เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52: เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของโลก

บทที่ 52: เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของโลก

บทที่ 52: เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของโลก


บทที่ 52: เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของโลก

หยานเฉิงมาถึงที่พำนักชั่วคราวพร้อมกับความไม่สบายใจ

เขาเดินอ้อมนางรำที่ยังคงแกว่งร่างกายและมาถึงหน้า “บัลลังก์” ของหวังถง เขาคุกเข่าลงบนพื้นดังตุ้บและแสดงความเคารพต่ออีกฝ่าย

การกระทำนี้ทำให้หัวใจของคนทั้งหกที่อยู่ด้านข้างต่างก็ใจสั่นในทันที

ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือนหรือข้าราชการทหาร หรือแม้แต่พระสงฆ์ทั้งสองรูป พวกเขาต่างก็สัมผัสได้ถึงลางร้ายจากหยานเฉิง

แต่นั่นเป็นไปไม่ได้!

นั่นคือกองกำลังระดับแนวหน้าของกองทัพหยานอันเกรียงไกร และสิ่งที่กองกำลังนั้นทำก็คือการบุกโจมตีมณฑลเล็กๆ แห่งหนึ่ง แบบนั้นแล้วมันจะไปมีข่าวร้ายอะไรได้?

นอกซะจากว่าพวกเขาจะเผชิญหน้าเข้ากับเซียน ภารกิจที่พวกเขาได้รับมอบหมายไปก็จะมีมีวันล้มเหลวอย่างแน่นอน

ในขณะนี้ การแสดงออกของหวังถงก็มืดมนลง เขามองลงไปที่หยานเฉิงซึ่งคุกเข่าอยู่ที่ด้านล่าง เขาพูดอย่างเย็นชาว่า “แม่ทัพหยาน เจ้ากำลังทำอะไรอยู่? อย่าบอกนะว่าต้าจินของเจ้ามีประเพณีในการบอกข่าวโดยการทำหน้าอมทุกข์?”

จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าหยานเฉิงมาที่นี่เพื่อแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับชัยชนะของหวังชุน

นับตั้งแต่หวังชุนนำทัพและออกไปจากมณฑลซีหลิง พวกเขาก็ได้กวาดล้างกองกำลังศัตรูโดยรอบมาโดยไม่พบอุปสรรคใดๆ

และแน่นอนว่ามณฑลจูเหอเองก็ควรจะเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ เท่านั้น

แบบนั้นแล้วเขาจะแพ้ในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้เลย!

“ฝ่าบาท กองทัพของเราบุกโจมตีมณฑลจูเหอและถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น เว่ยคุนเสียชีวิตลงในสนามรบและผู้บัญชาการสูงสุดหวังชุนถูกจับตัวไป” หยานเฉิงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองในขณะที่เขาคุกเข่ากล่าวรายงาน

ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ถูกพูดออกมา ทั้งสถานที่ก็เงียบลงในทันที

คนหกคนที่นั่งอยู่ทั้งสองด้านลุกขึ้นในทันทีและมองไปที่หยานเฉิงด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

แม้แต่นักดนตรีกับนางรำที่กำลังเล่นและแสดงอยู่เองก็ยังต้องหยุดลง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

ปีศาจร้ายหวังชุนถูกจับแล้วจริงๆ หรอ?

สวรรค์ทรงเมตตาเราแล้ว!

อย่างไรก็ตาม หวังถงก็ยังคงคิดว่ามันไม่น่าเชื่อ เขาเดินลงมาจากบัลลังก์อย่างรวดเร็วและถีบไหล่ของหยานเฉิงพร้อมทั้งตะโกนอย่างโมโหว่า “ไอ้ชาติหมา เจ้าพูดว่าอะไรนะ? จงอธิบายทุกอย่างมาให้หมด!”

หยานเฉิงไม่กล้าที่จะต่อต้านในขณะที่เขาถูกถีบลงไปกับพื้น ใบหน้าของเขาซีดเซียวในขณะที่เขาหายใจเข้าลึกๆ และพูดว่า “เรียนฝ่าบาท ในตอนที่กองทัพของเราอยู่ห่างจากมณฑลจูเหอไปไม่ถึงสามลี้ จู่ๆ บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน”

“และไม่นานจากนั้น พายุฝนฟ้าคะนองก็ได้ปรากฏขึ้นและพัดเอาลมที่โหมกระหน่ำลงมา ฟ้าแลบและฟ้าร้องดังขึ้นอย่างกึกก้อง กองทัพทั้งหมดตกอยู่ในความโกลาหลและสูญเสียความสามารถในการสู้รบลงอย่างรวดเร็ว พวกเราทำได้เพียงยอมแพ้และถูกจับกุม”

เขาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวของเขาออกมาอย่างคร่าวๆ

แม้ว่าซุยเฮ็งจะบอกให้หยานเฉิงไปบอกอีกฝ่ายให้มุ่งหน้าตรงมายังมณฑลจูเหอ แต่ด้วยความจงรักภักดีของหยานเฉิงที่มีต่อราชาหยาน ดังนั้นเขาจึงพยายามจะบอกให้อีกฝ่ายอ้อมมณฑลจูเหอไป

เมื่อต้องเผชิญหน้าเข้ากับเซียนที่สามารถเรียกลมพายุได้ มันก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงกองทัพ 50,000 นายอีกต่อไป แม้แต่กองทัพนับแสนก็ยังไม่อาจจะบุกทะลวงได้!

“ไร้สาระ!”

หวังถงตะคอกกลับเมื่อเขาได้ยินสิ่งนี้

จากนั้นเขาก็ถกแขนเสื้อขึ้นและยกแจกันขนาดใหญ่ที่สูงพอๆ กับคนทุ่มลง มันกระแทกเข้าใส่นักดนตรีที่อยู่ข้างๆ เขา

“อ้าา!” นักดนตรีอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมา

“ใครอนุญาตให้เจ้าตะโกน!” หวังถงตะโกนด้วยความโกรธและซัดพลังปราณของเขาเข้าใส่ร่างของนักดนตรีราวกับลูกปืนใหญ่

ร่างกายของนักดนตรีแยกออกเป็นชิ้นๆ เลือดและเนื้อกระจายไปทั่ว เขาไม่เหลือแม้แต่เศษร่างของมนุษย์

หวังถงไม่เพียงแต่จะเป็นผู้นำของกลุ่มกบฏเท่านั้น แต่เขายังเป็นปรมาจารย์ขอบเขตเซียนเทียนอีกด้วย!

เขามีความสามารถในการปลดปล่อยพลังปราณและระดมพลังแห่งสวรรค์และปฐพี และในโลกยุทธ์ เขาก็คือผู้ที่ดำรงอยู่บนจุดสูงสุดที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้

นักดนตรีและนางรำคนอื่นๆ หน้าซีดลงเมื่อเห็นฉากนี้ พวกเขากลัวจนตัวสั่นและไม่กล้าจะส่งเสียงใดๆ ออกมา

“หยานเฉิง ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย!” หวังถงมองไปที่หยานเฉิงด้วยเจตนาฆ่าและกัดฟันแน่น “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? มันเกิดอะไรขึ้นที่มณฑลจูเหอ!!”

“ฝ่าบาท ทุกสิ่งที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้นั้นเป็นความจริง มันไม่มีการโกหกใดๆ เลย!” หยานเฉิงคุกเข่าลงอีกครั้งและทำความเคารพ “ผู้ว่าการมณฑลจูเหอนั้นไม่ใช่คนธรรมดา พลังของเขาแปลกประหลาดและต่างจากที่เราเคยพบมา เขามีความสามารถในการเรียกลมพายุ!”

“ในตอนนั้น จู่ๆ ลมก็กรรโชกแรง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ม้าทั้งหลายตกใจกลัว จากนั้นห่าฝนก็ตกลงมาเหมือนกับธารน้ำเชี่ยวกรากที่ไหลลงมาจากบนฟ้า กองทัพของเราไม่เคยพบเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ดังนั้น…”

“หุบปาก!” หวังถงตะโกนด้วยความโกรธและเตะหยานเฉิงลอยกระเด็นออกไป หยานเฉิงกระแทกเข้ากับกำแพงด้านนอกและกระอักเลือดออกมาขณะที่เขาล้มลงกับพื้น

หยานเฉิงลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากและคุกเข่าลงอีกครั้ง “ข้า... ข้าขอจบการรายงาน”

ใบหน้าของหวังถงมืดลงเหมือนกับน้ำลึกและทั้งวังก็เงียบลง

หลังจากนั้นไม่นาน

ราชาหยานดูเหมือนจะปรับอารมณ์ของเขาได้แล้ว เขามองไปที่คนหกคนด้านล่างและพูดว่า “เขาสามารถเรียกลมพายุและทำให้ทหาร 50,000 นายจมน้ำตายได้ นอกจากนี้ เขายังจับน้องชายของข้าไปอีก พวกเจ้าเชื่อเรื่องไร้สาระแบบนี้ไหม?”

ทั้งหกคนยังคงเงียบ

“ก็ได้ งั้นข้าจะถามใหม่!”

หวังถงเดินไปที่กลางเวทีและพูดเสียงดังว่า “เขาสามารถเรียกลมพายุที่สามารถพัดคนจนปลิวและสามารถเรียกห่าฝนที่สามารถตกหนักเสมือนกับเป็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวลงมาจากฟากฟ้าและทำให้กองทัพจำนวน 50,000 นายจมน้ำตายได้ แบบนี้แล้วมีใครในหมู่พวกเจ้าบ้างไหมที่สามารถทำแบบนั้นได้?”

“เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้”

พวกเขาทั้งหกตอบพร้อมเพรียงกัน

“ทุกคนที่นี่ยกเว้นรัฐมนตรีอู๋เป็นปรมาจารย์ขอบเขตเซียนเทียน!” การจ้องมองของหวังถงกวาดไปที่ทุกคน “ในเมื่อไม่มีใครสามารถทำได้ งั้นข้าก็จะถามอีกครั้ง แล้วปรมาจารย์ขอบเขตสัมผัสโลกาสามารถทำได้หรือไม่?”

“เรียนฝ่าบาท การจะเรียกลมพายุ, เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและทำลายล้างกองทัพนับหมื่นลงได้ด้วยการสะบัดนิ้วเดียวเพียงครั้งเดียวนั้นเป็นการกระทำของผู้ที่ยิ่งใหญ่ราวกับเป็นเทพเจ้า” พระเต๋อคงจากอารามดอกปทุมอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและพูดต่อว่า “ไม่ต้องพูดถึงขอบเขตสัมผัสโลกาเลย แม้แต่ปรมาจารย์ขอบเขตเทพก็ยังไม่สามารถทำได้”

คนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของพระเต๋อคง

ขอบเขตเทพเป็นที่รู้จักกันในนามขอบเขตสมบัติเทวะ

แม้ว่าพวกที่สามารถมาถึงขอบเขตนี้ได้แล้วจะมีความสามารถที่น่าเหลือเชื่อมากมาย แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์และไม่ใช่เซียนที่แท้จริง

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ปรมาจารย์ขอบเขตเทพจะสามารถเรียกลมพายุและทำลายกองทัพจำนวน 50,000 นายลงด้วยการสะบัดนิ้วของเขาได้

บางทีพวกเขาอาจจะถูกปิดล้อมและถูกสังหารลงโดยกองทัพ

300 ปีที่แล้ว ปรมาจารย์ขอบเขตเทพหลายคนก็ได้ถูกปิดล้อมและถูกสังหารลงโดยกองทัพของราชาสวรรค์หงหวู่

“สรุปแล้วนี่คือความเห็นของทุกคน…” หวังถงมองไปทางหยานเฉิงที่เดินจากไปและยิ้ม “ดังนั้นแล้วรายงานที่หยานเฉิงกล่าวมาก็อาจจะเป็นของปลอมก็ได้ถูกไหม?”

“มันอาจจะจริงที่พวกเขาพ่ายแพ้ แต่มันก็ไม่น่าจะเป็นเพราะพวกเขาได้พบกับเทพเจ้าที่สามารถเรียกลมพายุได้” พระเต๋อคงส่ายหัวและพูดว่า “ดังนั้นแล้วเขาก็อาจจะใช้สิ่งนี้เพื่อเป็นข้อแก้ตัวเท่านั้น”

เว้นซะแต่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเทพจากสรวงสวรรค์ที่ลงมายังโลกมนุษย์ มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังเช่นนี้จะปรากฏตัวขึ้นบนโลกใบนี้!

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำอย่างไรต่อไปดี?” หวังถงมองไปรอบๆ และถาม

“เรียนฝ่าบาท โปรดโจมตีมณฑลจูเหอต่อไป มันใกล้จะครบ 100 ปีแล้ว เราต้องโจมตีมันให้เร็วที่สุด” ข้าราชการทหารคนหนึ่งยืนขึ้นแสดงท่าทาง

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”

“ข้าเองก็เห็นด้วย!”

ข้าราชการทหารอีกสองคนกล่าวตามและลุกขึ้น

“ถึงเวลาล้างมณฑลจูเหอแล้ว” พระเต๋อคงพยักหน้าและพูดว่า “นอกจากนี้ ข้าจะได้ไปสั่งสอนบทเรียนให้กับเจ้าศิษย์ไม่รักดีของข้าด้วย”

“กำหนดการ 100 ปีใกล้จะมาถึงแล้ว ดังนั้นแล้วเราก็ควรจะขยายอำนาจเพื่อให้ทันกับกำหนดการ” พระหยวนเจิงพนมฝ่ามือเข้าหากัน

“ฝ่าบาท โปรดส่งกองทัพไปยังมณฑลจูเหอด้วย!”

“ข้ารับรู้ถึงเจตนาของพวกเจ้าทั้งหมดแล้ว!” หวังถงพยักหน้าและพูดว่า “มณฑลจูเหอเป็นสถานที่ที่ข้าจะต้องยึดมาให้ได้ ดังนั้นแล้วข้าก็จะต้องส่งกองกำลังไปที่นั่นอย่างแน่นอน และไม่เพียงแต่เพื่อการเดินทัพในอนาคตเท่านั้น แต่มันยังเพื่อช่วยน้องชายของข้าด้วย!”

“รัฐมนตรีอู๋ เจ้าคิดอย่างไร?”

ในที่สุดเขาก็มองไปที่ข้าราชการพลเรือนที่เงียบอยู่

อันที่จริง ข้าราชการทหารทั้งสามนายและพระทั้งสององค์ก็ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา

พวกเขาเป็นเพียงตัวแทนที่ถูกส่งมาจากตระกูลขุนนางและสำนักต่างๆ เพื่อมาสนับสนุนเขา

คนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาอย่างแท้จริงคือรัฐมนตรีอู๋

“เรียนฝ่าบาท ข้าคิดว่าเราควรจะตรวจสอบก่อนว่าทำไมกองทหารที่แข็งแกร่งกว่า 50,000 นายของเราถึงเสียท่าได้” รัฐมนตรีอู๋กล่าวด้วยความเคารพ “นอกจากนี้ เราก็ยังต้องทรมานหยานเฉิงเพื่อทำให้เขาบอกความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาให้หมด”

“ด้วยวิธีนี้เท่านั้น ฝ่าบาทจึงจะสามารถเข้าใจศัตรูได้อย่างถ่องแท้”

“นั่นก็จริง” หวังถงพยักหน้าเมื่อได้ยินเรื่องนี้ เขามองไปที่พระเต๋อคงและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าคงจะต้องฝากรบกวนท่านเดินทางไปที่มณฑลจูเหอเพื่อค้นหาความจริงแล้วล่ะ”

พระเต๋อคงเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเขาได้ยินสิ่งนี้ จากนั้นเขาก็พนมมือแล้วกล่าวว่า “อมิตาพุทธ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของโลก ข้าจะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังอย่างแน่นอน”

….

ในคืนที่หวังชุนถูกตัดศีรษะ

ซุยเฮ็งนั่งสมาธิอยู่ในที่พักของเขาในสำนักงานเทศมณฑล

เขากำลังปรับแต่งแก่นแท้ทองคำและตรวจสอบจิตวิญญาณของตน

อย่างไรก็ดี จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น สายตาของเขามองทะลุผ่านผนังห้องต่างๆ และมองไปยังตรงที่ฮุ่ยฉีอาศัยอยู่

ในขณะนี้ ฮุ่ยฉีก็กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างกายของเขากำลังสั่นเทาและใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความกลัว

ขณะเดียวกัน พระชรารูปหนึ่งก็กำลังยืนอยู่ตรงข้ามกับเขาด้วยสีหน้าเฉยเมยและพูดเสียงเบาว่า “เจ้าสัตว์ร้าย ถ้าเจ้าตัดศีรษะของผู้ว่าการมณฑลคนนั้นได้ เจ้าก็จะสามารถชดเชยความผิดของเจ้าได้ และข้าก็จะไว้ชีวิตเจ้า”

จบบทที่ บทที่ 52: เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของโลก

คัดลอกลิงก์แล้ว