เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33: ใหญ่แค่ไหนก็หลบไปก่อน

บทที่ 33: ใหญ่แค่ไหนก็หลบไปก่อน

บทที่ 33: ใหญ่แค่ไหนก็หลบไปก่อน


บทที่ 33: ใหญ่แค่ไหนก็หลบไปก่อน

ฮุ่ยฉีและชายชราที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างก็ตกตะลึง

แม้แต่ผู้หญิงในชุดดำก็ยังมองไปที่หยานเฉิงด้วยความประหลาดใจ

ทัศนคติของเขาไม่เปลี่ยนเร็วเกินไปหน่อยหรอ!

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หยานเฉิงบรรยายออกมานั้นก็น่าดึงดูดมากจริงๆ

ในช่วงห้าปีนับตั้งแต่ราชาหยานเถลิงอำนาจ เขาก็ได้ยึดครองเฟิงโจวเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว และตราบใดที่เขาสามารถยึดครองมณฑลจูเหอได้ เขาก็จะสามารถเปิดทางน้ำหลักและบุกเข้าไปยังมณฑลต่างๆ ได้โดยตรง และในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เขาก็จะสามารถยึดครองรัฐเฟิงโจวทั้งหมดได้อย่างแน่นอน

เงินและเสบียงอาหารครึ่งหนึ่งของต้าจินนั้นมาจากรัฐเฟิงโจว, รัฐฮุ่ยและรัฐเจียง ในหมู่พวกเขา มณฑลเฟิงก็อยู่ระหว่างกลาง ดังนั้นหลังจากยึดครองเฟิงโจวได้แล้ว พวกเขาก็จะสามารถเดินทัพไปยังอีกสองมณฑลได้อย่างสบายๆ

และหากพวกเขาทำลายทั้งสามรัฐได้สำเร็จ ราชวงศ์ต้าจินก็จะกลายเป็นเหมือนกับหอคอยสูงเดี่ยวบนท้องฟ้า

หยานเฉิงไม่ได้โกหกในตอนที่เขากล่าวว่าพวกเขาจะสามารถกวาดล้างราชวงศ์ต้าจินได้ภายในสิบปี

ถ้าเขาสามารถเป็นราชครูของจักรพรรดิในราชวงศ์ใหม่และครองโลกยุทธ์ได้ มันจะดีเพียงใดกัน? เขาจะอยู่ใต้คนเพียงคนเดียว และอยู่เหนือผู้คนนับล้านๆ!

ในเวลานั้น แม้แต่สำนักชั้นนำและตระกูลขุนนางที่มีมานานนับพันปีก็ยังต้องก้มหัวลงต่อหน้าเขา

แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว!

แบบนั้นแล้วชายผู้ทรงพลังที่มีต้นกำเนิดอันลึกลับผู้นี้จะเห็นด้วยหรือไม่?

“ข้าไม่ได้สนใจจะเป็นราชครูของใครทั้งนั้น และนอกจากนี้ ข้าก็ยังไม่ต้องการจะช่วยเหลือราชาหยานด้วย” ซุยเฮ็งส่ายหัวเล็กน้อยและยิ้มก่อนจะพูดต่อ “อย่างไรก็ตาม ข้าคิดว่าตำแหน่งในฐานะผู้ว่าการมณฑลของเจ้านั้นก็ไม่เลวเช่นกัน เอาแบบนี้เป็นไง? เจ้าช่วยมอบตำแหน่งนี้มาให้ข้าทีสิ”

ผู้ว่าการมณฑลสามารถเข้าถึงทุกสิ่งในมณฑลของพวกเขาได้ พวกเขาสามารถจัดการคดีต่างๆ และงานราชการทุกเรื่องได้ ซึ่งสิ่งนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับเขาอย่างยิ่งในการศึกษาอารมณ์ทั้งเจ็ด

แน่นอนว่าการล้มล้างราชวงศ์ต้าจินและสถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดินั้นก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม มันก็มีเรื่องราวที่ซับซ้อนวุ่นวายมากเกินไปในการปกครองประเทศ และที่สำคัญ พวกมันยังไม่เป็นประโยชน์ต่อการฝึกตนอีกด้วย

นอกจากนี้ หากเขาเป็นเพียงผู้ว่าการมณฑล เขาก็ยังสามารถหลบหนีออกมาได้ตลอดเวลา เขาสามารถหาคนมาแทนที่ตัวเขาเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร

อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของสำนักเซียนอรุณ สาเหตุที่พวกเขาปิดผนึกภูเขานั้นเป็นเรื่องที่น่าสงสัยมาก มันทำให้เขาสงสัยว่ามันอาจจะยังมีบุคคลที่ทรงพลังยิ่งกว่าเขาซ่อนตัวอยู่บนโลกใบนี้ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม หยานเฉิงก็ไม่ทราบว่าซุยเฮ็งกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเกือบจะคิดว่าเขาได้ยินผิด เขาพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ผู้ว่าการมณฑล?”

“ถูกต้อง ยกตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลมาให้ข้า” ซุยเฮ็งพยักหน้าอย่างจริงจังและหันไปหาชายชรา “ชื่อของเจ้าคือลู่เจิงหมิงใช่ไหม?”

“เจ้าค่อนข้างมีความรู้ เจ้าถูกคุมขังอยู่ในมณฑลจูเหอมาเป็นเวลานานและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย ดังนั้นข้าจะให้เจ้าดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าการมณฑล”

“ข้า.. รองผู้ว่าการมณฑล?” ลู่เจิงหมิงตกตะลึง เขาเป็นอาชญากรที่ฆ่าล้างครอบครัวของอาจารย์และเพื่อนฝูงของเขา แบบนั้นแล้วทำไมจู่ๆ เขาถึงได้กลายมาเป็นรองผู้ว่าการมณฑลไปได้?

ชายคนนี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่?

หลังจากได้เห็นวิธีการแปลกๆ ของซุยเฮ็ง เขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้อีกต่อไปว่าซุยเฮ็งนั้นอยู่ในระดับใดกันแน่ พูดง่ายๆ อีกฝ่ายก็แข็งแกร่งจนอยู่เหนือกว่าความเข้าใจของพวกเขาไปแล้ว!

เขาทำได้เพียงปฏิบัติต่ออีกฝ่ายในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ

“…” หยานเฉิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ผู้อาวุโส ถ้าท่านต้องการจะเป็นผู้ว่าการมณฑลของมณฑลจูเหอ ข้าก็สามารถยกตำแหน่งนี้ให้ท่านได้เลยโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ข้าจะต้องบอกผู้อาวุโสให้เข้าใจเอาไว้ก่อน”

“มณฑลจูเหอเป็นสถานที่ที่กองทัพหลวงของเราต้องเข้ายึดครอง ดังนั้นในอีกไม่ถึงครึ่งเดือน ทัพหน้า 30,000 นายก็จะมาถึงที่นี่ และหลังจากนั้น มันก็จะมีกองทัพที่แข็งแกร่งกว่าอีก 100,000 นายตามเข้ามาปราบปรามเมืองนี้อย่างแน่นอน”

“หากผู้อาวุโสขึ้นเป็นผู้ว่าการของที่นี่ ข้าก็เกรงว่าท่านคงจะต้องประสบกับเคราะห์หนัก และอันที่จริง หากผู้อาวุโสต้องการจะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของทางการ งั้นเหตุใดท่านจึงไม่ลองลดตำแหน่งของตัวเองลงมาเป็นผู้ว่าการประจำหัวเมืองเล็กๆ แทนล่ะ?”

“ตราบเท่าที่ท่านยอมจำนนต่อราชาหยาน ท่านก็จะยังสามารถดำรงตำแหน่งของท่านต่อไปได้ และในอนาคต เมื่อราชาหยานครอบครองครึ่งหนึ่งของต้าจินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ยังสามารถกลายเป็นผู้ว่าการมณฑลได้ในอนาคต”

เขายังคงคิดถึงการรับซุยเฮ็งเข้ามาเป็นพรรคพวกด้วย นอกจากนี้ เขาก็ยังดูมีท่าทีมั่นใจมาก

อันที่จริง สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ในโลกใบนี้ แม้แต่จอมยุทธ์ขอบเขตเซียนเทียนก็ยังสามารถขับไล่ทหารม้าได้มากสุดเพียงไม่กี่ร้อยนายเท่านั้น หากพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับพัน พวกเขาก็ยังต้องหนีหัวซุกหัวซุนเช่นกัน

แม้แต่ยอดฝีมือระดับแนวหน้าของโลกยุทธ์ก็ยังถูกไล่ทุบตีราวกับลูกเมียน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจำนวนที่มากกว่า ไม่ว่าระดับการฝึกตนของพวกเขาจะสูงมากเพียงใด แต่มันก็ยังไร้ประโยชน์

และเนื่องจากหยานเฉิงได้รับการสนับสนุนจากราชาหยานและกองทัพนับแสน ดังนั้นเขาจึงมีความมั่นใจมากว่าเขาจะสามารถดึงตัวอีกฝ่ายมาเข้าร่วมกับเขาได้

“เมื่อกองทัพของราชาหยานมาถึง สถานที่แห่งนี้ก็จะประสบกับเคราะห์หนัก?” ซุยเฮ็งหัวเราะเบาๆ “ถ้าเช่นนั้นก็ดีเลย”

“อะไรนะ?!” ดวงตาของหยานเฉิงเบิกกว้างเมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น เขาเกือบจะคิดว่ามันมีบางอย่างผิดปกติกับหูของเขา อีกฝ่ายมีเพียงตัวคนเดียว แต่เขาก็กลับกล้าที่จะท้าทายกองทัพนับแสนของราชาหยาน

เขาจะหยิ่งเกินไปแล้ว!

อย่างไรก็ตาม หยานเฉิงก็ไม่กล้าจะพูดอะไร ท้ายที่สุดแล้ว ความแข็งแกร่งที่ซุยเฮ็งได้แสดงออกมาก่อนหน้านี้นั้นก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่มีใครในตอนนี้ที่จะสามารถต้านทานเขาได้

ซุยเฮ็งมองเขาด้วยรอยยิ้มและไม่พูดอะไร

บรรยากาศนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

หลังจากนั้นไม่นาน หยานเฉิงก็ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันของซุยเฮ็งได้อีกต่อไป เขาก้มศีรษะลงและพูดว่า “ข้าขอมอบตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลให้กับท่าน ว่าแต่ท่านจะทำยังไงกับข้าต่อไป?”

“ข้าจะทำให้วรยุทธ์ของเจ้าพิการและส่งเจ้าขึ้นไปบนภูเขาสักลูกหนึ่ง” ซุยเฮ็งชี้ไปที่ฮุ่ยฉีและพูดอย่างเฉยเมยว่า “พระรูปนี้ไม่ได้แจ้งให้เจ้าทราบก่อนหน้านี้หรอ?”

“ท่านไม่กลัวว่าข้าจะแอบกลับไปหากองทัพของราชาหยานเพื่อรายงานเรื่องของท่านหรอ?” หยานเฉิงเงยหน้าขึ้นมองและถาม

“เจ้าต้องกลับไปที่นั่นแน่อยู่แล้ว” ซุยเฮ็งยิ้มและพูดต่อว่า “นั่นก็เพราะเจ้าต้องเอาคำพูดของข้ากลับไปบอกพวกเขา ถ้าถึงตอนนั้นพวกเจ้าไม่ยอมอ้อมหนีไป ข้าก็จะฆ่าพวกเจ้าให้หมด”

“… มันยากจริงๆ สำหรับคนโง่อย่างพวกเราที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้อาวุโส” หยานเฉิงยังไม่เข้าใจว่าความมั่นใจของซุยเฮ็งนั้นมาจากไหน อย่างไรก็ดี เขาก็ไม่คิดจะสงสัยในคำพูดของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่มีใครอยากตาย

หลังจากนั้น ซุยเฮ็งก็ได้ทำลายเส้นลมปราณทั้งหมดในร่างกายของหยานเฉิง สิ่งนี้ทำให้วรยุทธ์ของอีกฝ่ายเป็นง่อยลง ณ จุดนั้น

ผู้หญิงในชุดดำพาเขาออกไปจากมณฑลจูเหอ

มันเหลือเพียงฮุ่ยฉีและลู่เจิงหมิงเท่านั้นที่อยู่ในสวนด้านหลังของสำนักงานเทศมณฑล

ทั้งคู่ไม่มีใครกล้าส่งเสียง

ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าซุยเฮ็งกำลังคิดอะไรอยู่

“ฮุ่ยฉี เจ้าแอบเอาอะไรไปจากตระกูลหลี่เมื่อวานนี้?” จู่ๆ ซุยเฮ็งก็หันกลับไปมองฮุ่ยฉี

ตึก!

ฮุ่ยฉีคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วและหยิบหนังสือเล่มเล็กออกมาอย่างสั่นเทา เขายื่นมันให้ซุยเฮ็งด้วยมือทั้งสองข้าง

เขาพูดด้วยความกลัวอย่างสุดขีด “ท่านครับ นี่… นี่เป็นสิ่งที่ข้าต้องการจะซ่อนมันไว้จากหยานเฉิง ข้าไม่ได้มีเจตนาที่จะซ่อนมันจากท่านแต่อย่างใด!”

“เคล็ดวิชาลับกระบี่โผนอรุณ?” ซุยเฮ็งหยิบหนังสือเล่มเล็กขึ้นมาดู เขายิ้มและพูดว่า “นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้พวกเจ้าวางแผนทำลายตระกูลหลี่ใช่ไหม?”

“เป็นเพราะข้าตกอยู่ในความโลภและถูกหยานเฉิงปั่นหัว ข้ารู้ความผิดพลาดของตัวข้าเองแล้ว” ท่าทีของฮุ่ยฉีนั้นเต็มไปด้วยความเคารพอย่างยิ่ง “เคล็ดวิชาลับนี้เป็นเคล็ดวิชากระบี่ไร้เทียมทานซึ่งได้ถูกทิ้งไว้โดยสำนักเซียนอรุณก่อนที่พวกเขาจะทำการปิดผนึก มันมีความลึกลับของขอบเขตสัมผัสโลกาอยู่ภายในนั้น มันมีค่า…”

“มรดกของสำนักเซียนอรุณ…” ดวงตาของซุยเฮ็งหดแคบลงเล็กน้อย เขาวางหนังสือเล่มเล็กลงและถามทันทีว่า “ฮุ่ยฉี สถานะของอารามดอกปทุมในโลกยุทธ์คืออะไร?”

“เรียนผู้อาวุโส อารามดอกปทุมถูกก่อตั้งขึ้นโดยอาจารย์ชานฟาฮุ่ยเมื่อ 1,700 ปีที่แล้ว และในปัจจุบัน พวกเราก็ถือได้ว่าเป็นสำนักชั้นนำในโลกยุทธ์” ฮุ่ยฉีกล่าวด้วยความเคารพ “มันไม่ผิดเลยที่จะบอกว่าเราเป็นสำนักชั้นหนึ่งในโลกยุทธ์ในปัจจุบัน”

“ในกรณีนี้ อารามดอกปทุมก็ไม่น่าจะอ่อนแอสินะ” ซุยเฮ็งพยักหน้าเล็กน้อยและยิ้ม “จดเคล็ดวิชาทั้งหมดที่เจ้าได้เรียนรู้มาให้ข้า”

ฮุ่ยฉีดูตกใจมากในตอนแรก จากนั้นเขาก็พยักหน้าในทันที “ข้าเข้าใจแล้ว”

“สำหรับเจ้า เฒ่าลู่ ไปเตรียมพิธีต้อนรับข้า” ซุยเฮ็งตบไหล่ของลู่เจิงหมิงเบาๆ “มันจะดีที่สุดถ้าทุกคนในมณฑลแห่งนี้ได้รู้ว่าผู้ว่าการคนใหม่ได้มาถึงแล้ว”

การแต่งตั้งผู้ว่าการคนใหม่นั้นต้องให้ประชาชนรับทราบ

มิฉะนั้นแล้ว เขาก็จะไม่สามารถเปิดเผยตัวตนและจะไม่สามารถสัมผัสกับอารมณ์ทั้งเจ็ดของชีวิตได้

นอกจากนี้ เขาก็ยังต้องการจะป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าเมื่อผู้ว่าการมณฑลคนใหม่มาถึง ท้องฟ้าก็จะแจ่มใส!

ในคืนนั้น ซุยเฮ็งค้างแรมอยู่ในสำนักงานเทศมณฑล

เขาสุ่มเลือกห้องว่างและนั่งขัดสมาธิเพื่อเตรียมจัดแจงสิ่งต่างๆ ที่ได้รับมาในช่วงสองวันที่ผ่านมา

จบบทที่ บทที่ 33: ใหญ่แค่ไหนก็หลบไปก่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว