- หน้าแรก
- จากเขยแต่งเข้า สู่ยอดคนโปรดของจักรพรรดินี
- บทที่ 65 บ่มเพาะความรัก
บทที่ 65 บ่มเพาะความรัก
บทที่ 65 บ่มเพาะความรัก
โจวหยวนรอเวลานี้มานานแล้ว
ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มสานสัมพันธ์กับจ้าวเจียนเจีย เหตุผลหลักก็คือเวลายังไม่เหมาะสม ต่อให้รุกไปตอนนี้ก็คงไม่ได้ผลดีเท่าไหร่
ความรัก ความผูกพัน แม้จะมีพื้นฐานมาจากความจริงใจ แต่ก็ต้องการการบริหารจัดการ
คนที่ไม่รู้จักบริหารความรัก มักจะไขว่คว้าหารักแท้ไม่เจอ ชีวิตก็จะมีแต่ความเสียดาย
โจวหยวนไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสา เขารู้ดีว่าจะบริหารความรักยังไง และเพราะเขาชอบจ้าวเจียนเจียมาก เขาถึงยิ่งต้องรอบคอบกับความสัมพันธ์นี้
และแล้ว วันนี้ก็มาถึง
ในยามที่นางรู้สึกเจ็บปวดที่สุด รู้สึกผิดที่สุด การเปิดใจคุยกันตอนนี้นี่แหละ ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
"ข้าเป็นคนแบบไหนในสายตาเจ้า"
เสียงของโจวหยวนราบเรียบ แฝงความเย็นชาแต่อ่อนโยน ดึงดูดความสนใจของจ้าวเจียนเจียได้ทันที
"ในสายตาเจ้า ข้าคงเป็นคนเรื่อยเปื่อย ไม่รักดี ไม่มีปณิธานอะไร"
จ้าวเจียนเจียกำลังจะพูด แต่โจวหยวนเอามือปิดปากนางไว้
"ฟังข้าพูดให้จบ"
โจวหยวนพูดต่อ "เจ้าจะคิดแบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะคนเราถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อม พ่อของเจ้าตั้งใจเรียน จนสอบได้จอหงวน เป็นยอดคนในหมู่บัณฑิต"
"เมื่อมีตัวอย่างที่ดีอยู่ตรงหน้า เจ้าก็ย่อมคิดว่าคนเราต้องสู้ชีวิต ต้องตั้งใจเรียน ต้องสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่แปลกหรอก เพราะโลกสอนเจ้ามาแบบนั้น บอกว่าทำแบบนี้ถึงจะถูก"
จ้าวเจียนเจียพยักหน้าเบาๆ นางเห็นด้วยกับคำพูดนี้
"แต่ข้าไม่เหมือนเจ้า"
โจวหยวนถอนหายใจ "พ่อข้าก็ตั้งใจเรียน แต่การเรียนทำให้บ้านเราจนลงเรื่อยๆ แม่ป่วยตาย พ่อก็สอบตก สุดท้ายตรอมใจตายตาม"
"ข้ากลายเป็นเด็กกำพร้า ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตร"
"การเรียนให้อะไรข้าบ้าง? การจากไปของคนรักและความยากจนข้นแค้น มีแค่นั้นเอง"
"ในสถานการณ์แบบนี้ เจ้าคิดว่าข้าผิดไหมที่เกลียดการเรียน?"
ริมฝีปากจ้าวเจียนเจียสั่นระริก นางไม่เคยคิดถึงมุมนี้มาก่อน
นางเพิ่งรู้ตัวว่า ที่ผ่านมานางตัดสินถูกผิดจากมุมของตัวเอง ไม่เคยสนใจความรู้สึกของโจวหยวนที่มีต่อการเรียนเลย
โจวหยวนเล่าต่อ "ความจริงบอกข้าว่า การเรียนไม่ได้ดีอะไรนักหนา ชีวิตคนเราสั้นนัก จะมัวไขว่คว้าชื่อเสียงลาภยศไปทำไม? ใช้ชีวิตให้มีความสุขในแต่ละวัน ตักตวงความสุขในช่วงเวลาที่มีจำกัด ไม่ดีกว่าเหรอ?"
"เพราะแบบนี้ ข้าถึงไม่แคร์ศักดิ์ศรีจอมปลอมของพวกบัณฑิต ข้าเลิกเรียน แล้วแต่งเข้าบ้านตระกูลจ้าว เพื่อแก้ปัญหาความยากจนที่กัดกินข้ามาตลอด"
"พอไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง ข้าก็ทำในสิ่งที่ชอบ"
น้ำเสียงของเขาดูเศร้าสร้อย มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด "ข้าอดอยากมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายอ่อนแอ ข้าเลยต้องออกกำลังกาย ข้าชอบตกปลา ก็ไปตกปลา ชอบดูงิ้ว ก็ไปดูงิ้ว"
"ข้าเกลียดการเข้าสังคมจอมปลอมของพวกบัณฑิต ข้าเลยไม่คบค้าสมาคมกับใคร"
พูดถึงตรงนี้ โจวหยวนพูดเสียงเบา "ข้าใช้ชีวิตตามวิถีทางของข้า น่าเสียดายที่แนวคิดของข้าไม่ถูกใจเจ้า"
"เจ้าเลยมองว่าข้าเรื่อยเปื่อย ไม่มีอนาคต"
จ้าวเจียนเจียถอนหายใจ พึมพำ "โจวหยวน ข้ามันเด็กน้อยเกินไป มุมมองชีวิตของข้าเทียบท่านไม่ได้เลย ท่านทำถูกแล้ว"
"ถ้าข้าเป็นท่าน ข้าก็คงทำแบบเดียวกัน"
พูดจบ นางก็สะดุ้ง เมื่อเห็นมือที่วางบนไหล่ นางเพิ่งรู้ตัวว่าอยู่ในอ้อมกอดของโจวหยวนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
บ้าจริง เขามากอดข้าตอนไหนเนี่ย!
แต่... ก็ไม่เห็นเป็นไร เขาแค่กอดภรรยาตัวเอง ข้าควรเข้าใจเขา
จ้าวเจียนเจียเริ่มปลอบใจตัวเอง
โจวหยวนสัมผัสร่างกายนุ่มนิ่มของนาง แล้วพูดต่อ "แต่ข้าก็มาคิดดู ข้ามีภรรยาแล้ว ไม่ควรคิดถึงแต่ตัวเอง ควรคิดเผื่อเจ้าบ้าง"
"ข้าเลยรับปากช่วยหาเงินจัดงานชุมนุมกวี ไปหอไป่ฮวา ไปขอสปอนเซอร์สามร้อยตำลึงจากเทพธิดาบุปผา"
"แล้ววันงาน ข้าก็ไปตกปลา ไปแต่งกลอน ไปพบปะผู้คน เพื่อกู้หน้าให้เจ้า"
จ้าวเจียนเจียฟังแล้วปวดใจ เขายอมทำเพื่อนางขนาดนี้ แต่นางกลับไม่เคยสนใจความรู้สึกเขา เอาแต่ดูถูก สงสัยในตัวเขา
คิดได้ดังนั้น นางก็ซบหน้าลงกับอกโจวหยวน อยากจะใกล้ชิดเขาให้มากขึ้น
"แต่พวกนั้นกลับไปเหยียบย่ำไร่นาชาวบ้าน"
"ตอนเด็กๆ แม่ข้าต้องซักผ้าให้บ้านเศรษฐีสี่วัน มือเปื่อยยุ่ยกว่าจะได้ข้าวสารครึ่งถุง"
"ข้ารู้ซึ้งถึงคุณค่าของอาหาร ข้าเกลียดการกระทำของพวกนั้น ข้าเลยระบายความโกรธออกมาเป็นบทกวี 'สงสารชาวนา'"
น้ำตาจ้าวเจียนเจียไหลพราก คำพูดของโจวหยวนบาดลึก ทำไมเมื่อก่อนข้าไม่เคยคิดได้แบบนี้ ฉวี่หลิงพูดถูก ข้ามันเป็นผู้หญิงเลว
นางกอดโจวหยวน สะอื้นไห้ "ขอโทษนะ โจวหยวน... วันนั้นข้าควรจะอยู่ข้างท่าน ข้าควรจะสนับสนุนท่าน"
โจวหยวนพูดต่อ "แต่ข้าไม่โทษเจ้าหรอก ข้าคิดว่าเจ้าพูดถูก ลูกผู้ชายควรสร้างอนาคต"
"แต่จะสร้างอนาคต ก็ต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรงก่อน"
"ข้าเลยไปฝึกวิชาที่อารามไป่หยุน ออกกำลังกายวันละแปดชั่วยามเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง"
"เพื่อเจ้า ลำบากแค่ไหนข้าก็ทนได้!"
ประโยคสุดท้ายคือไม้ตายพิชิตใจ
"ฮือๆ!"
จ้าวเจียนเจียปล่อยโฮ เสียงสั่น "บนเขาคงลำบากมากสินะ ออกกำลังกายวันละแปดชั่วยาม ท่านทนได้ยังไง!"
"มิน่า ตอนลงมาถึงได้ตัวดำขึ้นตั้งเยอะ"
นางเพิ่งเข้าใจ ที่แท้ทุกอย่างที่โจวหยวนทำ ก็เพื่อนาง
ความรู้สึกผิดทำให้นางแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
โจวหยวนส่ายหน้า "ไม่ลำบากหรอก แค่น่าเบื่อ แทบไม่เจอคนเป็นๆ มีช่วงนึงไม่ได้พูดกับใครเลยสี่สิบกว่าวัน เกือบเป็นบ้า"
บทโศกมักใช้ได้ผลกับผู้หญิงเสมอ ทั้งที่ความจริงโจวหยวนวันๆ เอาแต่หยอกล้ออาจารย์สาวสวย
จ้าวเจียนเจียนน้ำตานองหน้า ซบไหล่โจวหยวนร้องไห้ไม่หยุด
โจวหยวนยิ้ม "ไม่เป็นไรแล้ว ข้าลงมาแล้ว ร่างกายข้าแข็งแรงแล้ว"
"วันนี้ข้าถือกระบี่บุกฝ่าเข้ามา เพราะกลัวเจ้าเป็นอันตราย ยังดีที่การฝึกฝนของข้าไม่สูญเปล่า ข้ามีกำลังพอจะปกป้องเจ้าได้แล้ว"
จ้าวเจียนเจียร้องไห้โฮ "อย่าพูดอีกเลย โจวหยวน ข้าไม่คู่ควรให้ท่านทำดีด้วยขนาดนี้"
น้ำตาอาบแก้ม เสียงสั่นเครือ "ฉวี่หลิงพูดถูก ข้าไม่คู่ควรเป็นภรรยาท่าน ข้าไม่เคยทำกับข้าวให้ท่านกิน ไม่เคยเตรียมเสื้อผ้าให้ท่านเลย"
"ท่านทำเพื่อข้าตั้งมากมาย ฮือๆ... ข้ากลับเอาแต่ปฏิเสธท่าน บีบให้ท่านหย่ากับข้า..."
จ้าวเจียนเจียสติแตกไปแล้ว กอดโจวหยวนร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง น้ำตาไหลพราก
แต่แล้ว นางก็เบิกตากว้าง ด้วยความตกใจ
เพราะโจวหยวนประคองหน้านาง แล้วจูบลงมาอย่างดูดดื่ม
ความนุ่มนวลร้อนแรงที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน กลิ่นหอมละมุนปนรสเค็มของน้ำตา ริมฝีปากของจ้าวเจียนเจียช่างหอมหวานเหลือเกิน!
หลังจากตกใจชั่วครู่ จ้าวเจียนเจียก็ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกผิดหรือความซาบซึ้ง นางเริ่มจูบตอบ
แม้จะเงอะงะ ไร้เดียงสา ไม่มีประสบการณ์ แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกของสาวแรกแย้ม
ทั้งสองกอดกันแน่น จูบกันเนิ่นนานราวกับเวลาหยุดเดิน
จนกระทั่งจ้าวเจียนเจียเริ่มหายใจไม่ทัน ถึงได้ผละออกจากกัน หอบหายใจแรง
สายตาสองคู่สบประสาน
โจวหยวนกอดนางแน่น พูดเสียงเข้ม "ห้ามพูดเรื่องหย่าอีก เรามาใช้ชีวิตด้วยกันดีๆ ตกลงไหม?"
ในแววตาของจ้าวเจียนเจียเต็มไปด้วยน้ำตาและความรักลึกซึ้ง เสียงสั่น "ถ้าท่านยังต้องการข้า"
นางไม่เคยกล้าแสดงออกขนาดนี้ หน้าแดงก่ำ แต่ไม่ก้มหน้าหลบสายตา เพราะกลัวจะถูกปฏิเสธ
"เมียตัวเอง จะไม่ต้องการได้ไง เรากราบไหว้ฟ้าดินกันแล้วนะ"
โจวหยวนดึงนางเข้ามากอด ทั้งสองสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของอีกฝ่าย ช่วงเวลานี้ไร้คำพูดใดๆ ก็สื่อถึงกันได้
จ้าวเจียนเจียสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและที่พึ่งพิงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน หัวใจนางแทบละลาย
นึกถึงสิ่งที่โจวหยวนทำให้ นางเพิ่งรู้ว่าโจวหยวนยอดเยี่ยมแค่ไหน แค่นางมองไม่เห็นเอง
คิดได้ดังนั้น จ้าวเจียนเจียก็ครางเบาๆ เบียดตัวเข้าหาเขาแน่นขึ้น
นี่คือความรักใช่ไหม? สมองนางอื้ออึง มีแต่ภาพโจวหยวนเต็มไปหมด
ส่วนโจวหยวนยิ้มกริ่ม จะหลอกล่อผู้หญิง ก็ต้องเล่านิทาน
เรื่องราวอาจจะแต่งเติม แต่ความรู้สึกต้องจริงใจ
ถ้าหวังพึ่งบุพเพสันนิวาสประคองรัก สุดท้ายก็คงจบลงด้วยความเสียดาย
ลูกผู้ชายต้องรู้จักวิธี "บ่มเพาะความรัก" ถึงจะรักษาคนที่รักไว้ได้