- หน้าแรก
- อย่าหาว่าผมงมงาย ก็ศพมันคายความลับ
- บทที่ 001 ภาษาศพ
บทที่ 001 ภาษาศพ
บทที่ 001 ภาษาศพ
นครเซี่ยงไฮ้
บนถนนเหยียนเหอ
หลินเซินกำลังเดินไปทำงาน
วันนี้เป็นวันแรกที่เขาจะได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตำรวจ
"ลูกรัก ปู่ย่าของลูก ลุงรอง ลุงสาม แล้วก็... ไล่มาจนถึงรุ่นพ่อกับแม่ รวมถึงพวกน้าอาของลูก..."
"ทุกคนล้วนเป็นตำรวจ"
"ถ้าย้อนกลับไปไกลกว่านั้น พ่อของปู่ลูกก็ยังเป็นหนึ่งในสี่มือปราบแห่งเจียงหนานเชียวนะ สมัยนั้นน่ะ..."
"แล้วลูกที่เป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลใหญ่ขนาดนี้ ถ้าไม่ได้เป็นตำรวจจะไปมองหน้าบรรพบุรุษติดได้ยังไง?"
"ลูกจะมาตัดขาดตำนานของตระกูลหลินไม่ได้นะ เข้าใจไหม?"
...เมื่อได้ฟังเสียงบ่นพร่ำเพรื่อของแม่ผ่านโทรศัพท์ หลินเซินก็รู้สึกหนังหัวชาหนึบ
ราวกับว่าการที่เขาไม่ได้เป็นตำรวจจะทำให้เขากลายเป็นคนชั่วช้าที่อภัยให้ไม่ได้ เป็นคนบาปของตระกูลหลินอย่างนั้นแหละ
แน่นอนว่าหลินเซินไม่ได้มองว่าอาชีพตำรวจไม่ดี เพียงแต่เขาไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แล้วจะเป็นตำรวจได้ยังไง?
แบบนั้นมันจะไม่ใช่การขายหน้าตระกูลหลินหรอกเหรอ?
หลินเซิน
อายุ 23 ปี
เพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจ และถูกทางบ้านจัดการส่งมาประจำการที่สถานีตำรวจเขตฉางหนิงในเซี่ยงไฮ้
ตามหลักเหตุผล คนจบโรงเรียนตำรวจมาเป็นตำรวจก็ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่ปัญหาคือ หลินเซินคนปัจจุบันคือผู้ที่ข้ามภพมา
แม้ร่างเดิมจะเป็นนักเรียนตำรวจ แต่เนื้อแท้ของเขาคือนักพรต เรื่องฆ่าฟันวางเพลิง... เอ้ย ไม่ใช่ เรื่องปราบมารสยบปีศาจโปรดสัตว์โลกย่อมเชี่ยวชาญ แต่ให้มาเป็นตำรวจไขคดีเนี่ย... มันช่าง... พูดยากจริงๆ
สิบวันก่อน หลินเซินเผชิญเคราะห์กรรมทัณฑ์สวรรค์ล้มเหลว เขาคิดว่าวิญญาณคงแตกสลายไปแล้ว แต่กลับข้ามมิติมายังโลกนี้อย่างไม่คาดฝัน
ข่าวดีคือ เขายังไม่ตาย ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง
ข่าวร้ายคือ ตบะบารมีแทบไม่เหลือ แถมโลกนี้ยังไร้ซึ่งทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียร
สำหรับหลินเซินผู้มุ่งมั่นจะบรรลุเซียน นี่มันไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น
ส่วนเรื่องเป็นตำรวจ อย่าว่าแต่หลินเซินคนปัจจุบันเลย แม้แต่เจ้าของร่างเดิมตอนเรียนอยู่ก็แค่เรียนไปวันๆ ความฝันจริงๆ คืออยากเป็นนักเขียนนิยาย
สรุปง่ายๆ คือ หลินเซินไม่มีความรู้ทางวิชาชีพติดตัวเลยสักนิด
ขืนเจอคดีเข้า มีหวังความแตกแน่นอน
ในสายโทรศัพท์ แม่ของหลินเซินยังคงพยายามเกลี้ยกล่อม
"ลูกรัก มันไม่ได้ยากอย่างที่ลูกคิดหรอก"
"ไอ้ที่เรียนๆ กันในโรงเรียนน่ะ เอามาใช้จริงไม่ค่อยได้หรอกลูก"
"อีกอย่าง พ่อกับแม่ แล้วก็พวกลุงป้าน้าอาตกลงกันแล้ว เราตั้งกลุ่มสนับสนุนลูกขึ้นมา แม่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ลุงรองเป็นรองหัวหน้า..."
"ลูกต้องเชื่อมั่นสิ ด้วยประสบการณ์และเส้นสายของพวกเราคนแก่ จะดันลูกให้เป็นตำรวจมันจะยากแค่ไหนกันเชียว? เรื่องไขคดีดั่งเทพเจ้าแม่ไม่กล้ารับประกัน แต่เรื่องเหรียญรางวัลความดีความชอบน่ะ เรื่องจิ๊บจ๊อย"
"แถมสมัยนี้บ้านเมืองสงบสุขกว่าเมื่อก่อนเยอะ ลูกเพิ่งเข้ามาใหม่ จะมีคดีหลุดมาถึงมือสักกี่คดีกันเชียว?"
"ลูกมีเวลาปรับตัวเหลือเฟือ..."
หลินเซินรู้สึกว่าแม่พูดก็มีเหตุผล แต่ก็ยังรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล
ขณะที่เขากำลังไม่รู้จะตอบยังไง สายเรียกเข้าอีกสายก็ดังแทรกเข้ามา หน้าจอแสดงชื่อ 'หัวหน้าทีมจาง' จากสถานีตำรวจ
เขาเพิ่งเมมเบอร์ไว้เมื่อวานตอนไปรายงานตัว
หลินเซินฉวยโอกาสนี้ทันที "หัวหน้าทีมจางโทรมาครับแม่ แค่นี้ก่อนนะ..."
พูดจบ หลินเซินก็กดสลับสายทันที
"สวัสดีครับ..."
ทันทีที่รับสาย เสียงผู้ชายห้าวๆ ก็ดังมาจากปลายสาย
"เสี่ยวหลิน อยู่ไหนแล้ว?"
"ทางนี้มีคดีพอดี ทำไมคุณไม่ลองแวะมาดูหน่อยล่ะ จะได้ทำความรู้จักกันไว้?"
จางหมิงหยาง ในฐานะหัวหน้าทีมสืบสวนอาชญากรรมประจำสถานีและเป็นเจ้านายโดยตรง พูดจากับหลินเซินอย่างสุภาพมาก สิ่งที่ควรจะเป็นคำสั่งกลับกลายเป็นการปรึกษาหารือ
ไม่มีเหตุผลอื่นใด
เป็นเพราะเบื้องหลังในวงการตำรวจของหลินเซินนั้นยิ่งใหญ่เกินไป
"อ๋อ ได้ครับ"
หลินเซินตอบรับ
"เดี๋ยวผมส่งโลเคชันไปให้ รีบมานะ"
เว้นจังหวะครู่หนึ่ง จางหมิงหยางก็เสริมขึ้นว่า "เสี่ยวหลิน เรื่องบางเรื่องพี่พูดเสียงดังไม่ได้ พ่อนายฝากฝังมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ตอนพี่เริ่มงานใหม่ๆ พี่ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน... ไม่เป็นไร ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามพี่ได้เลย"
"บอกกันตามตรงนะ ยุคนี้มันยุควิทยาศาสตร์ เรามีอุปกรณ์ล้ำสมัยตั้งเยอะ ไขคดีมันไม่ยากอย่างที่คิดหรอก"
"อีกอย่าง..."
"อื้ม เข้าใจแล้วครับหัวหน้าทีมจาง"
เป็นไปตามคาด ครอบครัวของเขาลงทุนใช้เส้นสายเต็มที่เพื่อให้หลินเซินได้เป็นตำรวจที่ดี
หลินเซินเปิดดูโลเคชันที่จางหมิงหยางส่งมา พบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ห่างไปข้างหน้าประมาณหนึ่งกิโลเมตร ไม่ไกลเท่าไหร่
ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว หลินเซินจึงไม่ขัดขืนอีกต่อไป เป็นตำรวจไปก่อนแล้วค่อยวางแผนต่อหลังจากหาวิธีบำเพ็ญเพียรได้แล้วกัน
เป็นพระวันหนึ่งก็เคาะระฆังวันหนึ่ง เป็นตำรวจวันหนึ่งก็ต้องทำงานวันหนึ่ง
คิดได้ดังนั้น หลินเซินก็เก็บมือถือใส่กระเป๋าแล้วออกวิ่งทันที
แม้หลินเซินจะสูญเสียพลังตบะไปหมดสิ้นหลังข้ามภพ แต่สมรรถภาพทางกายยังถือว่ายอดเยี่ยมมาก วิ่งระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรโดยใช้เวลาไม่ถึงสองนาที
โลเคชันที่จางหมิงหยางส่งมาคือสถานีพักขยะในย่านเมืองเก่า
รถขนถ่ายขยะยังจอดอยู่แถวนั้น
มีการขึงแถบกั้นพื้นที่เกิดเหตุไว้เรียบร้อย และมีไทยมุงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
ทีมพิสูจน์หลักฐานกำลังง่วนอยู่กับการทำงานในที่เกิดเหตุ
หลินเซินในชุดลำลองเดินเข้าไป แต่ถูกตำรวจที่กั้นวงล้อมด้านนอกขวางไว้
หลินเซินเพิ่งไปรายงานตัวที่สถานีเมื่อวาน หลายคนจึงยังจำหน้าไม่ได้ ขณะที่เขากำลังจะแจ้งสถานะ จางหมิงหยางตาไวก็รีบเดินปรี่เข้ามา
"อะแฮ่ม เสี่ยวหลิน ทางนี้ๆ"
จางหมิงหยางแสดงท่าทีกระตือรือร้นสุดขีดเมื่อเห็นหลินเซิน
หลินเซินรู้ดีว่าความกระตือรือร้นนี้มาจากภูมิหลังครอบครัวของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเขาเลยสักนิด
"หัวหน้าทีมจาง ผมเด็กใหม่ครับ ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่"
หลินเซินออกตัวก่อน เขาไม่รู้วิธีไขคดีจริงๆ อีกอย่าง การตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่ใช่หน้าที่ของนิติเวชหรอกเหรอ?
ทว่า จางหมิงหยางกลับดึงมือหลินเซินอย่างเป็นกันเองแล้วพาเดินไปที่กองขยะ พลางพูดว่า "ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกน่า มาจากครอบครัวแบบนาย ต้องซึมซับมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เผลอๆ จะมีประสบการณ์มากกว่าพี่ซะอีก"
หลินเซิน: "..."
ฉันไม่มีประสบการณ์อะไรทั้งนั้นแหละ
เมื่อเดินไปถึงรถขนขยะ จางหมิงหยางชี้ไปที่มือข้างหนึ่งที่ขาดด้วนอยู่ในกองขยะแล้วกล่าวว่า "ในที่เกิดเหตุพบแค่มือข้างเดียว น่าจะถูกทิ้งไว้เมื่อคืน"
"เครือข่ายสกายเน็ตยังครอบคลุมไม่ถึงเขตเมืองเก่า เลยยังระบุตัวผู้ต้องสงสัยไม่ได้"
"เสี่ยวหลิน นายลองดูหน่อยไหม?"
"คนหนุ่มสาวสมองแล่นไว... นายต้องเข้าใจภาษาของศพแน่ๆ"
บอกแล้วไงว่าทำไม่เป็น นี่จงใจจะแกล้งกันหรือเปล่าเนี่ย?
หลินเซินเหลือบมองจางหมิงหยาง ก่อนจะเบนสายตาไปมองมือขาดที่ถูกเขี่ยออกมาจากกองขยะ
สมองของเขาแล่นเร็ว
มือขาด ไขคดี... ภาษาศพ?
หลินเซินเหมือนได้รับแรงบันดาลใจบางอย่าง
ขณะที่หลินเซินกำลังยืนเหม่อ จางหมิงหยางก็รีบส่งข้อความในมือถือ: "หัวหน้าเก่าไม่ต้องห่วงนะครับ เสี่ยวหลินดูจริงจังมาก เหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนักเลย"
ส่งข้อความเสร็จ จางหมิงหยางก็แอบถ่ายรูปตอนหลินเซิน "ใช้ความคิดอย่างหนัก" ส่งตามไป
หัวหน้าเก่ารีบตอบกลับมา: "จับตาดูเขาไว้ ระวังอย่าให้หนีไปได้ล่ะ"
พวกตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ เห็นหลินเซินยืนเหม่อก็เริ่มซุบซิบกัน
"นายว่าหมอนี่เป็นพวกเด็กเส้นมาหาประสบการณ์อีกหรือเปล่า? ดูหัวหน้าทีมจางของเราเอาอกเอาใจเข้าสิ..."
"ไม่มีทาง หัวหน้าทีมจางปกติไม่สุงสิงกับใคร จะมาทำเรื่องประจบสอพลอแบบนี้ได้ไง?"
"เพ้อเจ้อ ก็เพราะปกติหัวหน้าทีมจางเป็นคนตงฉินน่ะสิ ฉันถึงคิดแบบนี้ ไม่เห็นเหรอ? หัวหน้าทีมจางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย ฉันพนันเลยว่าเด็กนี่ต้องมีเบื้องหลังใหญ่โตแน่ อื้ม... ดูสีหน้ามึนงงของเขาสิ"
"ที่นายพูดก็มีเหตุผล ลูกหลานตำรวจแค่มารายงานตัวตามพิธีงั้นสิ? เวรเอ๊ย โลกนี้มันเป็นบ้าอะไรไปแล้ว"
..."ฉันไม่มีความรู้เฉพาะทาง"
"แต่..."
ประกายความคิดหนึ่งวาบขึ้นในหัวของหลินเซิน "คนในโลกนี้ตายไปก็กลายเป็นผีใช่ไหม? งั้นวิชาเรียกวิญญาณก็น่าจะใช้ได้ผลเหมือนกันสิ?"