- หน้าแรก
- เทพฮีลสายป่วน
- บทที่ 589 สมปรารถนา
บทที่ 589 สมปรารถนา
บทที่ 589 สมปรารถนา
เวลา 9:30 น. ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่สนามเพื่ออบอุ่นร่างกาย
บรรยากาศในสนามกีฬาแห่งชาติเมืองเอโดะค่อยๆ ร้อนระอุขึ้น อารมณ์ของผู้คนก็พลุ่งพล่านขึ้นเหมือนกัน
การแข่งขันนัดแรกที่เพิ่งจบไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ได้สั่นสะเทือนจิตใจของผู้คนทั่วโลก
ผลลัพธ์สุดท้ายคือ เทพเวททางเหนือและราชินีน้ำแข็งสิ้นชีพในการต่อสู้ สำหรับคนธรรมดาทั่วไปบางส่วน เวิลด์คัพนักรบดาราอาจเป็นเพียงเกมการแข่งขัน แต่สำหรับเหล่านักรบดาราที่ต่อสู้อย่างสุดกำลังในสนาม นี่คือการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตาย
เวิลด์คัพเคยมีคนตายมาก่อน และมีทุกปี เพียงแต่การเสียชีวิตส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในรอบแรกๆ การเสียชีวิตในรอบชิงชนะเลิศแบบนี้เคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ซึ่งต้องย้อนกลับไปถึงยุค 90 ของศตวรรษที่แล้ว
อาณาจักรทางเหนือและสาธารณรัฐน้ำแข็งหิมะต่างก็ตกอยู่ในความโศกเศร้า และผู้เข้าแข่งขันหกคนสุดท้าย... ไม่สิ ตอนนี้ควรจะเรียกว่าสี่คนสุดท้ายแล้ว อันดับของพวกเขาอาจจะสูงขึ้นเล็กน้อย
ส่วนอันดับที่ 7-11 สุดท้ายนั้น อันดับจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้ว่านักรบดาราของเทางเหนือและสาธารณรัฐน้ำแข็งจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็น่าจะได้อันดับที่ห้าร่วมกัน
เพราะผลงานที่แย่ที่สุดในรอบนี้คืออันดับที่หก
ผู้เข้าแข่งขันจินผิงชาง ในที่สุดก็ไม่สามารถผ่านเข้ารอบสิบคนสุดท้ายได้ จบที่อันดับ 11
และผลลัพธ์แบบนี้ ก็ทำให้โฮ่วหมิงหมิงที่อยู่อันดับ 12 แทบจะโมโหจนตาย
คนที่เห็นได้ชัดว่าสามารถตบให้ตายได้ด้วยฝ่ามือเดียว ตอนนี้กลับเหยียบอยู่บนหัวของเธอ ทุกครั้งที่เห็นรายชื่ออันดับที่ประกาศบนหน้าจอ โฮ่วหมิงหมิงก็รู้สึกโกรธจนไฟลุกท่วม
ต่อให้มีคนอื่นคั่นกลางสักคนก็ยังดีไม่ใช่หรือ? ต่อให้คนที่ได้อันดับ 11 จะเป็นคนที่ไม่เลวร้ายนักก็ยังดี? แม้จะถูกเหยียบเหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็ไม่โจ่งแจ้งขนาดนี้...
แน่นอนว่า หากมองปัญหาให้กว้างขึ้น การเสียชีวิตของนักรบดาราระดับโลกทั้งสองจากทางเหนือและสาธารณรัฐน้ำแข็ง ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของโลกอย่างแท้จริง
นับตั้งแต่สังคมมนุษย์ก้าวหน้าไปถึงระดับหนึ่ง สงครามระดับโลกก็ยากที่จะเกิดขึ้น ใครก็ไม่ต้องการที่จะพินาศไปพร้อมกัน
แต่ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างประเทศกลับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และบางพื้นที่ก็ไม่เคยสงบสุขอย่างแท้จริง
แต่นี่เป็นเพียงสงครามในระดับมนุษย์เท่านั้น และโลกใบนี้ เนื่องจากการเปิดออกของมิติต่างมิติ ทำให้สัตว์อสูรอาละวาด พลังดาวปั่นป่วน ศัตรูของมนุษย์ไม่ได้มีเพียงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ยังมีมิติต่างมิติอันน่าสะพรึงกลัวและลึกลับเหล่านี้ รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นเบื้องหลังมันด้วย
จนถึงวันนี้ การสำรวจมิติชั้นบนของสังคมมนุษย์ยังคงมีน้อยมาก และยังไม่เข้าใจหลักการของมันเลยแม้แต่น้อย
บรรพบุรุษนับไม่ถ้วนได้ไปสำรวจ ไปค้นหาคำตอบ แต่ส่วนใหญ่ก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ผู้ที่กลับมามือเปล่าก็ยังมีน้อยมาก
เช่นนั้นแล้ว ปัญหาก็คือ ชาวโลกจัดเวิลด์คัพนักรบดาราขึ้นมา เพียงเพื่อแสดงแสนยานุภาพและส่งสารไปยังเพื่อนมนุษย์และประเทศอื่น ๆ เท่านั้นหรือ?
ในมิติชั้นบนมีสิ่งมีชีวิตแบบไหนอยู่กันแน่? เหตุใดมิติต่างมิตินับไม่ถ้วนจึงมาเปิดออกบนโลก? มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในระดับที่สูงกว่า กำลังทำอะไรบางอย่าง หรือเฝ้าสังเกตอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลังหรือไม่?
การจัดเวิลด์คัพนักรบดาราขึ้นมา เป็นการจัดให้คนบางกลุ่มดูด้วยหรือไม่? หรือแม้กระทั่งผู้ที่ผลักดันให้เกิดเวิลด์คัพนักรบดารา อาจเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในระดับที่สูงกว่า?
สิ่งเหล่านี้เจียงเสี่ยวล้วนไม่รู้ เขาเพิ่งมาที่นี่ได้เพียงสองปี ระดับของเขายังไม่สูงพอที่จะเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านี้ เขาเพียงต้องการจะแข่งขันในนัดนี้ให้ดีที่สุด ส่วนอนาคต... เจียงเสี่ยวไม่เคยกังวลอะไร
เจียงเสี่ยวเชื่อว่า ด้วยความเร็วในการเติบโตของเขาในตอนนี้...
อนาคต ย่อมต้องมาถึง
สำหรับเจียงเสี่ยวในตอนนี้ สนามแข่งขันเวิลด์คัพแทบจะเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดของเขาแล้ว
เจียงเสี่ยวค่อนข้างมั่นใจว่า ตราบใดที่เขาก้าวไปทีละก้าว ทำสิ่งที่ควรทำในแต่ละช่วงให้ดี ไม่ไปหาเรื่องตายเอง เวทีของเขาก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงเสี่ยวก็หันไปมองคู่ต่อสู้ของตน นี่คือศัตรูตัวฉกาจอีกคนหนึ่งบนเส้นทางสู่แชมป์ของเขา
ไซโต้ โนบุยูกิ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ กู้ซิ่นจือ เขาสวมชุดทีมชาติสีน้ำเงิน ไว้ผมสั้นสีดำขลับ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว สูงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร ในประเทศของเขาน่าจะถือว่าโดดเด่นเป็นพิเศษ
แต่หากไม่นับเรื่องสัญชาติ และพิจารณาเฉพาะในขอบเขตของนักรบดาราแล้ว ความสูงระดับนี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไร พลังดาวอันน่าอัศจรรย์กำลังเปลี่ยนแปลงร่างกายของมนุษย์ นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้
รูปร่างสูงใหญ่ คือพรสวรรค์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ล้วนเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทั้งนั้น สภาพร่างกายที่ดีแทบจะเป็นมาตรฐานของทุกคน
เจียงเสี่ยวที่ยังคงเติบโตอยู่ก็สูงถึง 182 เซนติเมตรแล้ว แต่กลับเป็นผู้เข้าแข่งขันที่เตี้ยที่สุดในสี่คนสุดท้าย แม้แต่บุปผาแห่งหลานซีที่อยู่ข้างๆ ก็ยังสูงกว่า และในบรรดาสี่คนนี้ ผู้ที่มีสภาพร่างกายดีที่สุด แน่นอนว่าเป็นนักรบโล่ร่างยักษ์จากสาธารณรัฐเยอรมนี
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาของเจียงเสี่ยว ไซโต้ โนบุยูกิก็มองกลับมา
เขาไร้ซึ่งสีหน้า แววตาคมกริบอย่างมาก ทำให้เจียงเสี่ยวนึกถึงเอ้อร์เหว่ย
เจียงเสี่ยวเคยพบนักรบดาราที่โดดเด่นมามากมาย แต่แววตาแบบนี้ของกู้ซิ่นจือ เขาเคยเห็นเพียงบนตัวของเอ้อร์เหว่ยเท่านั้น
แววตาของอู่เหยา หานเจียงเสว่ และคนอื่นๆ ก็สามารถคมกริบได้เหมือนกัน แต่ความ “คมกริบ” ที่ว่านั้น ส่วนใหญ่จะหยุดอยู่แค่เรื่องแพ้ชนะ
แต่สำหรับเอ้อร์เหว่ยแล้ว ไม่ว่าแพ้หรือชนะ เริ่มต้นก็คือ “ความเป็นความตาย” โดยตรง
เจียงเสี่ยวจ้องมองไซโต้ โนบุยูกิด้วยสายตาอันร้อนแรง เช่นนั้น... นายก็เป็นนักรบเหมือนกันใช่หรือไม่? นายเคยเข้าร่วมการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายนับไม่ถ้วน หรือแม้กระทั่งผ่านสงครามมาครั้งแล้วครั้งเล่า?
เจียงเสี่ยวไม่ต้องการจะเชื่อว่านักเรียนนักรบดาราคนหนึ่งจะมีแววตาแบบนี้ได้ เจียงเสี่ยวแยกออกว่าอะไรคือการแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง อะไรคือการเป็นแบบนั้นทั้งภายนอกและภายใน
แม้ว่าไซโต้ โนบุยูกิจะยืนอยู่สูงส่งขนาดไหน หากเขาไม่สามารถหลุดพ้นจากขอบเขตของนักเรียน และไม่มีประสบการณ์ที่สอดคล้องกัน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีบารมีแบบนี้
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจียงเสี่ยวสังเกตเห็นด้วยตนเอง ในข้อมูลของอีกฝ่ายไม่ได้ระบุไว้เลย
เจียงเสี่ยวเลียริมฝีปาก ในใจพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
หากนายเป็นนักรบที่ผ่านสนามรบจริงมาเหมือนกัน แบบนั้นการต่อสู้ในวันนี้ จะต้องน่าสนใจมากแน่ๆ
ไซโต้ โนบุยูกิชะงักไปเล็กน้อย แน่นอนว่าเขาเคยเจอคู่ต่อสู้มามากมาย บางคนจะฝืนจ้องกลับมา บางคนจะนิ่งเงียบ รักษาสภาพจิตใจของตนเองไว้ บางคนจะหลบเลี่ยงสายตา
แต่เมื่อไซโต้ โนบุยูกิเห็นสีหน้าของเจียงเสี่ยว ในใจของเขาก็พลันสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย
เขารู้ว่าเจียงเสี่ยวไม่ใช่คนบ้าอย่างแน่นอน หรือแม้กระทั่งไม่ใช่พวกคลั่งการต่อสู้ด้วยซ้ำ ดังนั้น สีหน้าแบบนี้ของเจียงเสี่ยว...
“ปรี๊ด! ปรี๊ด!” เสียงนกหวีดของกรรมการดังขึ้น เวลา 9:55 น. ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่ายเข้าสู่สนาม!
เจียงเสี่ยวถือใบมีดยักษ์ ก้าวเดินเข้าไปในกรงเหล็ก
ตำแหน่งหมายเลข 2 ยืนประจำที่ครึ่งสนามด้านทิศตะวันตก
ในสายตาของเจียงเสี่ยว ฝั่งตรงข้ามคือไซโต้ โนบุยูกิ และบนอัฒจันทร์ด้านหลังเขา คือมหาสมุทรสีน้ำเงิน
เช่นเดียวกัน ในสายตาของไซโต้ โนบุยูกิ ร่างของเจียงเสี่ยวดูเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ ด้านหลังของเจียงเสี่ยว คือทะเลสีแดงเข้มที่เชื่อมต่อกับขอบฟ้า ผืนผ้าสีแดงขนาดยักษ์พลิ้วไหวอยู่บนอัฒจันทร์ ส่งเสียงกึกก้องสะท้านฟ้า
แววตาอันคมกริบของไซโต้ โนบุยูกิพลันเปลี่ยนไป เมื่อมองไปยังคลื่นสีแดงผืนนั้น ฟังภาษาบ้านเกิดที่คุ้นเคย ดวงตาทั้งสองของไซโต้ โนบุยูกิก็พลันหม่นหมองลง สีหน้าถึงกับดูเศร้าสร้อยเล็กน้อย
การที่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ เจียงเสี่ยวเชื่อว่าเขาเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง อย่างน้อยก็ไม่ควรแสดงอารมณ์แบบนี้ออกมาที่นี่
มีเพียงการสัมผัสถึงก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว จึงจะควบคุมไม่ได้
เจียงเสี่ยวตะโกนเสียงดังเป็นภาษาจีนว่า “กู้ซิ่นจือ?”
ไซโต้ โนบุยูกิเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบกลับ
ในสนามแข่งขัน ทีมเชียร์ของทั้งสองฝ่ายต่างตะโกนเสียงดัง คำขวัญพร้อมเพรียงกันจนแทบไม่ได้ยินว่าคนทั้งสองในสนามพูดอะไรกัน
สิ่งนี้ทำให้เกิดสถานการณ์พิเศษขึ้น คนทั้งสองในสนามพอจะได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย และผ่านไมโครโฟนขนาดเล็ก ผู้ชมที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ก็สามารถได้ยิน “สงครามน้ำลาย” ของทั้งสองคนได้เหมือนกัน
เจียงเสี่ยวพูดเป็นภาษาจีนต่อไปว่า “ฟังเข้าใจไหม?”
ไซโต้ โนบุยูกิพยักหน้า
เจียงเสี่ยวเอ่ยถามว่า “เคยกลับไปบ้างไหม?”
ไซโต้ โนบุยูกิลังเลเล็กน้อย แล้วส่ายศีรษะเบาๆ
เจียงเสี่ยวแสยะยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ได้ยินเพื่อนสมัยมัธยมต้นของนายบอกว่า นายเป็นคนร่าเริงมากนะ ทำไมล่ะ ตื่นเต้นหรือ? ผ่านสงครามจริงมาแล้ว แค่สถานการณ์เล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ ยังจะตื่นเต้นอีกหรือ?”
ในที่สุดเจียงเสี่ยวก็เผยหางจิ้งจอกออกมา เขาเพียงแค่ต้องการจะถามว่า ไซโต้ โนบุยูกิเคยผ่านสงครามจริงมาหรือไม่
หากคำตอบคือ “ใช่” เช่นนั้นการต่อสู้ครั้งนี้ก็จะสบายมาก
ไซโต้ โนบุยูกิถือดาบด้วยมือขวา วางพาดไว้ตรงหน้า มือซ้ายลูบไล้เบาๆ ก้มหน้าไม่พูดอะไร
เด็กอายุ 15-16 ปี จากบ้านเกิดที่เติบโตมาตั้งแต่เด็ก จากเพื่อนสนิทมิตรสหาย จู่ๆ ก็ต้องมาอยู่ในต่างแดน ภาษาไม่คุ้นเคย นิสัยการใช้ชีวิตและปัญหาอื่นๆ ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการเติบโตของคนๆ หนึ่ง
ส่วนจะดีหรือร้าย นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในเมื่อมายืนอยู่ตรงนี้แล้ว เจียงเสี่ยวไม่ลังเลที่จะใช้วิธีการใดๆ ก็ตาม เพื่อโจมตีศัตรูของตน
เจียงเสี่ยวเอ่ยปากว่า “เห็นในโซเชียลมีเดียของนาย ยังมีรูปที่นายกับเพื่อนแอบเข้าไปในมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง ถ่ายรูปบนถนนซากุระด้วยนะ
ใต้ต้นซากุระ โรแมนติกดีนะ?”
คิ้วของไซโต้ โนบุยูกิขมวดเล็กน้อย ไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่กลับเหลือบตามองเจียงเสี่ยว
บารมีอันเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมา ราวกับได้ล็อกเป้าหมายของตนไว้แล้ว
เจียงเสี่ยวกลับไม่สะทกสะท้าน ยิ้มพลางถามว่า “เธอสบายดีไหม? ยังติดต่อกันอยู่หรือเปล่า?”
ไซโต้ โนบุยูกิ: “หุบปาก”
“โย่วโฮ่?” เจียงเสี่ยวแสยะยิ้ม “พูดเป็นด้วยหรือ?”
ไซโต้ โนบุยูกิถือดาบข้างหนึ่ง ชี้ไปยังเจียงเสี่ยวแต่ไกล แล้วกล่าวว่า “ฉันคิดว่าพวกเราจะสู้กันแค่พอหอมปากหอมคอ”
“เหอะๆ”
เจียงเสี่ยวหัวเราะอย่างดูถูก “อย่ามาล้อเล่น”
ไซโต้ โนบุยูกิใช้คำพูด และการกระทำในอดีตของเขา พิสูจน์ให้เห็นถึงเรื่องนี้ “เหมือนกับที่ฉันทำกับฟานเหรินแห่งต้าจ้าง เหมือนกับที่ฉันทำกับโฮ่วหมิงหมิงเพื่อนร่วมโรงเรียนของนาย”
เจียงเสี่ยวพยักหน้า จากนั้นก็ส่ายหน้า แล้วกล่าวว่า “อย่ามาสู้กับฉันแค่พอหอมปากหอมคอ การต่อสู้ครั้งนี้สำหรับฉันแล้วมีเพียงสองผลลัพธ์เท่านั้น”
ไซโต้ โนบุยูกิจ้องมองเจียงเสี่ยวอย่างเงียบๆ
เจียงเสี่ยวลูบท้ายทอย พูดอย่างติดตลกว่า “ไม่ชนะ ก็ตาย”
ไซโต้ โนบุยูกิเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองไปยังมหาสมุทรสีแดงที่อยู่เบื้องหลังเจียงเสี่ยว
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถือดาบสองมือ ตั้งไว้ตรงหน้า กล่าวเสียงทุ้มว่า “ตามที่นายปรารถนา”
เจียงเส่ยวกางขาเป็นท่าขี่ม้า ลากใบมีดยักษ์ไว้ทางขวาของร่างกาย “สมปรารถนา”
“ปรี๊ด! การแข่งขันเริ่มขึ้น!”
ฟุ่บ...
ดอกซากุระปลิวว่อน
เปรี้ยง!
แสงสีครามสาดส่อง