- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีเก้าแปดได้รับระบบแฟลชเซลล์หนึ่งหยวน
- บทที่ 11 ได้รับเงินทุนตั้งต้น
บทที่ 11 ได้รับเงินทุนตั้งต้น
บทที่ 11 ได้รับเงินทุนตั้งต้น
บทที่ 11 ได้รับเงินทุนตั้งต้น
โจวว่านหาวเองก็เป็นห่วงลูกชายมาก แต่เมื่อเห็นลูกน้อยปลอดภัยอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เวลานี้ โจวว่านหาวหันมามองทางเฉินผิงอันและจางหยง
ตำรวจได้แจ้งเขาทางโทรศัพท์แล้วว่ามีนักเรียนมัธยมปลายสองคนเป็นคนเจอลูกชายเขา และหนึ่งในนักเรียนที่ชื่อเฉินผิงอันเป็นคนจับตัวพวกค้ามนุษย์ไว้ได้
ได้ยินมาว่าเฉินผิงอันมีวิชากังฟู ถึงได้จัดการกับแก๊งค้ามนุษย์ได้อยู่หมัด
สายตาของโจวว่านหาวกวาดมองเฉินผิงอันกับจางหยง
จางหยงก้มหน้าหลบสายตาด้วยความประหม่า แต่เฉินผิงอันกลับเงยหน้าสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว
โจวว่านหาวยิ้มออกมาทันที เขามั่นใจแล้วว่าใครเป็นคนช่วยลูกชายเขา
"สวัสดีพ่อหนุ่ม เธอคงจะเป็นเฉินผิงอันสินะ?" โจวว่านหาวยื่นมือไปทางเฉินผิงอัน เฉินผิงอันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบยื่นมือออกไปจับทักทายกับโจวว่านหาว
"ใช่ครับ ผมคือเฉินผิงอัน" เฉินผิงอันตอบสั้นๆ
"ขอบใจมากนะ เธอช่วยแก้วตาดวงใจของฉันไว้แท้ๆ" โจวว่านหาวกล่าวอย่างจริงจัง
โจวว่านหาวอายุสามสิบกว่าแล้ว แต่งงานมาหลายปีเพิ่งจะมีลูกคนแรก
ถ้าลูกเป็นอะไรไป เขาคงทำใจไม่ได้แน่ๆ
ตอนนี้เจอตัวลูกแล้ว
โจวว่านหาวจึงโล่งใจเป็นอย่างมาก
"คุณโจว ในเมื่อคุณอายุมากกว่าผม งั้นผมขอถือวิสาสะเรียกคุณว่าพี่ใหญ่โจวนะครับ หวังว่าคงไม่รังเกียจ" เฉินผิงอันหัวเราะเบาๆ
"ได้สิ ยินดีเลย ถ้าน้องชายของฉันเก่งกาจได้สักครึ่งของเธอ ฉันคงดีใจตายเลย" โจวว่านหาวหัวเราะร่า
เขาพูดจากใจจริง เพราะเขามีน้องชายอยู่คนหนึ่งจริงๆ แต่น้องชายคนนั้นวันๆ เอาแต่กินกับนอน ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่ยอมทำการทำงาน สร้างแต่เรื่องปวดหัวให้เขาไม่เว้นแต่ละวัน
"พี่ใหญ่โจว พูดตามตรง ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่ เพราะเงินรางวัลของพี่นั่นแหละที่ช่วยชีวิตลูกชายพี่ไว้"
"เพราะผมเห็นใบประกาศจับแปะอยู่ตามถนน มันเลยทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนผมเห็นคนหน้าตาเหมือนพวกค้ามนุษย์พาเด็กไป"
"แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นพวกค้ามนุษย์ นึกว่าเป็นคนธรรมดาพาหลานกลับบ้าน"
"จนวันนี้มาเห็นใบประกาศจับ ผมถึงได้รู้ว่าคนคนนั้นคือพวกค้ามนุษย์ ผมเลยลองตามหาดู แล้วก็เจอลูกชายพี่อยู่ที่นี่จริงๆ" เฉินผิงอันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขาเคยพูดแบบนี้กับตำรวจไปแล้วรอบหนึ่ง การเอามาพูดซ้ำกับโจวว่านหาวก็เพื่อสร้างบริบทให้เหตุการณ์มันดูสมบูรณ์และน่าเชื่อถือ
ไม่อย่างนั้น อยู่ดีๆ ไปเจอพวกค้ามนุษย์โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เฉินผิงอันคงอธิบายลำบาก
"ถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องขอบคุณโชคชะตาที่นำพาพ่อหนุ่มมาช่วยไว้" โจวว่านหาวพูดด้วยความซาบซึ้ง
แม้เฉินผิงอันจะทำไปเพราะหวังเงิน แต่คำขอบคุณก็เป็นสิ่งที่สมควรได้รับ
โจวว่านหาวสามารถสร้างธุรกิจใหญ่โตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แน่นอนว่าทักษะการเข้าสังคมของเขาย่อมไม่ธรรมดา
"น้องชาย ขอบใจมากที่ลำบาก เงินรางวัลสามแสนฉันจ่ายให้เต็มจำนวนแน่นอน และฉันยังเป็นหนี้บุญคุณเธออีกครั้งหนึ่งด้วย ถ้าวันหน้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไร มาหาฉันได้เลย" โจวว่านหาวพูดพร้อมรอยยิ้ม
เขาถือเป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในท้องถิ่น คำสัญญาแบบนี้จึงมีค่ามหาศาล
เมื่อเฉินผิงอันได้ยินดังนั้น ดวงตาเขาก็เป็นประกาย หัวใจพองโต
แน่นอนเขารู้ว่าโจวว่านหาวอาจจะแค่พูดตามมารยาท และเรื่องบุญคุณก็ไม่ควรไปจริงจังกับมันมากนัก
แต่ตอนนี้เฉินผิงอันต้องการเงินทุนก้อนแรกอย่างเร่งด่วน
เพื่อเงินแล้ว เฉินผิงอันยอมหน้าด้านได้
เฉินผิงอันยิ้มแล้วพูดว่า "พี่ใหญ่โจว ถ้าพี่พูดแบบนี้ งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ พอดีผมมีเรื่องอยากให้พี่ช่วยอยู่พอดี"
"ว่ามาสิ เรื่องอะไร?" โจวว่านหาวถามอย่างสงบนิ่ง
ถ้าสิ่งที่เฉินผิงอันขอมันเล็กน้อยและไม่เหลือบ่ากว่าแรง เขาก็ยินดีจะไว้หน้าและช่วยเหลือ
แต่ถ้าข้อเรียกร้องมันมากเกินไป เขาก็คงช่วยไม่ได้
ยังไงซะโจวว่านหาวก็ไม่ใช่คนโง่
เฉินผิงอันพูดว่า "พี่ใหญ่โจว ผมต้องการใช้เงินก้อนหนึ่ง แต่หาที่หยิบยืมไม่ได้เลย พี่เป็นนักธุรกิจ น่าจะมีคอนเนกชันกว้างขวาง พอจะแนะนำแหล่งเงินกู้ให้ผมบ้างได้ไหมครับ?"
เฉินผิงอันไม่ได้ขอยืมเงินจากโจวว่านหาวตรงๆ แต่เลี่ยงไปใช้คำพูดอีกแบบ
โจวว่านหาวชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเฉินผิงอันพูดแบบนั้น
ถ้าเฉินผิงอันเอ่ยปากขอยืมเงินเขาตรงๆ เขาคงไม่พอใจแน่ๆ และคงยากที่จะให้ยืม
แต่พอได้ยินว่าเฉินผิงอันแค่ต้องการให้เขาช่วยแนะนำคนปล่อยกู้ ลักษณะของคำขอมันก็เปลี่ยนไป
อย่างหนึ่งคือขอเงิน อีกอย่างคือขอให้ช่วยหาคนให้ยืมเงิน
เขาแค่ทำหน้าที่เป็นคนค้ำประกันกลายๆ
แม้การค้ำประกันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ยังดีกว่าต้องควักเงินตัวเองให้ยืมตรงๆ
"เธอได้เงินรางวัลสามแสนแล้วนี่? ยังไม่พออีกเหรอ?"
โจวว่านหาวถามด้วยความสงสัย
"พวกผมทำงานกันสองคน ตกลงกันไว้แล้วว่าถ้าได้เงิน ผมจะแบ่งให้เพื่อนห้าหมื่น เหลือถึงผมสองแสนห้า"
"ถึงสองแสนห้าจะไม่ใช่น้อยๆ แต่ผมมีเรื่องต้องใช้เงินเยอะ สองแสนห้ามันยังไม่พอครับ"
"ถ้าผมหาทางกู้เงินเพิ่มได้จะดีมากเลย"
"ผมใช้เงินไม่นานครับ แค่เดือนเดียว และผมจ่ายดอกเบี้ยให้ได้ แต่ขอไม่เอาพวกกู้นอกระบบดอกโหดทบต้นทบดอกนะครับ"
"ผมให้ดอกเบี้ยยี่สิบเปอร์เซ็นต์" เฉินผิงอันพูดอย่างระมัดระวัง
เขาคำนวณดอกเบี้ยมาอย่างดีแล้ว ถ้าต่ำไปมันก็ไม่คุ้มความเสี่ยง อีกฝ่ายคงไม่ยอมปล่อยกู้
แต่ถ้าสูงเกินไป เขาก็ไม่ไหว เขาไม่อยากเป็นหนี้หัวโต
"ดอกเบี้ยยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ระยะเวลาหนึ่งเดือน? เรทนี้ไม่เบาเลยนะ" โจวว่านหาพึมพำ
"ดอกเบี้ยไม่น้อยครับ แต่ผมไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เลยต้องอาศัยบารมีพี่ใหญ่โจวช่วยหน่อย" เฉินผิงอันยิ้มแห้งๆ
"ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มันก็ยุ่งยากขึ้นเยอะจริงๆ" โจวว่านหาวพยักหน้า
"แล้วเธอต้องการกู้เท่าไหร่ล่ะ?" โจวว่านหาวถาม
ใจจริงเฉินผิงอันอยากได้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เขาพูดแบบนั้นไม่ได้ ขืนพูดไป คงไม่ได้สักแดงเดียว
มันจะดูเหมือนเขากะจะกวาดเงินแล้วหนี
เฉินผิงอันคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว แล้วตอบทันที "สองล้านครับ ระยะเวลาหนึ่งเดือน ครบกำหนดผมคืนให้สองล้านสี่แสน เป็นดอกเบี้ยยี่สิบเปอร์เซ็นต์"
โจวว่านหาวมองเฉินผิงอันอย่างลึกซึ้ง ยิ้มแล้วพูดว่า "น้องชาย ฉันถือว่าเราเป็นเพื่อนกัน หวังว่าฉันจะดูคนไม่ผิดนะ สำหรับเงินจำนวนนี้ ไม่ต้องไปหาคนอื่นหรอก ฉันจะให้เธอยืมเอง เอาเป็นว่า วันนี้มันดึกแล้ว พรุ่งนี้เธอมาหาฉันที่บริษัท แล้วเราค่อยทำสัญญากัน" โจวว่านหาวพูดด้วยรอยยิ้ม
"พี่ใหญ่โจว ขอบคุณมากครับ" เฉินผิงอันพูดด้วยความตื่นเต้น
เงินตั้งสองล้าน! ด้วยเงินก้อนนี้ ในที่สุดเขาก็มีทุนรอนสำหรับเริ่มต้นธุรกิจแล้ว
จบบท