่จับเคียวจนด้านแตกยับมีเลือดซึมออกมา แสบจนสะดุ้ง แต่เขาก็ต้องลากสังขารทำงานต่อ
แต่พอก้าวขาออกไปได้ไม่กี่ก้าว เท้าเจ้ากรรมดันไปสะดุดอะไรบางอย่างเข้าอย่างจังจนหน้าเกือบทิ่ม!
เขาใจหายวาบ รีบทรงตัวไว้ แล้วหันไปดูตัวต้นเหตุที่พื้น เห็นหินสีเทาๆ ก้อนหนึ่งโผล่พ้นดินขึ้นมา ขนาดประมาณฝ่ามือ
"ให้ตายสิ..." หวังอันถอนหายใจอีกรอบ ดวงจะซวยอะไรขนาดนี้ เดินเฉยๆ ยังสะดุดหิน กินน้ำคงฟันหักแล้วมั้งเนี่ย
เขาเดินไปก้มลงจะหยิบหินเจ้าปัญหานั้นโยนทิ้งไปไกลๆ
แต่จังหวะที่มือเปื้อนเลือดของเขาสัมผัสโดนผิวหิน เลือดสดๆ ก็ไหลซึมลงไป... ทันใดนั้น หินสีเทาด้านๆ ก้อนนั้นก็เปล่งแสงสีขาววูบหนึ่ง!
พริบตาเดียว หินก้อนนั้นก็หายวับไปกับตา!
หวังอันตกใจจนตาถลน ผงะถอยหลังจนส้นเท้าสะดุดคันนาเกือบล้ม
'ตาฝาดเหรอวะ? หรือเหนื่อยจนหลอน?'
ยังไม่ทันหายสงสัย จู่ๆ สมองเขาก็ปวดจี๊ดเหมือนมีอะไรเจาะเข้ามา ภาพนิมิตของ "หยกแกะสลัก" อันวิจิตรบรรจงลอยเด่นขึ้นมาในหัวสมองของเขาอย่างชัดเจน!