เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45: อยู่เพราะผู้ว่าการ ตายเพื่อผู้ว่าการ เขย่าโลกสะเทือนสวรรค์!

บทที่ 45: อยู่เพราะผู้ว่าการ ตายเพื่อผู้ว่าการ เขย่าโลกสะเทือนสวรรค์!

บทที่ 45: อยู่เพราะผู้ว่าการ ตายเพื่อผู้ว่าการ เขย่าโลกสะเทือนสวรรค์!


บทที่ 45: อยู่เพราะผู้ว่าการ ตายเพื่อผู้ว่าการ เขย่าโลกสะเทือนสวรรค์!

ในเวลาเดียวกันกับที่กองทัพของราชาหยานเริ่มเคลื่อนทัพ คนๆ หนึ่งก็ได้มาถึงมณฑลจูเหอ

ซูไป่ลู่เป็นหญิงสาวที่ดูมีอายุประมาณสามสิบต้นๆ เธอสวมเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนที่มีลวดลายกวางสีขาวปักอยู่ เธอสวมมงกุฎดอกบัวและคล้องกระบี่ยาวไว้บนหลัง เธอดูกล้าหาญและสง่างามมาก

รูปร่างหน้าตาของเธอนั้นงดงามราวกับจะล้มทั้งเมืองได้ ออร่าของเธอให้ความรู้สึกที่เย็นชาแต่ในขณะเดียวกันเธอก็ดูมีเสน่ห์เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของซูไป่ลู่ก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องของความงามเท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องความแข็งแกร่งของเธอด้วย

เธอเป็นผู้อาวุโสของศาลากระบี่ยู่หัวและยังเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตประตูลึกล้ำ เธออยู่ห่างจากขอบเขตเซียนเทียนเพียงครึ่งก้าวและถือได้ว่าเป็นจอมยุทธ์อันดับต้นๆ ของโลก

เธอเป็นที่รู้จักในสมญานาม “กระบี่สัมบูรณ์”

สมญานามดังกล่าวมาจากเจตจำนงเสรีที่แข็งแกร่งมาก

ในตอนนี้ สิ่งแรกที่ซูไป่ลู่ทำเมื่อเธอมาถึงมณฑลจูเหอก็คือการมุ่งตรงไปที่สำนักงานเทศมณฑลแม้ว่าฟางหมินและโจวไฉ่เว่ยจะห้ามปรามก็ตาม

เธอต้องการจะพบกับซุยเฮ็ง

“ท่านอาจารย์ ท่านจะทำแบบนั้นไม่ได้นะ!” โจวไฉ่เว่ยยืนขวางหน้าซูไป่ลู่  “ท่านผู้ว่าการซุยเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการ หากท่านรีบผลีผลามมาพบเช่นนี้ มันก็อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งได้”

“แต่หากข้าไม่ไปหาเขา มณฑลจูเหอก็จะต้องถูกเขาสังเวย” ซูไป่ลู่หัวเราะเยาะ “เมืองทั้งเมืองมีทหารไม่ถึง 300 นายแถมเขาก็ยังไม่มีแผนที่จะเกณฑ์ทหาร นี่มันดูเหมือนกับการป้องกันเมืองตรงไหน?”

“นี่…” ฟางหมินพยายามจะโน้มน้าว “บางทีเขาอาจจะรอให้ท่านอาจารย์มารับผิดชอบก็ได้ หากท่านสามารถเจรจากับกองทัพของราชาหยานได้ เขาก็จะไม่จำเป็นต้อง…”

“หากจะเจรจา เราก็ยังต้องการให้พวกเขาทำการซื้อเวลาด้วยการปกป้องเมืองอยู่ดี” ซูไป่ลู่ยกมือขึ้นเพื่อหยุดเธอและพูดด้วยเสียงต่ำว่า “ข้าจะไปพบผู้ว่าการมณฑลคนนี้และจะจัดการเรื่องทั้งหมดนี้เอง เราจะต้องระดมกำลังพลที่สามารถใช้ป้องกันเมืองให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อที่เราจะได้สามารถเจรจา…”

จู่ๆ เธอก็หยุดพูดลงกะทันหัน หูของเธอกระตุกขณะที่เธอขมวดคิ้ว “นั่นเสียงเปิดประตูหรอ”

จากนั้นซูไป่ลู่ก็รีบออกจากที่พัก

“ท่านอาจารย์!”

“ท่านอาจารย์!”

ฟางหมินและโจวไฉ่เว่ยรีบตามไป

ในขณะนี้ ประตูเมืองจูเหอก็ได้เปิดออก

นี่เป็นเพราะทหารยามที่อยู่ด้านหน้าได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกองทัพของราชาหยานแล้ว และอีกฝ่ายก็กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

ด้วยเหตุนี้เอง ซุยเฮ็งจึงสั่งให้ฮุ่ยฉีเอาทหารไปนำเหล่าผู้ลี้ภัยเข้ามาหลบในเมืองก่อน

ในขณะเดียวกัน ซูไป่ลู่ก็บังเอิญเห็นฉากนี้

เธอตกตะลึง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเหล่าผู้ลี้ภัย ซูไป่ลู่เย้ยหยันและกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าผู้ว่าการมณฑลซุยคนนี้จะยังพอมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง เขารู้จักปล่อยให้ผู้ลี้ภัยเข้ามาหลบในเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงความหายนะของสงครามนอกเมือง”

“ท่านอาจารย์ ท่านผู้ว่าการซุยได้ตัดสินใจเรื่องนี้เอาไว้นานแล้ว” โจว ไฉ่เว่ยตระหนักได้ว่าท่าทีของอาจารย์ของเธอนั้นดูอ่อนลงเล็กน้อย ดังนั้นเธอจึงยิ้มและกล่าวว่า “ท่านผู้ว่าการชุยเป็นคนมีความเมตตากรุณาจริงๆ เขาจะไม่มีวันยอมแพ้และทิ้งเมืองนี้ไปแน่”

การทิ้งเมืองนั้นหมายความว่าผู้คนในมณฑลจะต้องอยู่ในความเมตตาของกองทัพของราชาหยาน

ในยุคนี้ มันก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการเดินทัพโดยไม่มีการปล้นสะดม

มันเป็นไปไม่ได้ที่คนมีความเมตตาจะมาทำสงครามกัน

“เพียงเพราะเขาใจดีไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ไร้เดียงสา” ซูไป่ลู่ส่ายหัวและพูดว่า “บางทีเขาอาจจะคิดว่าตราบใดที่เขายอมจำนนและเสนอเมืองให้ เขาก็จะสามารถช่วยผู้คนในเมืองให้รอดจากสงครามได้ก็ได้”

“อย่างไรก็ตาม กองทัพของราชาหยานนั้นก็เป็นเผด็จการ ระหว่างทาง พวกมันได้ปล้นสะดมผู้คนไปเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน มันไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการคนใดที่รอดชีวิต พลเมืองทุกคนเองก็ถูกปล้นและข่มขืนอย่างไร้มนุษยธรรม”

ในขณะนี้ เยาวชนที่เพิ่งเดินผ่านพวกเขาก็หันกลับมาและวิ่งกลับไป

เขายกมือขึ้นและชี้ไปที่ซูไป่ลู่ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย เขากัดฟันและพูดว่า “เจ้าพูดอะไรของเจ้า เจ้ากล้าดียังไงมาใส่ร้ายท่านผู้ว่าการโดยบอกว่าเขาจะยอมจำนนและยกเมืองให้อีกฝ่าย? ท่านผู้ว่าการเป็นชายผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนหยัดได้เหนือท้องนภา เขาจะไม่มีทางเสนอเมืองให้กับอีกฝ่ายแน่นอน!”

คนที่พูดไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจ้าวกู่ตันที่เพิ่งเข้ามาในเมือง

ในขณะนี้ ลุงสามเองก็ตามมาด้วย เขาดึงจ้าวกู่ตันกลับไปและพูดกระซิบกับจ้าวกู่ตัน “กู่ตัน ตัวตนของหญิงนางนี้ไม่ธรรมดา เราเพิ่งจะเข้ามาในเมือง เราอย่าเพิ่งสร้างปัญหาเลยจะดีกว่า”

“ไม่! ชีวิตของข้ามอบให้กับท่านผู้ว่าการแล้ว ข้าจะยอมทนเพิกเฉยต่อการใส่ร้ายของนางได้อย่างไร!”

จ้าวกู่ตันยืนนิ่งและจ้องเขม็งไปที่ซูไป่ลู่ “ฟังนะ เราทุกคนหนีออกมาจากมณฑลต้าคัง และผู้ว่าการมณฑลก็รู้ดีว่าเจ้าหยานชาติหมานั่นเป็นคนสารเลวขนาดไหน เพราะฉะนั้นแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะยอมจำนน!”

“ข้าจะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยท่านผู้ว่าการ แม้ว่าข้าจะต้องหลั่งเลือดจนถึงหยดสุดท้าย แต่ข้าก็จะไม่มีวันยอมจำนนต่อเจ้าหยานชาติหมาแน่!”

คำพูดของเขาสะท้อนใจสิ่งที่อยู่ภายในใจของเหล่าผู้ลี้ภัยจำนวนนับไม่ถ้วนในทันที ชั่วอึดใจเดียว พวกเขาทั้งหมดก็ตะโกนเสียงดังลั่น

“เราจะหลั่งเลือดจนหยดสุดท้ายเพื่อท่านผู้ว่าการ และเราจะไม่มีวันยอมจำนนต่อเจ้าหยานชาติหมา!”

“เราจะหลั่งเลือดจนหยดสุดท้ายเพื่อท่านผู้ว่าการ และเราจะไม่มีวันยอมจำนนต่อเจ้าหยานชาติหมา!”

เสียงตะโกนของเหล่าผู้ลี้ภัยทำให้ทหารและประชาชนในเมืองเกิดติดเชื้อไปตามๆ กัน

ในตอนแรกพวกเขาก็ยังคงรู้สึกหวาดกลัวต่อภัยสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ พวกเขาทั้งหมดก็รู้สึกว่าเลือดในกายของพวกเขากำลังเดือดพล่าน

ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ยังตระหนักได้ว่าทรัพย์สินและที่ดินที่พวกเขาครอบครองอยู่ ณ ตอนนี้ล้วนแต่ถูกแจกจ่ายโดยผู้ว่าการทั้งหมด ถ้ากองทัพของราชาหยานบุกเข้ามาในเมืองได้ สิ่งที่พวกเขาจะสูญเสียก็มีเพียงน้ำใจของผู้ว่าการที่ประทานมาให้กับพวกเขา

“เราจะหลั่งเลือดจนหยดสุดท้ายเพื่อท่านผู้ว่าการ และเราจะไม่มีวันยอมจำนนต่อเจ้าหยานชาติหมา!”

“เราจะหลั่งเลือดจนหยดสุดท้ายเพื่อท่านผู้ว่าการ และเราจะไม่มีวันยอมจำนนต่อเจ้าหยานชาติหมา!”

ครู่หนึ่ง เสียงในเมืองจูเหอก็ดังลั่นไปทั่วท้องนภา และความตั้งใจในการต่อสู้ของพวกเขาทั้งหมดก็พุ่งสูงขึ้น

สิ่งนี้ทำให้ซูไป่ลู่รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เธอพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ผู้ว่าการมณฑลชุยคนนี้โด่งดังขนาดนั้นเลยหรอ?”

ตอนนี้เธอไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าควบคุมมณฑลจูเหออีกต่อไป

นี่เป็นเพราะเธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถเปรียบเทียบกับซุยเฮ็งได้เลยในแง่ของการระดมกำลัง

ถึงกระนั้น สิ่งนี้ก็ไม่ได้หยุดความสับสนงุนงงในใจของเธอลง

ในเมื่อพวกเขามีพลเมืองเลือดร้อนขนาดนี้ งั้นทำไมพวกเขาถึงไม่เกณฑ์คนเหล่านี้มาช่วยล่ะ?

ตราบใดที่พวกเขาจัดระเบียบคนของพวกเขาและป้องกันได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง พวกเธอก็จะมีเวลามากพอไปเจรจาอย่างแน่นอน

ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นอย่างมากเกี่ยวกับตัวตนของซุยเฮ็ง เธอต้องการจะไปพบเขาเพื่อพูดคุยและถามเขาว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

ปัง! ปัง! ปัง!

ในขณะนี้ จู่ๆ ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าพื้นใต้เท้าของพวกเขากำลังสั่นสะเทือน ยิ่งไปกว่านั้น แรงสั่นสะเทือนนี้ก็ยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“มันคือไอ้หยานชาติหมา! กองทัพของไอ้หยานมาถึงที่นี่แล้ว!!” เหล่าผู้ลี้ภัยจากมณฑลต้าคังอุทานออกมา เสียงเดินทัพและแรงสั่นสะเทือนนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับฝันร้ายของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันลืมมันแม้ว่าพวกเขาจะตาย

เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงนี้ พลเมืองหลายคนที่ยังคงตะโกนอย่างเลือดร้อนก็อดไม่ได้ที่จะเลือดเย็นลงในทันที ฉากอันน่าสะพรึงกลัวแล่นวาบเข้ามาในความคิดของพวกเขา และร่างกายของพวกเขาก็สั่นสะท้านโดยไม่สามารถควบคุมได้

ในไม่กี่ชั่วอึดใจ ความกลัวก็เริ่มแพร่กระจายออกไป

ในขณะนี้ เสียงตะโกนก้องก็ดังขึ้นมาจากทางข้างหน้าอีกครั้ง

“ท่านผู้ว่าการได้ขึ้นสู่ประตูเมืองแล้ว! ท่านผู้ว่าการจะทำการปกป้องเมืองด้วยตัวของท่านเอง!!”

ข่าวนี้ทำให้เกิดความแตกตื่นอย่างมากในหมู่ฝูงชน

“ทุกคนไปกันเถอะ! ไปที่ประตูเมืองแล้วช่วยท่านผู้ว่าการปกป้องเมืองและฆ่าเจ้าสุนัขหยาน!” มีคนตะโกนขึ้น และทันใดนั้นผู้คนหลายร้อยคนก็ตอบกลับมา ในพริบตาเดียว ผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่เพิ่งจะเข้ามาในเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติก็เดินสวนกระแสออกมา

แม้แต่พลเมืองหลายคนที่รู้สึกหวาดกลัวก่อนหน้านี้ก็ยังกัดฟันและเดินตามหลังไป

จ้าวกู่ตันเองก็เป็นคนแรกที่ตามมา

ลุงสามเองก็ทำตามโดยไม่ลังเล

ซูไป่ลู่มองไปที่ฝูงชนจำนวนมากและเงียบลง หลังจากนั้นไม่นาน จู่ๆ เธอก็พูดกับฟางหมินและโจวไฉ่เว่ยว่า “มาดูกันว่าผู้ว่าการซุยจะปกป้องเมืองได้อย่างไร”

รู้สึกอย่างไรที่เห็นกองทัพจำนวน 50,000 นายวิ่งเข้าหาพวกเขา?

กลัว!

ความกลัวที่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์

แม้แต่ลู่เจิงหมิงและฮุ่ยฉีก็ยังรู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพจำนวน 50,000 นาย ความแข็งแกร่งของคนเพียงคนเดียวก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรเลย

และต่อให้พวกเขาจะเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตเซียนเทียน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารจำนวนมากขนาดนี้ พวกเขาก็ยังมีแต่ต้องวิ่งหนีเท่านั้น

ส่วนพลเมืองที่มาช่วยป้องกันเมืองที่ปีนขึ้นกำแพงเมืองตามการนำของทหาร เมื่อพวกเขาเห็นฉากทหาร 50,000 นายควบม้าเข้ามาใกล้ พวกเขาก็กลัวจนแข้งขาอ่อนแรง

ซูไป่ลู่เองก็พาฟางหมินและโจวไฉ่เว่ยไปที่กำแพงเมืองโดยมีจ้าวกวงนำทางพวกเธอ

หลังจากเห็นสถานการณ์ทั้งหมดจากบนกำแพงเมือง เธอก็ตระหนักได้ว่าก่อนหน้านี้เธอยังควมองโลกในแง่ดีเกินไปเล็กน้อย

แม้ว่าพวกเขาจะจัดระเบียบการป้องกันเมืองอย่างดีที่สุด แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาทั้งหมดจะสามารถต้านกองทัพจำนวน 50,000 นายเอาไว้ได้

แบบนี้แล้วพวกเขาจะปกป้องเมืองได้อย่างไร?

พวกเขาคงจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะเจรจา!

ซูไป่ลู่มองไปยังซุยเฮ็งที่ยืนอยู่ด้านหน้า

สิ่งแรกที่ทำให้เธอประหลาดใจคือความเยาววัยของอีกฝ่าย

และสิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือผู้ว่าการมณฑลจูเหอคนนี้กำลังยิ้มอยู่!

“เขาไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?” ซูไป่ลู่รู้สึกงงงวย นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะดูยังไง พวกเขาก็แพ้แน่นอน

“ท่านผู้ว่าการ ตอนนี้เราควรจะทำอย่างไรกันดี?” จ้าวกวงเป็นคนแรกที่ถามขึ้นมา คำถามนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที

ลู่เจิงหมิงและฮุ่ยฉีเองก็มองตามเช่นกัน

แม้ว่าพวกเขาทุกคนจะได้เห็นความทรงพลังของซุยเฮ็งมากับตาเรียบร้อยแล้ว แต่พวกเขาก็ยังอยากรู้ว่าซุยเฮ็งต้องการจะทำอะไร

แม้ว่าเขาจะรู้อยู่ในใจแล้ว แต่แรงกดดันจากกองทัพจำนวน 50,000 นายนั้นก็ยังบีบบังคับให้พวกเขาเกิดความสงสัย

“เอาชามน้ำมาให้ข้า” ทันใดนั้นซุยเฮ็งก็พูดกับจ้าวกวง

“เอ่อ? ขะ.. เข้าใจแล้ว!” จ้าวกวงรีบหันกลับไปเพื่อตักน้ำ แต่เขาก็สับสนและยังไม่รู้ว่าซุยเฮ็งต้องการจะทำอะไร

คนอื่นๆ เองก็ดูสับสนมากเช่นเดียวกัน

น้ำ?

เขาต้องการจะเอาน้ำไปทำอะไรในเวลาแบบนี้?

ม้า 10,000 ตัวควบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฝุ่นผงและดินทรายปลิวว่อนไปทั่วทุกที่!

ในขณะนี้ หวังชุนก็ได้นำกองทัพทหารจำนวนมากกว่า 50,000 นายเข้ามาใกล้เมืองแล้ว

ทางด้านซ้ายและขวาของเขาคือเว่ยคุนและหยานเฉิงบ

หวังชุนมองไปที่กำแพงเมืองข้างหน้าเขาและหัวเราะเสียงดัง “กำแพงเมืองนี้เตี้ยมากจริงๆ ข้าเกรงว่ามันจะสูงไม่ถึง 20 ฟุตด้วยซ้ำ แบบนี้แค่สี่ชั่วโมงพวกเราก็ตีมันแตกแล้ว!”

“ฮ่าฮ่า ท่านก็ถ่อมตัวเกินไป” เว่ยคุนที่อยู่ด้านข้างพูดต่อ “สายลับที่เราส่งไปบอกว่าพวกมันมีทหารทั้งหมดประมาณ 200 นาย ดังนั้นข้าว่าเราน่าจะสามารถตีเมืองแตกได้ภายในสองชั่วโมง!”

“นั่นมันซุยเฮ็ง! เขาอยู่บนกำแพงเมือง เขามาที่นี่เพื่อปกป้องเมืองด้วยตัวเอง!” หยานเซิงขมวดคิ้วแน่น  “ท่านผู้บัญชาการสูงสุด คนผู้นี้…”

“เขาไม่ธรรมดาใช่ไหม? เราต้องระวังเอาไว้ใช่ไหม?” หวังชุนขัดจังหวะหยานเฉิงพร้อมกับรอยยิ้มอันเย็นชา เขาพูดอย่างเหยียดหยามว่า “ข้าเบื่อที่จะได้ยินมันแล้ว!”

“ที่อาจารย์เซนเต๋อคงมาช่วยฟื้นวรยุทธ์ให้กับเจ้านี่มันสูญเปล่าจริงๆ เจ้าได้กลายเป็นเศษขยะที่กลัวจนหมดปัญญาไปแล้ว เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้พูดอีกต่อไปแล้ว เจ้าแค่อยู่เฉยๆ แล้วฟังคำสั่งของข้าก็พอแล้ว!”

“แม่ทัพหยาน ท่านนี่ช่าง…” เว่ยคุนส่ายหัวและยิ้ม “ขยะ!”

“เจ้า!” หยานเฉิงโกรธจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเขาเห็นซุยเฮ็งอยู่บนกำแพงเมืองที่ห่างไกล ความรู้สึกตื่นตระหนกก็ปรากฏขึ้นในใจของเขา ราวกับว่าหายนะกำลังจะเกิดขึ้น

“พี่น้องทั้งหลาย! ตามข้ามา!” หวังชุนตะโกนเสียงดังลั่นและสั่งให้ทหารถือธงยกธงขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้กองทัพทั้งหมดพุ่งเข้าโจมตี

เขาต้องการที่จะพังประตูเมืองในครั้งเดียว!

บนกำแพงเมือง เมื่อทุกคนเห็นกองทัพทหารจำนวน 50,000 นายเริ่มบุกเข้ามาใกล้ ความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในใจของพวกเขาก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในทันที

“เตรียมตัวออกจากเมืองไปจับเชลยศึกกันได้แล้ว” ในขณะนี้ จู่ๆ ซุยเฮ็งก็พูดอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจได้ออกมา

อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูดได้อย่างรวดเร็ว

ซุยเฮ็งโยนชามน้ำที่เขาเพิ่งจะได้รับมาขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไม่ใส่ใจ

ละอองน้ำระยิบระยับกระจายตัวอยู่บนท้องฟ้า อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่มีสักหยดเดียวที่ตกลงมายังพื้น พวกมันทั้งหมดบินขึ้นไปบนท้องฟ้าและหายเข้าไปในหมู่เมฆราวกับว่าพวกมันถูกนำทางโดยพลังประหลาดบางอย่าง

ในเวลาเดียวกัน จู่ๆ ก็มีลมแรงพัดขึ้นข้างนอกเมืองจูเหอ ผงทรายและก้อนหินปลิวกันว่อน ท้องฟ้ามืดครึ้ม และดวงอาทิตย์ก็เริ่มมืดสลัวลง

และแล้ว-

บึ้มมมมมม!

เสียงฟ้าร้องฟ้าลั่นดังขึ้นราวกับเสียงเห่าของหมาบ้า ขณะเดียวกัน ห่าฝนก็กระหน่ำซัดตกลงมา!

จบบทที่ บทที่ 45: อยู่เพราะผู้ว่าการ ตายเพื่อผู้ว่าการ เขย่าโลกสะเทือนสวรรค์!

คัดลอกลิงก์แล้ว