เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 639 ผู้ขนย้ายแห่งธรรมชาติ

บทที่ 639 ผู้ขนย้ายแห่งธรรมชาติ

บทที่ 639 ผู้ขนย้ายแห่งธรรมชาติ


ใต้ผืนฟ้ายามราตรี สายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย รถเก๋งสีขาวคันหนึ่งแล่นลงจากทางด่วน ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ทางแยกที่มุ่งหน้าเข้าไปในป่าเขา

รถเก๋งของนักวิจัยฟางฮุยไม่ใช่รถยนต์หรูหราหรือโดดเด่นสะดุดตาแต่อย่างใด ทว่ารถคันนี้กลับได้รับการปฏิบัติในระดับสูง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมามีด่านตรวจมากมาย แต่ทหารที่เฝ้าประจำการอยู่ก็ปล่อยให้ผ่านไปโดยตลอด

ในที่สุดรถยนต์ก็แล่นเข้ามาภายในค่ายทหารแห่งหนึ่ง เจียงเสี่ยวได้ประจักษ์แก่สายตาถึงความหมายที่แท้จริงของการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เขาอดที่จะตกตะลึงในใจไม่ได้ นี่มันเข้มงวดเกินไปแล้ว

ตลอดเส้นทาง แม้รถคันเล็กจะได้รับอนุญาตให้ผ่านไปได้ แต่เจียงเสี่ยวและหานเจียงเสว่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบได้ ทั้งสองมีบัตรประจำตัวครบถ้วน จึงไม่ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ

ค่ายทหารแห่งนี้น่าจะสังกัดกองทัพผู้พิทักษ์ เนื่องจากลักษณะพิเศษของมิติ กองทัพจึงได้กระจายกำลังพลไปทั่วทุกสารทิศของภูเขาลูกนี้

สองพี่น้องเดินตามฟางฮุยเข้าไปในอาคารแห่งหนึ่ง หลังจากฟางฮุยบอกให้ทั้งสองรออยู่ที่หน้าประตู เขาก็รีบเดินเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

สองพี่น้องมองตามร่างของเขาไปด้วยความสงสัย เขาต้องผ่านกระบวนการต่างๆ นานา ทั้งการตรวจความปลอดภัย การลงนาม และอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เข้มงวดอย่างมาก

เจียงเสี่ยวเอ่ยกระซิบ “ที่นี่น่าจะเป็นสถาบันวิจัยของพวกเขาสินะ?”

หานเจียงเสว่ใช้มือปิดปากเล็กๆ ของเปลวเทียนขาวดำไว้ ไม่ให้มันส่งเสียงร้องออกมา ดวงตาคู่สวยของเธอกวาดมองไปรอบๆ อย่างใคร่รู้ “น่าจะใช่”

ไม่นานนัก ฟางฮุยก็กลับออกมา อีกทั้งยังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ สวมเสื้อกาวน์สีขาว?

ฟางฮุยเดินออกมาพลางยื่นบัตรติดหน้าอกสองใบให้สองพี่น้อง แล้วกล่าวว่า “อีกสักครู่เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วติดบัตรนี่ไว้ที่หน้าอกด้วย”

เจียงเสี่ยวรับป้ายอกมาพิจารณาอย่างละเอียด บนนั้นมีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนไว้หลายตัว: สถาบันวิจัยสัตว์ดาราตะวันตกเฉียงใต้

สำหรับเข้าชมโดยเฉพาะ

ดูเหมือนจะหรูหราไม่เบา?

สองพี่น้องต้องผ่านการตรวจสอบหลายชั้น ในที่สุดก็ได้เดินเข้าไปในสถาบันวิจัยแห่งนี้ และตามคำขอของฟางฮุย ทั้งสองก็ได้สวมเสื้อกาวน์สีขาวที่เขานำมาให้

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง!

ตอนนี้ทุกคนต่างก็แต่งกายเหมือนกันหมดแล้ว จะเป็นนักวิจัยหรือพ่อครัว ก็ต้องดูกันที่มาดแล้ว!

ทว่าเจียงเสี่ยวกลับรู้สึกว่าตนเองดูเหมือนหมอมากกว่า...

ภายใต้การนำของฟางฮุย พวกเขาเดินออกจากประตูหลังของอาคาร และเดินตรงเข้าไปในทางเดินพิเศษ

หลังจากเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปมา ประมาณ 5 นาทีต่อมา เจียงเสี่ยวก็ได้เห็น “ด่านตรวจ” สุดท้าย

แต่สำหรับคน “เจนศึก” อย่างสองพี่น้องแล้ว การตรวจสอบน่ะหรือ ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย อย่างไรเสียตลอดทางที่ผ่านมา เจียงเสี่ยวแทบจะถูกตรวจสอบจนคลางแคลงใจในชีวิตของตนเองอยู่แล้ว

“คุณฟาง”

นายทหารเอ่ยขึ้นอย่างเป็นมิตร พลางยื่นมือข้างหนึ่งออกมาเป็นสัญญาณให้ทั้งสามหยุด

ทหารหลายนายที่ยืนประจำการอยู่หน้าประตู รวมทั้งทหารที่อยู่ภายในอาคารต่างก็หันมามอง พินิจพิจารณาทั้งสามคน

ฟางฮุยเอ่ยขึ้น “ก็คือสองท่านนี้”

วินาทีต่อมา นายทหารกลับทำความเคารพเจียงเสี่ยว

แม้เจียงเสี่ยวจะสวมเสื้อกาวน์สีขาว แต่เขาก็รีบทำความเคารพตอบ การตรวจสอบตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่าสถานะกองทัพเฝ้ายามราตรีของเจียงเสี่ยวและกองทัพผู้บุกเบิกของหานเจียงเสว่นั้นเป็นของจริง

ระหว่างทางมาที่นี่ ฟางฮุยยังได้เตือนให้ทั้งสองแสดงสถานะนายทหารของตนเป็นพิเศษ สองพี่น้องไม่เคยเปิดเผยสถานะกับฟางฮุยมาก่อน เมื่อมาคิดดูตอนนี้ น่าจะเป็นตอนที่นักรบดาราแห่งเมืองหลวงติดต่อกับที่นี่ ได้ระบุสถานะของสองพี่น้องเป็นพิเศษ

ฟางฮุยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ครั้งนี้ ไม่ต้องส่งคนตามผมไปแล้วใช่ไหม?”

นายทหารและหานเจียงเสว่ต่างทำความเคารพและรับความเคารพซึ่งกันและกัน จากนั้นนายทหารก็มองฟางฮุยด้วยสีหน้าลำบากใจ “คุณฟาง นี่...”

ฟางฮุยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มีสองท่านนี้อยู่ จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันได้อย่างไร เอาเป็นว่าตามนี้แหละ พี่น้องบ้านตัวเอง ต้องเชื่อใจกันสิ ใช่ไหม?”

นายทหารมีสีหน้าลำบากใจ กลับหันไปมองเจียงเสี่ยวแล้วเอ่ยว่า “ผู้บังคับบัญชา...”

เจียงเสี่ยว: “...”

แม้กองทัพผู้พิทักษ์และกองทัพเฝ้ายามราตรีจะเป็นคนละกองทัพกันโดยสิ้นเชิง อีกทั้งเจียงเสี่ยวยังมาจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ที่นี่คือภาคตะวันตกเฉียงใต้ แต่...ฉายาผู้เฝ้ายามราตรี·ผู้ล่าแสงช่างทรงอิทธิพลเสียจริง!

เจียงเสี่ยวเอ่ยขึ้น “ผมขอใช้สถานะของผมรับประกัน ขอให้คุณวางใจ”

อย่างไรเสียฟางฮุยก็เป็นคนพาสองพี่น้องเข้ามา เจียงเสี่ยวถือว่ามีเรื่องขอร้องฟางฮุย ย่อมต้องพยายามทำตามความประสงค์ของฟางฮุยให้มากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น แน่นอนว่ายิ่งมีคนติดตามน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

พูดจบ ฟางฮุยก็พาสองพี่น้องเดินเข้าไป

เจียงเสี่ยวและหานเจียงเสว่สบตากัน ฟางฮุยที่ดูธรรมดาๆ คนนี้ ดูเหมือนจะมีตำแหน่งสูงส่งในที่แห่งนี้ และสถาบันวิจัยสัตว์ดาราแห่งนี้ ก็มีอำนาจมากกว่าที่เจียงเสี่ยวจินตนาการไว้มากนัก

ประตูเหล็กอันหนักอึ้งเปิดออก ไม่ไกลนัก มิติต่างมิติที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเจียงเสี่ยว

ทั้งสามก้าวเข้าไป ในหัวของเจียงเสี่ยวพลันปลอดโปร่งขึ้นมา

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือสีเขียวขจี!

เขียวขจีอย่างแท้จริง! เขียวจนทำให้รู้สึกสดชื่น!

อะไรคืออากาศบริสุทธิ์ อะไรคือสายลมพัดโชยใบหน้า!

บนโลกเป็นยามราตรีที่ฝนตกพรำ แต่ที่นี่กลับเป็นเวลากลางวัน

เพียงแต่บนท้องฟ้ามีทะเลเมฆอันงดงามลอยอยู่ ในชั่วขณะแรก เจียงเสี่ยวหาดวงอาทิตย์ไม่พบ...

ด้านหลังไม่ไกลนัก คืออาคารของกองทัพผู้พิทักษ์ นับเป็นจุดเสบียงที่ได้มาตรฐาน

และเบื้องหน้าของทุกคน กลับเป็นป่าไผ่

หากให้หานเจียงเสว่ถือกระบี่สักเล่ม เปลี่ยนเป็นชุดสีขาว แล้วร่ายรำอยู่ข้างใน จะงดงามสักขขนาดไหนกัน?

ฟางฮุยเอ่ยขึ้น “ไปกันเถอะ พวกเราเข้าไปในป่าไผ่นั่น จำไว้ว่าอย่าทำลายสภาพแวดล้อมของที่นี่โดยเด็ดขาด บนต้นไผ่มีเครื่องหมายอยู่ เพื่อให้พวกเรากลับมาที่นี่ได้สะดวก”

เจียงเสี่ยวพยักหน้ารับคำซ้ำๆ ทุกคนเดินเข้าไปในป่าไผ่ ภูมิประเทศก็เริ่มมีความสูงต่ำ ทุกคนค่อยๆ ปีนขึ้นไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ถูกบุกเบิกไว้

เจียงเสี่ยวร้องชื่นชมในใจ พลางเดินไปพลางลูบต้นไผ่สองข้างทางไปพลาง

มีเจ้านายแบบไหน ก็ย่อมมีสัตว์เลี้ยงดาราแบบนั้น

เปลวเทียนขาวดำซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของหานเจียงเสว่ ท่าทางที่เต็มไปด้วยความสงสัยนั้น สีหน้าเล็กๆ นั้น ช่างเหมือนกับเจียงเสี่ยวราวกับแกะ

ฟางฮุยแนะนำว่า “แม้จะเป็นมิติต่างมิติ แต่พันธุ์ไผ่ที่นี่ก็สามารถพบได้บนโลก ป่านี้คือป่าไผ่เหมาจู๋ ไผ่เหมาจู๋เป็นพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดในมิติต่างมิตินี้ ป่าไผ่ที่พวกคุณจะได้เห็นต่อไป ส่วนใหญ่ก็คือมัน”

เจียงเสี่ยวแน่นอนว่าแยกไม่ออกว่าป่าไผ่นี้เป็นพันธุ์อะไร ในความทรงจำของเขา ไผ่ก็คือไผ่ไม่ใช่หรือ? ยังแบ่งพันธุ์อีกหรือ?

เจียงเสี่ยวพยักหน้าเบาๆ พลางเงยหน้ามองต้นไผ่ที่สูงตระหง่าน อย่างน้อยก็ต้องสูง 10 เมตรมั้ง?

สิบกว่านาทีต่อมา เจียงเสี่ยวได้ยินเสียงน้ำไหล ที่ถูกต้องน่าจะเป็นเสียงน้ำตก?

ทั้งสามคนปีนขึ้นไปบนยอดเขา เจียงเสี่ยวถึงกับเคลิบเคลิ้มไปเลยทีเดียว

เบื้องล่าง ป่าไผ่ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ทอดยาวไปไกลจนไม่รู้ว่าสิ้นสุดที่ไหน มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ภายใต้การโอบล้อมของขุนเขาสีเขียวขจี ทะเลสาบเบื้องล่างใสราวกระจก งดงามจนไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบได้

ในที่สุดเจียงเสี่ยวก็ได้เห็นเจ้าตัวกลมตัวหนึ่ง!

มันอยู่ตรงข้ามกับตำแหน่งที่เจียงเสี่ยวยืนอยู่บนยอดเขาพอดี บนเนินเขาอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ

“ว้าย”

หานเจียงเสว่ร้องอุทานออกมาเบาๆ พลางมองไปยังยอดเขาฝั่งตรงข้ามด้วยความเป็นห่วง แล้วกล่าวว่า “เจียงเสี่ยว นายรีบไปเร็วเข้า อย่าให้มันตกลงไปในทะเลสาบ”

หมีไผ่ตัวกลมสีดำขาวกลิ้งลงมาจากเนินเขา มันดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านต่อการกลิ้งและไม่รับรู้ถึงอันตรายที่อยู่รอบตัว

ตลอดทางที่กลิ้งลงมาจากเนินเขา มันมีโอกาสมากมายที่จะคว้าจับต้นไผ่รอบๆ แต่มัน...อืม ช่างตามสบายเสียจริง

นี่เป็นทัศนคติแบบไหนกัน?

นี่คือความไม่แยแสที่เกิดจากความเกียจคร้านถึงขีดสุด ราวกับสูญสิ้นความฝันไปแล้ว มันปล่อยให้ร่างกายกลมๆ ของตนเองกลิ้งลงจากเขา ตรงไปยังริมทะเลสาบ

ฟางฮุยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่จำเป็น...”

คำพูดของเขาพลันหยุดชะงัก เพราะเจียงเสี่ยวได้วาร์ปไปแล้ว

ณ ริมทะเลสาบอันไกลโพ้น ร่างของเจียงเสี่ยวพลันปรากฏขึ้น เขานั่งยองๆ อยู่บนพื้น อ้าแขนทั้งสองข้าง ต้อนรับสิ่งมีชีวิตขนปุยกลมๆ ตัวนั้น

“โอ้ว!” เจียงเสี่ยวโอบกอดหมีไผ่ขนาดใหญ่ตัวนี้ไว้ในอ้อมแขน

เมื่อครู่ที่อยู่บนยอดเขาอีกฟากหนึ่ง ในสายตาของเจียงเสี่ยว หมีไผ่ตัวนี้ดูเล็กมาก แต่เมื่อเจียงเสี่ยวได้สัมผัสกับมัน จึงได้รู้ว่าความยาวของมันอย่างน้อยก็เกินสองเมตร!

น้ำหนักนี่ไม่ต่ำกว่าสี่ร้อยชั่งเลยมั้ง?

เจียงเสี่ยวเปลี่ยนจากท่านั่งยองๆ เป็นท่ายืนม้า รับหมีไผ่ที่กลิ้งลงมา ร่างของเจียงเสี่ยวถึงกับไถลถอยหลังไปครึ่งก้าว

เจียงเสี่ยวใช้สองมือประคองก้นขนปุยของมันไว้ ถือโอกาสบีบหางกลมๆ เล็กๆ ขนปุยของมันเบาๆ

“อิ๊ง~” หมีไผ่หันหน้าไปมองด้านหลัง

“ไฮ~” เจียงเสี่ยวใช้มือข้างหนึ่งประคองร่างของมันไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็โบกทักทายมัน

หมีไผ่ที่ขอบตาดำคล้ำมองเจียงเสี่ยว กะพริบตาดำขลับของมัน จากนั้นก็หันหน้ากลับไปอย่างเกียจคร้าน นอนแผ่ลงบนเนินเขา ทำท่าทางยอมจำนน

“สวัสดี?” ไม่ไกลจากด้านหลัง มีเสียงผู้ชายดังขึ้น

“อ้อ”

เจียงเสี่ยวหันหน้ากลับไป แต่กลับเห็นชายหลายคนที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวเหมือนกัน ไม่มองก็แล้วไป พอมองเข้าก็เกิดเรื่องแล้ว

ตอนที่อยู่บนยอดเขาฝั่งตรงข้าม เจียงเสี่ยวไม่เห็นเนินลาดด้านหลังนี้ ไม่คาดคิดว่าใต้เขานี้ยังมีหลุมอยู่อีกหรือ?

และในหลุมนี้...คือหมีไผ่กองแล้วกองเล่า แต่ละตัวล้วนสูญสิ้นความฝันไปแล้ว นอนแผ่อยู่บนพื้น หรือไม่ก็หงายท้องหลับปุ๋ย

ขนาดของพวกมันไม่เท่ากัน ตัวที่ใหญ่ที่สุดก็ไม่เกินตัวที่เจียงเสี่ยวสกัดไว้ แต่เมื่อดูอย่างละเอียด ดูเหมือนว่าขนาดประมาณ 1.5 เมตรจะเป็นขนาดที่พบได้บ่อยที่สุด? ยังมีบางตัวที่เล็กกว่านั้น ดูเหมือนจะยังไม่โตเต็มวัย

ว้าว ของแบบนี้ ยิ่งเล็กยิ่งน่ารักจริงๆ...

เจียงเสี่ยวแน่ใจแล้วว่าหมีไผ่ตัวเต็มวัยที่อยู่ตรงหน้าจะไม่กลิ้งตกลงไปอีกแล้ว จึงได้หันกลับไป พลางชี้ไปที่ป้ายอกของตนเอง

ชายหลายคนจึงได้วางใจ ก้มลงทำงานต่อ

และงานของพวกเขาก็คือ พยายามอุ้มหมีไผ่ตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วเดินขึ้นไปบนเขา

เจียงเสี่ยวนั่งลงบนเนินเขา พลางเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “พวกคุณกำลังทำอะไรกันอยู่?”

ชายคนหนึ่งอุ้มหมีไผ่เดินผ่านข้างกายเจียงเสี่ยว มองดูป้ายอกของเจียงเสี่ยว แล้วอธิบายว่า “พวกมันเกียจคร้านมาก ถ้าพวกเราไม่ใช้วิธีอุ้มพวกมันกลับไปในป่าไผ่ด้วยตนเอง ไม่กระจายหมีไผ่ในหลุมออกไป หมีไผ่ที่นี่จะกองรวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลุมนี้ถูกถมจนเต็มแล้ว หากมีหมีไผ่กลิ้งลงมาอีก ก็อาจจะตกลงไปในทะเลสาบได้จริงๆ”

เจียงเสี่ยว: “...”

ชายคนนั้นมองเจียงเสี่ยวอย่างสงสัย แล้วเอ่ยว่า “คุณคือผู้บังคับบัญชาเจียงเสี่ยวผีหรือครับ?”

เจียงเสี่ยวพยักหน้า “สวัสดีครับ”

ชายคนนั้นยิ้มมองเจียงเสี่ยว แล้วกล่าวว่า “เมื่อครู่เพิ่งได้รับการแจ้งเตือนจากในทีม ไม่คิดว่าจะได้พบผู้บังคับบัญชาเร็วขนาดนี้ ผลงานของคุณในเวิลด์คัพยอดเยี่ยมมาก! ทักษะดาราก็สุดยอดมาก!”

เจียงเสี่ยวก็รู้ว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นนักรบดาราเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นแล้ว หมีไผ่ที่หนักสามสี่ร้อยชั่ง จะอุ้มขึ้นมาง่ายๆ ได้อย่างไร

เจียงเสี่ยวหัวเราะแหะๆ “ชมเกินไปแล้วครับ”

ชายคนนั้นกล่าวต่อว่า “ผู้บังคับบัญชาตอนนี้มีเวลาไหมครับ? ใช้ทักษะดาราวาร์ป ช่วยพวกเราย้ายหมีไผ่หน่อยได้ไหมครับ?”

เจียงเสี่ยว: “...”

ฉันว่าทำไมนายถึงได้สุภาพนักนะ ที่แท้จะลากฉันไปเป็นกรรมกรนี่เอง?

เจียงเสี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ฝีมือของผมยังไม่ถึงขั้น ผมจะบอกให้นะ ผมมีพี่สาวคนหนึ่ง สามารถเทเลพอร์ตของทุกอย่างในพื้นที่หนึ่งได้ในครั้งเดียว”

ชายคนนั้นกะพริบตาด้วยความประหลาดใจ

ฟู่...

เกราะป้องกันคลื่นสีดำกึ่งโปร่งแสงพลันปรากฏขึ้น หานเจียงเสว่และฟางฮุยยืนอยู่ที่ริมทะเลสาบไม่ไกลนัก พร้อมกับที่เกราะพลังงานคลื่นสีดำแผ่ขยายออกไป แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย ร่างของทั้งสองก็ปรากฏขึ้น

เจียงเสี่ยวเงยหน้าไปทางริมทะเลสาบ ใช้คางชี้ไปทางหานเจียงเสว่ แล้วกล่าวว่า “ดูสิ เธอมาแล้ว”

หานเจียงเสว่มองเจียงเสี่ยวจากระยะไกล ไม่ค่อยเข้าใจท่าทีของเจียงเสี่ยวเท่าไหร่นัก

เจียงเสี่ยวโบกมือให้เธอ “มาเร็วเข้า พวกเรามาช่วยกันขนอิฐ...เอ่อ ขนหมี...”

จบบทที่ บทที่ 639 ผู้ขนย้ายแห่งธรรมชาติ

คัดลอกลิงก์แล้ว