เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7: เขาเป็นคนดี!

บทที่ 7: เขาเป็นคนดี!

บทที่ 7: เขาเป็นคนดี!


บทที่ 7: เขาเป็นคนดี!

เธอเป็นเพียงเด็กหญิงอายุ 14 ปี

ก่อนหน้านี้ เธอก็กำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ในลานบ้านของเธอเอง เธอได้กลิ่นแม้กระทั่งอาหารที่แม่ของเธอกำลังทำ อย่างไรก็ตาม ในวินาทีถัดมา จู่ๆ เธอก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นยังโลกอีกแห่งหนึ่งแล้ว

เธอควรจะตอบสนองอย่างไร?

แน่นอนว่าเธอทั้งกลัวและสับสน

ถ้าเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ เธอก็คงจะกลัวจนกลายเป็นบ้าไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจียงฉีฉีนั้นก็แตกต่างออกไป

เธอฉลาดตั้งแต่ยังเด็กและเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียง

เมื่ออายุได้ 14 ปี เธอก็สามารถช่วยธุรกิจของตระกูลและจัดการร้านค้าเพียงลำพังได้แล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะเธออ่อนแอและป่วยหนักตั้งแต่ยังเด็กและเป็นผู้หญิง เธอก็คงจะแซงหน้าพ่อของเธอและควบคุมธุรกิจทั้งหมดของตระกูลได้อย่างสมบูรณ์

ถึงกระนั้น เธอก็ยังสามารถสร้างร้านที่เธอดูแลอยู่ขึ้นได้ ซึ่งนั่นก็ยังเป็นร้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตระกูลของเธอ

มันเหนือกว่าพี่น้องทั้งหกคนของเธอมาก

ด้วยเหตุนี้เอง ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของเจียงฉีฉีจึงแข็งแกร่งมาก

เมื่อเธอรู้ว่าจู่ๆ เธอก็มาถึงสถานที่แปลกๆ และได้เผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า เธอก็จึงคิดหาวิธีจัดการกับมันในทันที

มันเป็นการดีที่สุดที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความกลัวของเธอ ไม่อย่างนั้น มันก็จะทำให้เธอเสียเปรียบ

หากเธอแสดงความกลัวออกมา มันก็จะยิ่งกระตุ้นความได้เปรียบของอีกฝ่าย และสิ่งนี้ก็จะทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานในท้ายที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

แน่นอน เธอไม่ต้องการจะทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองเพราะคำพูดของเธอด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงเริ่มหาถ้อยคำมาสรรเสริญอีกฝ่าย

นี่แหละหนทางเอาชีวิตรอด!

ไม่ว่าจะในกรณีใด ตราบใดที่มันเกี่ยวข้องกับซุยเฮ็ง เธอก็จะหาคำมายกยอเขา

เมื่อเขาหลงระเริงไปกับคำพูดของเธอ มันก็จะทำให้เธอสามารถควบคุมความคิดของเขาได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในความเห็นของเจียงฉีฉี ด้วยความสามารถของซุยเฮ็งที่สามารถดึงเธอออกมาจากโลกของเธอได้ มันก็ไม่มีทางเลยที่เธอจะสามารถต้านทานความแข็งแกร่งของเขาได้

ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญเข้ากับสถานการณ์เช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดจึงเป็นการเอาชนะใจอีกฝ่าย

เธอจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับอันตรายใดๆ

อย่างน้อยที่สุด มันก็คงจะดีถ้าเธอสามารถซื้อเวลาออกไปได้

ในเวลาเดียวกัน เธอก็กำลังคิดทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับซุยเฮ็งจากการสนทนาก่อนหน้านี้

เธอต้องการจะหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้า เจียงฉีฉีก็ค้นพบว่าซุยเฮ็งดูเหมือนจะไม่ได้หลงไปกับคำพูดของเธอเลย

เธอไม่เพียงแต่จะล้มเหลวในการควบคุมความคิดของเขาเท่านั้น แต่เธอยังไม่ได้รับข้อมูลที่มีค่าใดๆ กลับมาอีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเองก็ยังเกินความคาดหมายของเธอ

หลังจากที่พวกเธอกินอาหารเย็น ซุยเฮ็งก็ได้จัดห้องพักให้กับเธอและจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

เธอไม่รู้ว่าชายประหลาดคนนี้ต้องการจะทำอะไร

เธอเริ่มหันกลับมาคิดว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้

และในที่สุด อารมณ์ทั้งหมดเหล่านี้ก็รวมตัวกันจนกลายมาเป็นความกลัว

ยิ่งผนวกเข้ากับการอยู่คนเดียวแบบนี้ มันก็ยิ่งทำให้เธอกระวนกระวายใจมากขึ้นไปอีก

...

หลังจากผ่านไปนาน

เจียงฉีฉีค่อยๆ เงยหัวขึ้น ดวงตาที่กลมโตของเธอกำลังแดงก่ำและบวมจากการร้องไห้

เธอคลานลงมาจากเตียงและเปิดม่านออก เธอพบว่าดวงจันทร์กำลังลอยอยู่บนฟ้า

ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นมืดครึ้มราวกับหมึก มันไม่มีดาวดวงใดที่ส่องแสง ดังนั้นมันจึงทำให้ท้องฟ้าแห่งนี้มืดมิดอย่างไร้ขอบเขต

กลางท้องฟ้ายามราตรี แสงจันทร์สีเงินกำลังสว่างส่องผ่านหน้าต่างและตกกระทบลงบนใบหน้าอันวิจิตรงดงามของเธอ

บรรยากาศในยามค่ำคืนแบบนี้ทำให้สภาพจิตใจของเจียงฉีฉีเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เมื่อเธอนึกถึงการกระทำของซุยเฮ็งในช่วยระหว่างวัน เธอก็หยุดร้องไห้และยิ้มออกมา “บางทีพี่ใหญ่เซียนคนนี้ก็อาจจะไม่ใช่คนเลวก็ได้”

ในท้ายที่สุด เธอก็สามารถรู้สึกผ่อนคลายลงได้สักที และสิ่งที่ตามมาก็คือความรู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากการคิดมาก

ฟึ่บ!

ทันใดนั้นเอง จู่ๆ เจียงฉีฉีก็เดินโซเซไปด้านข้างสองก้าว

เธอรีบจับขอบหน้าต่างเพื่อป้องกันตัวจากการล้มลง

อย่างไรก็ตาม การหายใจของเธอก็เร่งถี่ขึ้น และใบหน้าที่มีเสน่ห์ของเธอก็แดงขึ้นอย่างผิดปกติ ร่างกายที่เล็กบางของเธอได้แต่สั่นสะท้าน เท้าเล็กๆ ของเธอเองก็เริ่มเกร็ง

“ไม่นะ วันนี้ข้าไม่ได้กลับบ้าน และข้าก็ไม่มียาติดตัวเลย…” สติของเจียงฉีฉีค่อยๆ เลือนลางขึ้นทุกทีๆ

ร่างกายของเธออ่อนแอมาตั้งแต่ยังเด็ก และเธอก็ต้องทานยาทุกวันเพื่อควบคุมสภาพร่างกายของเธอ

นอกจากนี้ เมื่ออารมณ์ของเธอเกิดการผันผวนอย่างรุนแรง โรคภัยไข้เจ็บก็จะถามหาเธอในทันที เธอแทบจะสามารถเป็นลมได้ทุกเมื่อ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอก็พึ่งพาการฝึกศิลปะการต่อสู้เพื่อทำให้อารมณ์ในจิตใจของเธอสงบลง ในทางกลับกัน ยาที่เธอกินทุกวันก็ยังมีผลในการบรรเทาอาการเจ็บป่วยนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ อารมณ์ของเธอก็แปรปรวนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ เธอก็ยังไม่ได้กินยาใดๆ เลย ด้วยเหตุนี้เอง อาการป่วยของเธอจึงทรุดหนักลงในทันที

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะต้องตายอย่างงั้นหรอ?” จิตใจของเจียงฉีฉีเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและการทำอะไรไม่ถูก เธอเริ่มจะหมดสติเข้าไปทุกทีแล้ว

ในเวลานี้ จู่ๆ เธอก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในบริเวณช่องท้องส่วนล่างของเธอ ในชั่วพริบตา ความอบอุ่นนั้นก็ไหลเวียนผ่านแขนขาและกระดูกของเธอ มันทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังแช่ตัวอยู่ในอ่างยา

ครู่ต่อมา เจียงฉีฉีก็ตื่นขึ้น สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือการที่เธอไม่ได้เป็นลม และอาการป่วยของเธอเองก็ไม่ได้ทรุดหนักลงเช่นกัน อันที่จริง เธอก็รู้สึกเบาสบายขึ้นมาก และสภาพร่างกายของเธอก็ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ราวกับว่าความเจ็บป่วยที่รบกวนเธอมานานกว่าสิบปีได้จางหายไปโดยสมบูรณ์

นี่มันเกิดอะไรขึ้น!

“นี่เป็นเพราะบะหมี่ที่ข้ากินไปก่อนหน้านี้อย่างงั้นหรอ?” เธอจำความรู้สึกในตอนนั้นได้ดี มันเป็นเหมือนกับกระแสน้ำอุ่นที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ สิ่งนี้ทำให้เธอรู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด

“บะหมี่ชามนั้นปรุงขึ้นโดยพี่ใหญ่เซียน คงจะเป็นเพราะเขามองเห็นปัญหาทางด้านร่างกายของข้ามานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงทำบะหมี่ชามนั้นให้ข้ากินเพื่อรักษาอาการป่วยของข้า”

“ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเจ็บป่วยของข้าเกิดขึ้นได้ยังไง พ่อและแม่ของข้าพยายามออกค้นหาแพทย์ที่มีชื่อเสียงทั่วทุกที่ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหาวิธีรักษาข้าได้เลย อย่างไรก็ตาม มาตอนนี้ ด้วยบะหมี่แค่ชามเดียว… เขาจะต้องเป็นเซียนแน่ๆ!”

เมื่อมาถึงจุดนี้ เธอก็ได้ลดความระมัดระวังลงอย่างมากแล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว หากเซียนที่ทรงพลังเช่นนี้มีเจตนาร้ายต่อเธอ ความคิดและกลอุบายเล็กๆ น้อยๆ ของเธอก็จะล้วนไร้ประโยชน์

นอกจากนี้ เซียนคนนี้ก็ยังรักษาอาการเจ็บป่วยของเธอให้อีกด้วย แบบนั้นแล้วเขาก็ควรจะเป็นคนดีสิ

“ถ้าเป็นอย่างนี้ ข้าก็อาจจะได้กลับไปภายใน 12 วันจริงๆ ใช่ไหม?”

หัวใจของเจียงฉีฉีเต็มไปด้วยความคาดหวัง และในขณะเดียวกัน ความรู้สึกผิดก็ได้พุ่งถาโถมเข้ามาในจิตใจของเธอ เธอเริ่มรู้สึกว่าการตัดสินคนจกาภายนอกนั้นไม่ใช่เรื่องดี

ไม่ได้การ ข้าจะต้องสวมวิญญาณสาวน้อยเพื่อพูดกล่าวขอโทษเขา

“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะไปขอโทษพี่ใหญ่เซียน!” เจียงฉีฉีตัดสินใจและสงบลงในที่สุด

หลังจากปรับอารมณ์เรียบร้อยแล้ว เธอก็ตระหนักได้ว่าเตียงและผ้าห่มของที่นี่นั้นนุ่มและสบายมาก และไม่นาน เธอก็ผล็อยหลับไป

อันที่จริง ซุยเฮ็งก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะใช้บะหมี่ชามนั้นเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของเจียงฉีฉี

เขาแค่ทำบะหมี่ทั้งสองชามเพื่อกินแก้หิวจริงๆ

ในตอนนั้น มันก็เป็นเวลาสำหรับอาหารค่ำของเขาแล้วเช่นกัน ซึ่งการจะทำบะหมี่เพิ่มอีกชามนั้นก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก

สิ่งเดียวที่พิเศษคือบะหมี่ชามนั้นใช้วัตถุดิบจากฟาร์มสำหรับผู้เริ่มต้น พวกมันมีเศษเสี้ยวของพลังวิญญาณอันละเอียดอ่อนที่สามารถหล่อเลี้ยงและบำรุงร่างกายได้

สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อเกิดรากฐานอย่างซุยเฮ็ง ปราณวิญญาณนั้นก็อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีนัยสำคัญใดๆ เลย

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนอย่างเจียงฉีฉีที่ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิด มันก็คือยาช่วยชีวิตดีๆ นี่เอง

แม้ว่ามันจะไม่ได้รักษาร่างกายของเธออย่างสมบูรณ์ แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะขจัดความเจ็บปวดออกไปจากร่างกายของเธอ

ซุยเฮ็งอยู่ในห้องทำสมาธิทั้งคืน

แม้ว่าห้องทำสมาธิจะช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกตนขึ้น 10% แต่มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก

ตอนนี้เขาได้ฝึกตนจนถึงขอบเขตก่อเกิดรากฐานแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะพัฒนาต่อไป

“ปัญหาที่ฉันรู้สึกได้ในตอนนี้คือพลังปราณของฉันยังไหลเวียนไม่คล่องพอ ฉันพยายามทำให้รากฐานเต๋าของฉันกลายเป็นเหมือนกับแอ่งน้ำนิ่งตามที่เคล็ดวิชาบอกแล้ว อย่างไรก็ตาม มันก็ยังใช้งานได้ยากอยู่ดี ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเจาะทะลวงและพัฒนาต่อไป”

“แม้ว่าฉันจะได้พัฒนาวิธีการหมุนเวียนขึ้นอย่างช้าๆ แล้ว แต่สำหรับพลังปราณของฉันแล้ว มันก็ยังมีขีดจำกัด”

“ถ้าเพียงแต่ฉันรู้พลังวิเศษหรือวิธีการอื่นๆ ที่สามารถใช้เปลี่ยนวิธีการทำงานของพลังปราณของฉันได้ บางทีฉันก็อาจจะสามารถทำให้รากฐานเต๋าของฉันมีความยืดหยุ่นมากขึ้นได้ก็ได้”

ซุยเฮ็งกำลังสรุปประสบการณ์การฝึกตนของเขาและไตร่ตรองเกี่ยวกับวิธีการที่จะบุกทะลวง

เคล็ดวิชาการฝึกตนสำหรับผู้เริ่มต้นนั้นเป็นแบบฝึกหัดสำหรับผู้เริ่มต้นจริงๆ มันมีเพียงเนื้อหาการฝึกอบรมเท่านั้นและไม่มีพลังวิเศษใดๆ

เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่เขาก็ยังไม่รู้วิธีแก้ปัญหา

คืนนี้ก็เหมือนเช่นเดิม

ซุยเฮ็งนั่งอยู่ที่นั่นจนถึงเช้า แต่เขาก็ยังไม่มีความคิดใดๆ

เขาเดินออกมาจากห้องทำสมาธิตามปกติโดยตั้งใจจะมุ่งหน้าไปที่ฟาร์มสำหรับผู้เริ่มต้นเพื่อเก็บเกี่ยววัตถุดิบมาทำอาหารมื้อเช้า

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาลงบันไดมา เขาก็เห็นเด็กหญิงผู้ใสซื่อบริสุทธิ์และน่ารักกำลังยืนอยู่ที่ปลายสุดของบันได

ดูเหมือนเธอจะกำลังรอเขาอยู่

“พี่ใหญ่เซียน!” ดวงตาของเจียงฉีฉีสว่างขึ้นในทันทีเมื่อเธอเห็นซุยเฮ็งกำลังเดินลงบันไดมา เธอวิ่งเหยาะๆ และหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นเธอก็กล่าวด้วยความเคารพว่า “ได้โปรดยกโทษให้สาวน้อยคนนี้ที่ทำตัวหยาบคายเมื่อวานนี้ด้วย”

“…” ซุยเฮ็งตกตะลึงในทันที จากนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆ “เจ้ากำลังทำอะไรของเจ้า?”

“เอ่อ ข้า ข้า… เมื่อวานข้ามองว่าท่านเป็นคนไม่ดี” เจียงฉีฉีเกาหลังศีรษะของเธอด้วยความเขินอาย “แม่ของข้าเคยบอกว่าผู้หญิงควรระมัดระวังตัวให้มากเข้าไว้”

“ฮ่าฮ่า ข้าเข้าใจ มันไม่ผิดหรอก” ย้อนกลับไปเมื่อวานนี้ ซุยเฮ็งเองก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเธอเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็แค่ไม่ได้พูดมันออกมาดังๆ ก็เท่านั้นเอง  “แล้วสรุปข้าเป็นคนไม่ดีรึเปล่า?”

“ท่านเป็นคนดี!” เจียงฉีฉีกล่าวด้วยความจริงใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอพูดจบ เธอก็ส่ายหัวและแก้ไขคำพูดของเธออย่างรวดเร็ว “ไม่สิ ท่านเป็นเซียนที่ดี ท่านเป็นพี่ใหญ่เซียนที่ดี!”

“ถ้าอย่างนั้นข้าขอเป็นพี่ใหญ่เซียนของเจ้าก็พอแล้ว” ซุยเฮ็งหัวเราะอย่างเต็มที่ในขณะที่เขาปฏิเสธคำว่า 'คนดี' อย่างสุภาพ

“พี่ใหญ่เซียน ข้าขอโทษด้วยจริงๆ ท่านจะอนุญาตให้ข้าแสดงระบำกระบี่ให้ท่านดูได้ไหม?”

เจียงฉีฉีรู้สึกว่าแค่คำขอโทษนั้นยังไม่จริงใจเพียงพอ ดังนั้นเธอจึงกล่าวต่อว่า “นี่เป็นเคล็ดวิชากระบี่ที่นักพรตเฒ่าสอนข้ามา ไม่เพียงแต่มันจะสามารถใช้บำรุงสุขภาพและยืดอายุขัยได้เท่านั้น แต่มันยังสวยงามน่าชมอีกด้วย”

ย้อนกลับไปเมื่อคืนนี้ เธอก็พยายามคิดอย่างหนักว่าจะขอโทษอย่างไรดี

ท้ายที่สุดแล้ว แค่คำพูดมันก็ไม่ได้มีน้ำหนักใดๆ

อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน เธอก็ตระหนักได้ว่าเธอไม่ได้มีความสามารถพิเศษใดๆ เธอคงจะช่วยพี่ใหญ่เซียนในเรื่องการทำธุรกิจไม่ได้หรอกจริงไหม?

และหลังจากที่คิดเกี่ยวกับมันอยู่นาน มันก็ดูเหมือนว่าจะมีเพียงการระบำกระบี่ของเธอเท่านั้นที่แทบจะถือได้ว่าเป็นทักษะพิเศษ

“ข้าไม่ต้องการจะ…” ซุยเฮ็งอยากจะปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว การปล่อยให้เด็กหญิงอายุ 14 ปีแสดงระบำกระบี่ให้เขาดูนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนกับกำลังล่วงละเมิดเด็ก

แม้ว่าเจียงฉีฉีจะสวยและหน้าตาดี แต่นั้นก็แค่เด็กอายุ 14 เองนะ!

ถึงกระนั้น ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบ มันก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเขา ทันใดนั้นเขาก็ถามเจียงฉีฉีว่า “เจ้าบอกว่าการระบำกระบี่นี้เป็นทักษะกระบี่ที่สามารถบำรุงสุขภาพได้อย่างงั้นหรอ? นี่เป็นเคล็ดวิชาวรยุทธ์แบบใดกัน?”

จบบทที่ บทที่ 7: เขาเป็นคนดี!

คัดลอกลิงก์แล้ว